ต้นไม้จะสวยงามและปลอดภัยได้อย่างไร หากขาดรุกขกร หมอต้นไม้ที่คอยดูแลต้นไม้ทุกต้นในเมือง
คนกับต้นไม้เหมือนกันตรงไหน? ว่ากันตามตรงคนกับต้นไม้ดูไม่ได้มีสิ่งใดใกล้เคียงกัน เราไม่จำเป็นสร้างอาหารด้วยการสังเคราะห์แสง หรือต้นไม้ไม่จำเป็นต้องมีขาเพื่อเดินไปไหนมาไหน แต่หากเปลี่ยนไปถามคำถามนี้กับรุกขกร คำตอบที่ได้อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ในสายตาของรุกขกร ต้นไม้คือสิ่งมีชีวิตที่ต้องการดูแลไม่ต่างจากคน ไม่ว่าจะเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้รับน้ำหรือการบำรุงอย่างเพียงพอ หรือแม้แต่การตัดแต่งทรงพุ่มอย่างใส่ใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นผลดีกับต้นไม้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนเมืองที่ยังต้องพึ่งพาร่มเงาจากต้นไม้เหล่านี้ด้วย
เซียง—วลัยลักษณ์ ภูริยากร รุกขกรวิชาชีพ คือคนหนึ่งที่มองเห็นความสำคัญของต้นไม้มาตลอด เธอหลงรักธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก จนเลือกเรียนวนศาสตร์ตามความฝัน ก่อนผันตัวมาเป็นรุกขกร ที่คอยดูแลต้นไม้ใหญ่ในเมืองไม่ต่างจากคนไข้ มานานกว่า 10 ปี แม้ว่าต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยล้า ที่ต้องการเป็นคนกลางระหว่างคนและธรรมชาติในเมืองก็ตาม
ในฐานะรุกขกรที่รักต้นไม้สุดหัวใจ เซียงดูแลต้นไม้ในเมืองยังไงบ้าง ทำไมเมืองจึงจำเป็นต้องมีรุกขกรให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เราชวนไปอ่านบันทึกเส้นทางอาชีพหมอต้นไม้ ผ่านสายตาของรุกขกรฉบับนี้พร้อมกัน

รุกขกร: คนที่อยากดูแลธรรมชาติ
เราอยู่ปัตตานี ตอนประถม มันจะมีวิชาที่พาไปทัศนศึกษา ป่าพรุบ้าง น้ำตกบ้าง ไปอุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว พอประมาณ ม.3 อาจารย์พาไปอีก ปรากฏว่าเราไปเจอพี่ที่ใส่ชุดอุทยาน เขามาสอนนันทนาการ มันสนุกมาก เราก็รู้สึกว่าอาชีพนี้น่าทำจัง ได้อยู่ในป่า แล้วก็ได้เอนเตอร์เทนเด็กๆ ด้วย ก็เลยเดินไปถามเขาว่า ‘พี่เรียนอะไรคะ’ เขาก็บอกว่า ‘อ๋อ พี่จบวนศาสตร์’
เราก็งงว่าคณะวนศาสตร์คืออะไรวะ ก็ไม่ได้สนใจ เพราะว่าตอน ม.ปลายเราก็เป็นเด็กเรียนห้องคิง รู้สึกว่าอยากเรียนเภสัชหรือคณะสายการแพทย์ แต่พอใกล้จะเอ็นทรานส์ตอน ม.6 ชัดว่าชอบธรรมชาติ เราตั้งใจจะเรียนสัตวแพทย์ ที่ม.เกษตร แต่ปรากฏว่าตอน ตอนนั้นมีสอบตรง เราสอบวนศาสตร์ได้ก่อน ก็เลยได้เข้าวนศาสตร์
วนศาสตร์เป็นคณะที่ทุกคนอาจจะมองว่าเรียนเกี่ยวกับป่าไม้ แต่เมเจอร์ของวนศาสตร์มีเยอะมาก มีตั้งแต่เรื่องของสัตว์ป่า ป่าไม้ หรือชีววิทยาที่เรียนลึกลงไปเลย มีอุทยานเรื่องนันทนาการ วนศาสตร์ชุมชน มีเทคโนโลยีทางไม้ แล้วเอกที่เราเรียนคือการจัดการป่าไม้ เพราะรู้สึกว่าเราอาจจะชอบเรื่องการจัดการเชิงนโยบายหรือเชิงกฎหมาย
หลังจากจบ เราทำที่กรมป่าไม้จนปี 2559 สอบติดข้าราชการที่กรุงเทพฯ ก็เลยมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ตอนปี 59 ตอนนั้นรัฐบาลก็มุ่งเน้นเรื่องของการมีรุกขกรในประเทศ จนปี 2561 ก็เริ่มมีวิชาชีพรุกขกรขึ้นมา เลยทำให้จังหวะที่เราเข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ได้ทำงานรุกขกรรม การดูแลต้นไม้ใหญ่ของเมือง จนถึงปัจจุบัน ทำงานด้านนี้มา 10 ปีแล้ว
รุกขกร: หมอดูแลต้นไม้
แรกๆ เราเคยเศร้าใจในเรื่องกับไปรักษาต้นไม้ แล้วเขาตายนะ จนวันหนึ่งได้บรรลุว่าการรักษาต้นไม้ตายไม่ใช่เรื่องที่ผิดของเรา เราเลยเปลี่ยนมุมมอง จากความเสียใจมาเป็นแรงผลักดัน แล้วรอบหน้าเราจะต้องรักษาด้วยวิธีอะไร เขาถึงจะมีโอกาสรอดกว่านี้ การที่เรารักษาต้นไม้แต่ละต้น ไม่ว่าจะตายบ้างฟื้นบ้าง คือการสั่งสมประสบการณ์ของรุกขกร
รุกขกรคือผู้ที่ใช้หลักรุกขกรรม ในการดูแลจัดการต้นไม้ในเมือง เพื่อให้เราและต้นไม้อยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย โดยที่ต้นไม้เองก็ยังดำรงชีวิตตามธรรมชาติ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนหมอเลย เราไม่ได้มองแค่ว่าเราได้อะไรจากต้นไม้ แต่เรามองด้วยว่าเราให้แล้วก็ดูแลอะไรเขาได้บ้าง
ต้นไม้เหมือนเราทุกอย่างต่างจากเราที่เดียวคือเขาพูดไม่ได้ เขาต้องการที่อยู่ที่ดี ต้องการอาหารที่ดี เขาไม่อยากเครียดด้วย ดังนั้นพอเป็นต้นไม้ในเมือง เราต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เอาง่ายๆ แค่หน้าบ้านที่มีพื้นที่นิดเดียว ยังต้องคิดแล้วคิดอีกเลยว่าจะเอาต้นอะไรมาปลูก เพื่อให้เขาอยู่ได้นานที่สุด
เวลาเราดูแลต้นไม้ในเมือง เราไม่มีทางดูทุกต้น แต่เรามองเป็นรายต้น สมมติกวาดตาไป 20 ต้นปุ๊บ รุกขกรที่มีทักษะจะเห็นแล้วว่ามีต้นประมาณ 5 ต้น ที่ต้องฟื้นฟูหรือว่าจัดการความเสี่ยง เราก็จะมุ่งไปแค่ 5 ต้นนี้ ไม่ได้จัดการทั้ง 20 ต้น
หลักรุกขกรรม เป็นศาสตร์ที่ต้องใช้หลายศาสตร์ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งวนศาสตร์ พืชศาสตร์ ภูมิสถาปัตย์ก็เกี่ยว คือคนเป็นรุกขกรจะต้องรู้หลายศาสตร์ในองค์รวมมาก ในวงการรุกขกรเองก็จะมีรุกขกรที่มีความเฉพาะด้านแตกต่างกัน เพื่อมาจัดการต้นไม้ต้นหนึ่งให้ได้

รุกขกร: ผู้ดูแลความปลอดภัยและสุขภาวะของคนเมือง
งานของรุกขกรมันจะมีหลายพาร์ต บางวันอาจจะเป็นงานเรื่องของไปประเมินความเสี่ยงหรือสุขภาพต้นไม้ บางวันก็เป็นเรื่องของการไปคุมงานตัดแต่งตามแผน หรือแม้แต่การทำความเข้าใจกับชุมชม
เล่าให้เห็นภาพ ก่อนที่เราจะตัดแต่งต้นไม้ได้ เราต้องไปสำรวจต้นไม้ก่อน ดูเป็นรายต้นว่าต้นนี้จะต้องทำอะไร โดยเรามีใบประเมินสุขภาพของความเสี่ยง ในรายงานนั้นมันจะเขียนว่าให้เราทำอะไรกับต้นไม้บ้าง เช่น ต้องตัดแต่งด้วยวัตถุประสงค์อะไร ต้องดูแลเขา ด้วยการใส่ปุ๋ยหรือใส่สารบำรุงอะไรเพิ่มไหม
ส่วนเวลาจัดการต้นไม้ รุกขกรจะแบ่งความเสี่ยงเป็น 3 ส่วน ราก ลำต้น ทรงพุ่ม แต่ละส่วนก็จะมีความเสี่ยงต่างกัน อย่างราก เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด เมื่อไหร่ที่ตัดราก มันไปทั้งต้น ส่วนลำต้น เราดูเรื่องความเอนเอียง มันอาจเกิดจากรากงัด หรือแผลจากโรคแมลง แผลจากงานก่อสร้าง รวมถึงมีโพรงผุใหญ่ๆ ซึ่งเราต้องตัดออก ส่วนทรงพุ่ม มีความเสี่ยงเรื่องกิ่งแห้งหักผุคาต้น หรือทรงพุ่มที่ใหญ่เกินไป ทึบเกินไป ทุกอย่างทำให้เกิดความเสี่ยงของต้นไม้ล้มลงมาจนเกิดอันตรายต่อชีวิตได้หมดเลย
หลังจากเราได้รายงานนี้มาแล้ว รุกขกรไม่ได้ทำงานคนเดียว มันต้องมีทีม เราเอาแผนไปส่งต่อให้ tree worker หรือผู้ปฏิบัติการบนต้นไม้ เขาก็จะสามารถปีนขึ้นไปตัดแต่งได้ โดยรุกขกรจะต้องยืนคุมอยู่ข้างล่างอีกที สุดท้ายถ้าดำเนินการแล้วยังมีความเสี่ยง รุกขกรจะต้องเข้าไปติดตามผลอีกที แล้วก็กลับมากระบวนการแรกใหม่ ก็จะวนไปอย่างนี้
นอกจากงานเชิงปฏิบัติแล้ว เราก็มีงานเชิงนโยบาย เช่น วางแผนเชิงนโยบาย ปลูกต้นไม้ยังไงให้ถูกต้อง ต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวของเมืองยังไง หรืออีกหน้าที่เชิงกฎหมาย อย่างที่บอกว่าหลักรุกขกรรมต้องการให้เกิดความปลอดภัย มันเลี่ยงไม่ได้รุกขกรมีหน้าที่ไปให้ข้อมูลทางวิชาการในชั้นศาล ถ้าเกิดเหตุการณ์ต้นไม้ล้มทับรถ ทับคน หรือทับบ้าน จนสร้างความเสียหายกับทรัพย์สินหรือชีวิต
รุกขกร: ผู้ที่เชื่อมต้นไม้และเมืองเข้าด้วยกัน
สิ่งที่ยากกว่าการดูแลต้นไม้เป็นรายต้น คือการทำให้ต้นไม้ เมือง และมนุษย์ เข้าใจกัน
หลายครั้งต้นไม้ก็อาจจะป่วยจากการดูแลไม่ถูกต้อง บางคนคนชอบปลูกต้นไม้ให้ทึบเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือต้นไม้พวกนั้นจะป่วย เพราะพื้นข้างล่างชื้น โคนต้นเน่าเป็นเชื้อรา เจ้าของบ้านมารู้อีกทีคือต้นไม้ตัวเองเฉาแล้ว ต้นไม้เขาก็เหมือนคนเรา ต้องการให้มีความสมดุล ได้รับแดดด้วย เป็นร่มเงาด้วย
ขณะเดียวกัน ต้นไม้ก็อาจป่วยจากการตัดแต่งหนักเหมือนกัน เช่น เราเคยเห็นต้นไม้ในเมืองโดนตัดกุด เราเพิ่งตกผลึกได้ว่า มันอาจมีสาเหตุจากประเทศไทยเป็นประเทศที่เกษตรกรรม เราใช้หลักของพืชสวนในการดูแลไม้ยืนต้น เขาจะชอบตัดแต่งให้กุด เรียกว่าการทำสาว คือตัดหน้าตัดให้มีกิ่งกระโดงแตกออกมาหลายอัน เพื่อให้ออกผลได้เยอะ
แต่หลักรุกขกรรม จะเห็นต้นไม้เป็นทรัพย์สินที่ช่วยให้ร่มเงาของเมืองเป็นหลัก และมองต้นไม้ในเชิงความยั่งยืน วัตถุประสงค์ตัดแต่งเลยต่างกัน ดังนั้นถ้าเราตัดแต่งเพื่อความยั่งยืน เราจะไม่ตัดกุด เพราะกิ่งกระโดงเหล่านี้ มันเสี่ยงต่อการหักริมเวลาลมพายุมาในอนาคต

ความยากคือ รุกขกรเราต้องทำงานด้วยหลักวิชาการที่ถูกต้อง แต่ปัจจุบันคนโดยส่วนใหญ่ยังมีความรู้เรื่องต้นไม้ไม่เท่ากัน จึงทำให้ยากต่อบริหารจัดการอย่างถูกต้อง ทุกวันนี้บางไซต์ที่เราเข้าไป ต้นไม้เสี่ยงแทบตาย แต่บอกไม่ตัด หรือบางคนปล่อยให้ต้นไม้ตรงนั้นที่มันไม่ควรโต จนสุดท้ายเวลาลมพายุมาก็ล้มทับบ้านโดยไม่รู้ตัว
นอกจากเรื่องความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับต้นไม้แล้ว อีกปัจจัย เรายังมีความเชื่อว่าเมื่อไหร่ที่คนเรายังกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ เราจะมองต้นไม้เป็นอันดับท้ายๆ อย่างต่างประเทศคนเขาพัฒนาแล้ว เขามีสวัสดิการโดยไม่ต้องมานั่งเครียดเรื่องอื่น เขาก็จะโหยหาคุณภาพชีวิตในเมือง สิ่งที่เขาอยากได้คือต้นไม้ พอเขาทำงานเครียด สิ่งที่เขาอยากได้คือธรรมชาติ ต้นไม้ เขาก็เลยให้ความสำคัญกับต้นไม้และการดูแล
มันไม่ใช่เรื่องของจิตสำนึกการรักต้นไม้อย่างเดียว แต่เรากำลังมองปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมด้วย ที่ทำให้คนยังเห็นความสัมพันธ์ของต้นไม้ไม่เท่ากัน
รุกขกร: คนขับเคลื่อนเมืองด้วยต้นไม้
ทุกวันนี้อาชีพรุกขกรก็ยังถือว่าขาดแคลน ปัจจุบันมีหลักร้อยคน แต่สิ่งที่ขาดแคลนกว่า คือคนปีนต้นไม้ หรือ ‘Tree Climber’ เพราะอาชีพคนปีนต้นไม้ ร่างกายเขาถูกใช้งานหนักตลอดเวลาจึงทำให้ทำงานได้อยู่แค่ช่วงอายุหนึ่งเท่านั้น และต้องมีการเปลี่ยนผ่านคนเข้ามาตลอด ถ้ารุกขกรไม่มีคนปีนต้นไม้ก็ทำงานไม่ได้ ตอนนี้รุกขกรเลยทำงานโอเวอร์โหลดกันมาก
ขณะเดียวกัน การจะทำให้การทำให้คนเข้ามาทำอาชีพรุกขกรมากขึ้น เราเชื่อว่าหัวใจของการรักธรรมชาติของคนทุกวันนี้มีอยู่แล้ว แต่ว่าเส้นทางของการประกอบอาชีพให้เขาอยู่ได้ เลี้ยงตัวเองได้ มันคือเรื่องของนโยบายระดับประเทศที่ชูเรื่องต้นไม้ขึ้นมา อย่างการ เพิ่มพื้นที่สีเขียวของเมือง การดูแลต้นไม้เชิงยั่งยืนมากขึ้น หรือเรื่องของเศรษฐกิจ ที่ทำให้คนไทยมีเงินที่พอจะดูแลต้นไม้ของตัวเองเหมือนลูกได้

ส่วนคนที่อยากทำงานสายนี้ จริงๆ ทุกคนสอบได้หมด เพราะในความจริงก็มีคนที่เรียนวนศาสตร์หลายคนที่ไม่ได้ทำงานรุกขกรรม หรือคนที่ไม่ได้จบสายตรงก็มาทำรุกขกรได้ เงื่อนไขอย่างเดียวคือต้องมีประสบการณ์ในการทำงานด้านรุกขกรรม ถ้าไม่ได้จบสายตรง ต้องมีประสบการณ์ 3-5 ปี ถึงจะสามารถสอบแค่ข้อเขียน ส่วนถ้าอยากเป็น tree worker หรือ tree climber จะต้องสอบด้านทักษะด้วย
เราคิดว่าจุดเริ่มต้นของการเป็นรุกขกรที่ดี คือต้องรักต้นไม้ด้วยหัวใจ เพราะที่จริงต้นไม้ไม่ได้ต้องการเมือง แต่เราต่างหากที่อยากได้เขา ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการคือเขาแค่ต้องการการดูแลที่ดีจากเรา
และเมื่อรุกขกรที่รักต้นไม้ด้วยหัวใจ เขาจะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเมืองได้