ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไถฟีดไปทางไหน เราก็มักเจอแต่ข่าวร้ายแทรกตัวเข้ามาระหว่างความสุขบนจอเล็กๆ ของเรา
ไม่ว่าจะด้านการเมืองระหว่างประเทศที่มีแต่สงคราม ไปจนถึงภัยธรรมชาติมากมาย อย่างในปีนี้ก็มีข่าวว่าประเทศไทยจะเผชิญกับปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนิโญ’ ที่จะทำให้หน้าแล้งยาวนานกว่าปกติลากยาวไปจนถึงต้นปีหน้า ส่งผลให้ผลผลิตทางเกษตรถดถอย คนเมืองใช้พลังงานมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเอลนิโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกในอนาคต ตามปริมาณแก๊สเรือนกระจกที่เราปั๊มขึ้นไปในชั้นบรรยากาศอย่างไม่หยุดหย่อน ชนิดที่ว่านโยบาย Net Zero ก็ไม่ช่วยอะไร
จนเราพูดกันได้เต็มปากว่า “โลกนี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน” หรือว่าถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะต้องย้ายดาว หนีความวายป่วงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้?
อันที่จริงแนวคิดเรื่องสร้างยานอวกาศย้ายออกนอกโลกนั้นมีนานแล้ว ตั้งแต่ช่วงยุค 1970 หลังจากความสำเร็จของโครงการอะพอลโลที่เทคโนโลยีอวกาศของมนุษย์ได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วได้ไม่นาน นำโดย เจอร์ราด โอนีล (Gerard K. O’Neill) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ผู้ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การนาซาในการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยวิสัยทัศน์ของโอนีลไม่ได้วาดฝันให้มนุษย์ย้ายไปอยู่ดาวอังคารอย่างที่พวกเราในปัจจุบันคิดกัน แต่เป็นการสร้างสถานีอวกาศขนาดยักษ์ทรงกระบอกยาวหลายกิโลเมตรในอวกาศ เรียกกันว่า O’Neill Cylinder ที่สามารถเลียนแบบสภาพแวดล้อมบนโลกได้แทบทั้งหมด ทั้งแรงโน้มถ่วงเทียมจากการหมุนตัวของสถานีฯ ความดันบรรยากาศที่สะดวกสบาย และตึกรามบ้านช่องภายในสถานีที่ถอดแบบมาจากเมืองบนโลก

แม้ตัวแนวคิดสถานีอวกาศของโอนีลจะสามารถเลียนแบบสภาพแวดล้อมของโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าการก่อสร้างในชีวิตจริงกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคจำนวนมาก เพราะไม่มีทางเลยที่เราจะสร้างยานอวกาศที่ใหญ่ขนาดนั้นปล่อยตัวออกจากชั้นบรรยากาศโลกได้ ทำให้วัตถุดิบในการก่อสร้างทุกอย่างต้องถูกผลิตที่ดวงจันทร์ แล้วค่อยๆ ขนขึ้นไปประกอบในอวกาศ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ไอเดียสถานีอวกาศของโอนีลจะอยู่แค่ในกระดาษงานวิจัยของนาซา และโลดแล่นอยู่ในภาพยนตร์หรือการ์ตูนเท่านั้น ไม่มีทางเลยที่องค์การนาซาจะตัดสินใจลงทุนกับอภิมหาโปรเจ็กต์อะไรแบบนี้ได้ ทั้งโลกในยุคนั้นยังไม่ได้มีแรงจูงใจใด ๆ ที่จะพาให้มนุษย์ย้ายดาวขนาดนั้น ทุกวันนี้คนไทยเราก็ยังโหยหาถึงโลกช่วงยุค 1980 ถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 กันอยู่เลย
ตัดภาพมาในปัจจุบันความปรารถนาจะย้ายไปดาวดวงอื่นที่เริ่มเป็นที่พูดถึงในสื่อกระแสหลักอีกครั้ง ด้วยการปรากฏตัวของบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ที่ก่อตั้งโดย อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งเขาเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่ามนุษยชาติควรที่จะดำรงอยู่บนดาวหลายดวง เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้มนุษย์สูญพันธุ์ง่ายเกินไป พูดง่ายๆ ก็คือ การอยู่บนดาวหลายดวงคือการกระจายความเสี่ยง เหมือนการทำประกัน หากคนบนโลกไม่สามารถแก้ไขวิกฤตภาวะโลกเดือดจนระบบนิเวศวอดวาย หรือต้องทะเลาะกันเองจนเกิดสงครามนิวเคลียร์ มนุษยชาติก็ยังจะคงอยู่รอดสืบสันดานกันต่อไปที่ดาวอังคาร
ความแตกต่างระหว่างตอนนี้กับยุคสมัยของโอนีลก็คือ เทคโนโลยีเริ่มไล่ตามแนวคิดย้ายดาวของ อีลอน มัสก์ ได้ทันแล้ว จากการพัฒนายานสตาร์ชิป (Starship) ที่กลายเป็นจรวดที่ทรงพลังที่สุดในโลก ซึ่งสามารถพาคนได้มากกว่า 100 คนเดินทางไปดาวอังคารได้ในแต่ละเที่ยว แถมยังสามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ทุกส่วน ชนิดที่เรียกได้ว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสุดๆ ประกอบกับการ IPO หรือการเปิดขายหุ้นต่อสาธารณชนของสเปซเอ็กซ์เป็นครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้ ก็ยิ่งทำให้สเปซเอ็กซ์มีเงินทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีเดินทางไปดาวอังคารอย่างล้นหลาม คำถามเรื่องการย้ายดาวตอนนี้จึงไม่ใช่ว่า เราจะย้ายดาวกันได้จริงไหม แต่เราจะย้ายดาวกันตอนไหนกันแน่ และคนกลุ่มไหนจะย้ายกันไปก่อน
ด้วยอัตราการพัฒนายานสตาร์ชิปในปัจจุบัน เราอาจเห็นเที่ยวบินแรกเริ่มเดินทางไปดาวอังคารก่อนแบบไร้มนุษย์ช่วงปี 2030 แบบไม่อ้างอิงตามไทม์ไลน์ที่เลื่อนไปเลื่อนมาของ อีลอน มัสก์ ที่บอกไว้ว่าจะส่งยานไปช่วงปี 2028 ก็ตาม เพื่อปูทางสู่การตั้งถิ่นฐานในอนาคต ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดการอพยพระลอกใหญ่ช่วงประมาณปี 2050 หากทุกอย่างดำเนินการไปตามแผนในหัวของอีลอน คล้ายกับการที่ชาวยุโรปเริ่มแห่กันเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังทวีปอเมริกา หรือที่คนในสมัยนั้นเรียกกันว่า ‘โลกใหม่’ เมื่อราว 400 กว่าปีที่แล้ว

แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้วการตั้งถิ่นฐานอกโลกครั้งแรกของมนุษย์อาจเกิดที่ดวงจันทร์ ก่อนที่จะเป็นดาวอังคาร ภายใต้โครงการอาร์ทิมิสของสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งเป้าจะสร้างฐานบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ช่วงปี 2030 แน่นอนว่ามนุษย์กลุ่มแรกๆ ที่จะได้ไปย่อมเป็นนักบินอวกาศ ที่ไม่ใช่นักบินอวกาศธรรมดา แต่เป็นนักบินอวกาศที่ล้วนมีภูมิหลังจากกองทัพ เห็นได้จากการคัดเลือกนักบินภารกิจอาร์ทิมิส 2 และ 3 ที่ผ่านมา มากกว่าที่จะคัดเลือกนักบินอวกาศที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากทางองค์การนาซา ต้องการผู้ที่มีความแน่วแน่ในการตัดสินใจเรื่องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายได้อย่างรวดเร็วในช่วงเฟสแรกๆ ของภารกิจที่ยังคงเต็มไปด้วยอันตรายจากการทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ
หลังจากนั้นก็จะมีนักวิทยาศาสตร์เริ่มทยอยกันไปมากขึ้นเพื่อทำการทดลอง และดำเนินงานวิจัยต่างๆ ที่ไม่สามารถทำบนโลกได้ ก่อนที่จะถึงคิวของวิศวกร ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินการขยายฐานบนดวงจันทร์ ตลอดจนไปถึงการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ลานจอดยาน ระบบผลิตไฟฟ้า เครื่องแปรรูปดินดวงจันทร์ ฯลฯ เพื่อให้ฐานบนดวงจันทร์ลดการพึ่งพาทรัพยากรจากบนโลกให้ได้มากที่สุด
ถ้าหากวันใดวันหนึ่ง กลุ่มคนที่ขึ้นไปอยู่อาศัยบนดวงจันทร์หรือดาวอังคาร เริ่มนำครอบครัวขึ้นไปทำการทำงานด้วย ไม่ว่าจะพี่หรือน้อง สามีหรือภรรยา จนให้กำเนิดมนุษย์ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนดาวดวงอื่นนอกเหนือจากโลกเป็นครั้งแรก ก็จะถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่พูดได้อย่างเต็มปากว่ามนุษย์เราได้ย้ายดาวสำเร็จแล้ว ทว่าการย้ายดาวก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทอดทิ้งปัญหาต่างๆ มากมายไว้บนโลกสักทีเดียว เพราะสุดท้ายแล้วเทคโนโลยีที่เราพัฒนาสำหรับอาศัยอยู่บนดาวดวงอื่นจะกลับมาเป็นประโยชน์แก่คนบนโลกเอง
เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตที่เกิดขึ้นบนดาวดวงอื่นจะต้องอาศัยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างมาก จากทรัพยากรที่จำกัด โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าที่ไม่สามารถใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือพลังงานน้ำแบบบนโลกได้ ทำให้เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ และพลังงานนิวเคลียร์กลายเป็นตัวเลือกหลักในการผลิตพลังงานนอกโลกไปโดยปริยาย ส่งผลให้เทคโนโลยีปลายน้ำอื่นๆ ล้วนต้องพึ่งพาไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาดเช่นกัน
ลองจินตนาการถึงการทำเหมืองที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือการผลิตข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกออกมาดู หากนวัตกรรมนี้สามารถย้อนกลับมาใช้บนโลกของเราได้ บางทีการริเริ่มย้ายไปดาวดวงอื่นก็อาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น และยังเป็นหนทางที่อาจจะช่วยให้มนุษย์ได้รักษาโลกไปนี้ไว้ต่อไปอีกตราบนานเท่านาน