Sorcerer (It’s Not Easy)

1. Dr. Strange เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่พอได้ดูเทรลเลอร์แล้วก็ทำให้ผมตื่นเต้นและตั้งหน้ารอดูอยู่ทีเดียวครับ สาเหตุอาจจะเพราะแค่ตัวอย่างสั้นๆ แต่ visual ที่ประเคนมาให้เห็นนั้นช่างยียวน ชวนมึนหัว และชวนให้ลุ้นไปด้วยเลยว่าหนังเรื่องนี้อาจได้เห็นมาร์เวลลองอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้เห็นจากหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องก่อนๆ ที่เคยได้เห็นมา

 

ผลปรากฏว่าหลังจากที่ได้ดูแล้ว Dr. Strange ก็ยังเป็นหนังที่พูดได้ว่าสนุกอยู่ครับ เพียงแต่ความสนุกที่ว่านี้ไม่ได้ตอบรับความคาดหวังต่างๆ นานาของผมจากที่เห็นในตัวอย่าง แน่นอนล่ะว่าวิชวลของหนังนั้นก็ทะลุทะลวงและพาให้รู้สึกบันเทิงพลางมึนหัวอยู่ก็จริง กระนั้นแล้วมันก็ไม่ได้พาหนังไปสู่พรมแดนใหม่ๆ หรือการทดลองอะไรใหม่ๆ แต่อย่างใด หรือเช่นเดียวกับหลายๆ คน เมื่อเห็นฉากเมืองที่บิดเบี้ยวไปมาคล้ายกับรูบิคก็พานให้นึกไปถึงหนังเรื่อง Inception ผมเองก็คิดถึงหนังเรื่องนั้นเช่นกัน เพียงแต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว ในขณะที่เรื่องหนึ่งสร้างคำอธิบายที่รองรับการบิดเกลียวของพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ Dr. Strange กลับใช้เทคนิคอันน่าตื่นใจนี้เพียงเพื่อรับใช้ฉากแอคชั่นของมันเท่านั้น แม้ว่าการเอาหนังเรื่องหนึ่งไปคาดหวังกับหนังอีกเรื่องอาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่ก็นั่นล่ะครับ กับสตูดิโอที่ผลิตหนังฮีโร่มาไม่รู้กี่สิบเรื่อง ทั้งก็เริ่มจะวนเวียนอยู่กับสูตรการเล่าเรื่องแบบเดิมๆ ก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะหวังอะไรซึ่งท้าทายและฉีกจากกฎของมาร์เวลออกไปบ้าง

 

2. Dr. Strange เล่าเรื่องของสตีเฟน สเตรนจ์ ศัลยแพทย์หนุ่มอัจฉริยะที่ไม่ว่าเคสผ่าตัดจะยากเย็นขนาดไหน หากลองให้ถึงมือของเขาแล้วก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถที่ไม่ธรรมดานี้ สเตรนจ์จึงกลายเป็นคนหยิ่งยโส และเชื่อมั่นในตัวเองอย่างที่สุดจนไม่แปลกที่ใครๆ ต่างพากันเหม็นขี้หน้าเขา แต่อยู่มาวันหนึ่ง สเตรนจ์ก็เกิดประสบอุบัติเหตุจนเป็นเหตุให้มือทั้งสองใช้การไม่ได้อีกต่อไป เขาไม่อาจผ่าตัดได้อย่างแม่นยำเช่นแต่ก่อน และดังว่าอนาคตในวงการของเขาก็พานดับวูบลงที่ตรงนั้น

ด้วยต้องการให้มือกลับมาใช้ได้อีกครั้ง เขาพยายามทุกหนทางในการเยียวยารักษา แต่ไม่ว่าจะทุ่มเงินไปมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็หาได้เปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย เมื่อศาสตร์ของการแพทย์ตะวันตกไม่สามารถช่วยเขาได้ สเตรนจ์จึงตัดสินใจบ่ายหน้าไปทางศาสตร์แห่งการรักษาของตะวันออกแทน เขาเดินทางไปยังเนปาลที่ซึ่งได้ยินว่ามีลัทธิหนึ่งซึ่งอาจช่วยรักษาเขาให้หายได้ ซึ่งก็เป็นที่นั่นเองที่สเตรนจ์ได้เรียนรู้ในศาสตร์อีกแขนงหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่บนโลกใบนี้ ศาสตร์ที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า เวทมนตร์

you-can-see-his-house-from-here-970x647-c

 

3. ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในหนังเรื่องนี้สำหรับผมแล้วไม่ใช่พระเอกของเราอย่างดร. สเตรนจ์ หากแต่เป็นผู้นำของกลุ่มลัทธินี้ที่ใช้ชื่อว่า The Ancient One ประวัติความเป็นมาของเธอนั้นเป็นปริศนา ไม่ค่อยมีใครรู้ถึงเรื่องราวส่วนตัวของเธอนัก รู้แค่เพียงว่าเธอเป็นชาวเคลท์ (celt) ที่อยู่บนโลกนี้มานาน และมีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่

แม้ว่าในหนังหลายๆ เรื่องจะมีตัวละครประเภทนี้ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ นั่นคือ มีลักษณะเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้ พูดจาดังว่ามีปริศนาธรรมอมพะนำอยู่ตลอดเวลา หากกระนั้นแล้วความน่าสนใจที่ผมเห็นในตัวละครนี้คือความเปราะบางที่ปรากฏในตัวเธอ แอนเชียนวันนั้นแม้จะมีสถานะประหนึ่งเทพ แต่แท้ที่จริงเธอก็เป็นเพียงสตรีคนหนึ่งที่ฝึกปรือพลังมาแต่กาลก่อน ซึ่งต่อให้เธอจะถือครองพลังอำนาจมากถึงเพียงใด แต่ที่สุดแล้วเธอก็เป็นเพียงมนุษย์ที่มีชีวิตและจิตใจคนหนึ่ง มีด้านมืดและความลับที่อยากจะปกปิด มีความกลัวที่อยากจะหลีกเร้นให้พ้น หากเธอก็ยังมั่นคงในฟากฝั่งที่ตัวเองเลือกยืนว่ามันถูกต้องสำหรับเธอแล้ว แม้อาจจะไม่ใช่ฝั่งที่ถูกต้องสำหรับความเชื่อของทุกๆ คน

 

4. พูดได้ว่าในฝั่งที่ถูกนำเสนอให้เป็น ‘คนดี’ นั้น แท้ที่จริงก็ยังมีความชั่วร้ายหลายๆ อย่างซ่อนอยู่ หรือทั้งที่พยายามวางตัวด้วยคติธรรมอันชวนให้ศรัทธาในฉากหน้า หากทว่าหลังฉากและแหล่งที่มาของหลักคำสอนนั้นกลับหาได้มาด้วยหลักปฏิบัติที่ถูกป่าวสอนว่าดีเสมอไป มีเบื้องหน้าก็ต้องมีเบื้องหลัง หรือพูดอีกอย่างคือ กระทั่งความดีก็ไม่อาจเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องเสมอไป จำเป็นต้องมีส่วนผสมอื่นมาคอยกล่อมเกลา เช่นนี้จึงส่งผลให้การ ‘ต้องเลือกฝั่ง’ ของดร. สเตรนจ์เมื่อได้รับรู้ถึงความลับของแอนเชียนวันนั้นไม่ได้มาจากศรัทธาว่าเธอเป็นคนดี แต่มันคือการเลือกว่าในสองฟากฝั่งที่ต่างก็มีความชั่วร้ายให้ต้องยอมรับนั้น อุดมการณ์ของฝั่งไหนที่เขาจะยอมรับและสานต่อในฐานะของผู้สืบทอด

 

5. มันคือเรื่องของการเลือกอุดมการณ์ และเช่นกันที่มันเองก็สะท้อนถึงแนวคิดของการสืบตามเจตนารมณ์ของผู้นำ กล่าวคือตัว ดร. สเตรนจ์ นั้นอาจเปรียบได้ดั่งผู้ศรัทธาใหม่ ต่อผู้นำคนใหม่ (แอนเชียนวัน) ที่เขาเพิ่งได้พบ ว่าจะยินยอมมาเป็นกระบอกเสียง และคอยป่าวประกาศคำสอนและคติธรรมความเชื่อของผู้นำคนนี้หรือเปล่า หรือพอได้รู้ถึงความลับที่เธอปิดซ่อนไว้ เขาจะผันตัวมาล้มล้าง โค่นล้มแนวคิดนี้จนเหี้ยนดังที่ตัวละครหนึ่งในเรื่องคล้ายจะเลือกเดินในเส้นทางนั้น

 

แน่นอนล่ะครับว่ามันไม่จำเป็นเสมอไปที่ทางเลือกจะถูกจำกัดอยู่แค่สองทางนี้ และตัวดร. สเตรนจ์เองก็อาจสร้างทางเลือกใหม่ที่เหมาะสมกับเขา สอดรับกับเขา หากแต่มันก็เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในหนังภาคต่อๆ ไปที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งกว่าจะถึงวันนั้น ในโมงยามที่เขาจำต้องเลือกแค่เพียงฝั่งนี้หรือฝั่งนั้น จำยอมอยู่ใต้กรอบคิดทวิลักษณ์ มันก็เป็นจำต้องเลือก ณ ตอนนั้นว่าเขาจะยืนอยู่ฝั่งไหน จะซ้ายหรือฝั่งขวา จะหน้าหรือจะหลัง

เพราะบางครั้งชีวิตเราก็จำเป็นจะต้องเลือก และเมื่อถึงคราวที่ต้องเลือกก็ใช่ว่าจะมีเส้นทางที่เลือกได้มากมายสักเท่าไร

คาลิล พิศสุวรรณ
คาลิล พิศสุวรรณ
Share This!
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
No Comments Yet

Comments are closed