ขอแค่มุ่งมั่นตั้งใจ แล้วทุกอย่างก็จะตามมาเอง?
เราอาจเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้อยู่บ่อยๆ เวลาที่เราอยากทำเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ แม้กระทั่งสุภาษิตไทยก็ยังมีประโยคที่ว่า ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’ หรือการอดทนรอคอยสิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้า ดีกว่ารีบร้อนเอาแต่ความสุขเล็กๆ ในวันนี้
เพราะอย่างนั้นหลายครั้งเราเลยใช้วิธีอดทนอดกลั้น หักห้ามจิตใจตัวเอง เหมือนฝึกวิชาขั้นสูง ปฏิเสธเซย์โนลูกเดียวเวลาใครพาออกนอกลู่นอกทาง กินขนมหน่อยมั้ย? ไม่ละ กำลังคุมอาหารอยู่ ถ้าต้องสอบพรุ่งนี้ ก็ขออ่านหนังสือถึงเช้าดีกว่า หรือถ้าอยากเลื่อนขั้นไวๆ ก็แค่ทำงานให้หนักเข้าไว้ จนทุกวันนี้เตียงนอนกลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว
ถึงใครๆ มักจะบอกว่าความสำเร็จเกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจของเราเอง แต่จริงๆ แล้ว แค่การควบคุมตัวเองอย่างเดียวเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายจริงหรือเปล่านะ? เพราะหลายครั้งความอดทนก็มักต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ แถมบางครั้งยังอาจทำให้เราล้มเลิกได้ง่ายขึ้นด้วย
วันนี้เราเลยอยากชวนไปดูเหตุผลว่าทำไมการควบคุมตัวเองบางครั้งถึงไม่ช่วยให้เราไปถึงเป้าหมาย และเราจะทำเพื่อให้ทำตามสิ่งที่หวังให้สำเร็จได้บ้าง

เมื่อความมุ่งมั่นตั้งใจก็เหนื่อยล้าเป็นเหมือนกัน
ในทางจิตวิทยาความมุ่งมั่นตั้งใจที่มาจากภายในตัวเองก็มีชื่อเรียกเหมือนกัน โดยมีชื่อว่า ‘willpower’ แปลไทยง่ายๆ ก็หมายถึงพลังของความตั้งใจ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมตัวเอง ช่วยให้เราไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยวนในระยะสั้น เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่าได้
บางครั้งก็อาจมองได้ว่า willpower มีส่วนสำคัญในการสร้างวินัยอย่างที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ในสายออกกำลังกาย ที่เราต้องมีวินัยในตัวเอง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คุมอาหารที่เราจะทานให้ดี เมื่อสิ่งนี้ได้นานพอ เราก็จะค่อยๆ เห็นผลลัพธ์เอง ไม่ว่าจะเป็นร่างกายแข็งแรงขึ้น หรือรูปร่างได้สัดส่วนที่ต้องการ
แน่นอนว่าการมีวินัยในตัวเองเป็นสิ่งที่ดี และยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าการมุ่งมั่นตั้งใจในตัวเองจะเป็นทางออกเดียวที่ทำให้เราทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ ในทางกลับกัน บางครั้งอาจทำให้เราเหนื่อยล้าและล้มเลิกได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ข้อมูลจาก American Psychological Association องค์กรด้านจิตวิทยาจากอเมริกา ชี้ว่าพลังของความมุ่งมั่นตั้งใจบางครั้งก็อาจสะท้อนกลับได้เช่นกัน เหตุผลหลักเพราะเชื่อว่าพลังใจเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด หรือ ‘ego-depletion’ มาจากการทดลองคุกกี้ของ รอย เบามีสเตอร์ (Roy Baumeister) ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่ต้องฝืนใจไม่กินคุกกี้ทันทีจะควบคุมตัวเองได้น้อยลง ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าคนเราอาจเผลอทำสิ่งที่หักห้ามใจในท้ายที่สุด
การที่ต้องใช้พลังไปกับการอดกลั้นต่อสิ่งยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นภาระทางจิตใจที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า ลองนึกดูสิว่าการห้ามใจไม่กินคุกกี้แสนอร่อยแล้วหันไปกินอกไก่เป็นเรื่องยากแค่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น คือเราเองก็อยากทำสิ่งที่หักห้ามใจอยู่เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผลสะท้อนกลับจะรุนแรงกว่าเดิม จนเผลอตบะแตกได้ง่ายๆ เช่น ทั้งเดือนเราอาจจะตั้งใจหักห้ามใจไม่ให้ช้อปปิ้ง ใช้ชีวิตอย่างประหยัดสุดๆ แต่พอถึงวันเงินเดือนออก เราดันจัดชุดใหญ่ให้รางวัลตัวเอง รู้ตัวอีกทีเราอาจจะเผลอใช้จ่ายเงินมากกว่าเดิมก็ได้

อีกหนึ่งผลสะท้อนกลับของ willpower ที่เราเห็นได้บ่อยๆ อย่างการตั้งปณิธานปีใหม่ ที่ไปถามใครๆ แต่ละคนต่างก็มีเป้าหมายของตัวเอง แต่ถ้าถามว่าทำสำเร็จเหลือรอดไปจนครบปีไหม ก็อาจเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง จากผลสำรวจของ Forbes Health ปี 2023 พบว่า คนส่วนใหญ่มักเลิกทำปณิธานของตัวเองภายในเวลาไม่ถึง 4 เดือน และมีเพียง 10% เท่านั้นที่บรรลุเป้าหมายได้จริง
เมื่อทำตามเป้าหมายไม่ได้ หลายคนอาจมองว่าเป็นเพราะตัวเองขาดความตั้งใจหรือความทะเยอทะยานหรือเปล่า แต่ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้มีผลน้อยมาก เพราะต่อให้เรามีความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม ก็อาจไม่เพียงพอให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองได้ง่ายๆ
จัสติน เฮล (Justin Hale) ที่ปรึกษาและวิทยากรในบริษัทที่ปรึกษาด้านการเป็นผู้นำ Crucial Learning อธิบายถึงเหตุผลที่เป้าหมายเหล่านี้ไปไม่ถึงฝัน ว่าเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้วางแผนจะเปลี่ยนนิสัย หลายคนอาศัยความอดทนหรือพลังใจเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วการจะเปลี่ยนแปลงต้องมีการวางแผนที่เหมาะสม ลงลึกไปอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และวัดผลได้ เพื่อทำให้พฤติกรรมกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวเราไปจริงๆ ด้วย
จึงไม่แปลกหากหลายครั้งที่เราอาจล้มเลิกกลางคัน หรือแพ้เสียงในหัวตัวเองจนเผลอทำตามใจตัวเองบ่อยๆ เพราะการพาตัวเองไปให้ถึงเป้าหมายไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนี่นา
อุตส่าห์มีความตั้งใจเต็มเปี่ยมแล้วก็ยังไม่พอ จะบอกว่าให้ล้มเลิกแล้วไปนอนผึ่งพุงให้สบายใจดีกว่างั้นหรือเปล่า? ไม่ใช่เลย เพราะสิ่งที่จะช่วยให้ความตั้งใจภายในตัวเรามีพลังมากขึ้น ก็คือการปรับเปลี่ยนสภาพภายนอกไปด้วย เพื่อช่วยให้เราไม่ต้องพึ่งพาพลังใจของเราอย่างเดียว
แม้ว่าการอดทนไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุจะช่วยให้เราไม่วอกแวก แต่แค่หักดิบอยู่ในใจคนเดียว โดยไม่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเลย ท้ายที่สุดก็เราก็อาจลงไปเอยไปทำนิสัยแบบเดิมๆ อย่างที่เคยชิน อยากพักผ่อนมากขึ้น แต่ยังเอาคอมไว้ข้างหัวเตียง หรืออยากเก็บเงินมากขึ้น แต่ก็ยังติดตามทุกไลฟ์ขายของไม่มีพลาด เป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ก็คงห่างไกลออกไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม อาจเป็นอีกหนึ่งทางที่ช่วยทำให้เราไปให้ถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น แถมไม่ต้องรู้สึกผิดกับตัวเอง โดยเราอาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเก็บสิ่งที่จะทำลายความตั้งใจเอาไว้ให้ไกลหูไกลตาสักหน่อย หรือเอาสิ่งที่เราอยากทำบ่อยๆ มาไว้ใกล้ตัวขึ้น
มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย เมื่อปี 2017 พบว่านักเรียนที่เก็บสิ่งล่อตาล่อใจออกไป ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จมากในการเรียน และรู้สึกถูกครอบงำจากสิ่งยั่วยวนน้อยลง ดังนั้นถ้าเราอยากวิ่งทุกวัน เราก็อาจเอารองเท้าวิ่งออกมาวางไว้ใกล้ๆ ประตู พอถึงเวลาจะออกจากบ้านเราก็จะนึกออกว่าเราอยากไปวิ่ง และสามารถหยิบมาใส่ง่ายขึ้น หรือถ้าอยากอ่านหนังสือให้เยอะขึ้น เพื่อให้ได้เกรดดีๆ ก็อาจจะวางหนังสือไว้ใกล้ๆ ตัว แล้วช่วงที่อ่านก็ปิดแจ้งเตือนโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้เรามีสมาธิมากขึ้น
นอกจากการปรับสภาพแวดล้อมแล้ว เราอาจลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ให้จัดการได้ง่ายๆ หลายครั้งที่เรารู้สึกว่าสิ่งต่างๆ ยากเกินไป จนพลังใจเราไม่พอจะต่อสู้กับความยากลำบากก็อาจมาจากเพราะเรามองเป้าหมายเป็นก้อนใหญ่ โดยคริส แวน ทุลเลเคน (Chris van Tulleken) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็ได้แนะนำให้เราลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ก่อน เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับจิตใจเรามากเกินไป แล้วถ้าเราชินแล้วค่อยขยับไปทำสิ่งที่ท้าทายขึ้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะมีความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม หรือมีการวางแผนแล้วอย่างดีก็ตาม แต่ระหว่างทางก็เป็นไปได้ว่าเราก็อาจยังรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้ได้เช่นกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลย แม้เราจะไม่ให้ความคืบหน้าในเร็ววัน แต่การค่อยๆ ทำไปทีละขั้นจะช่วยให้เราไม่ต้องกดดัน ไม่ล้มเลิกง่ายๆ
เพราะสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายอาจไม่ใช่การโบยตีตัวเองอย่างเข้มงวด แต่เป็นการหาวิธีที่เหมาะกับตัวเอง และทำให้เราได้ทำสิ่งเหล่านั้นได้นานๆ ดีกว่านะ
อ้างอิงจาก