ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘น้ำตาล’ คือวัตถุดิบที่มนุษย์โลกต่างหลงใหล จนแทบจะสาดน้ำตาลใส่อาหารและเครื่องดื่มทุกอย่างที่เรากินในชีวิตประจำวัน ทว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่าน้ำตาลก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของทุกสิ่งมีชีวิตบนโลก จนกล่าวได้ว่าหากปราศจากน้ำตาล สิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่เรารู้จักก็คงจะถือกำเนิดขึ้นมาไม่ได้
ย้อนกลับไปในวิชาชีวะสมัยมัธยม มีเนื้อหาที่กล่าวถึง DNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมที่พบในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก มีลักษณะเป็นบันไดเกลียวคู่ ที่จะมีสารต่างๆ เกาะอยู่เป็นราวบันได ซึ่งบันไดเกลียวคู่นี้ล้วนประกอบขึ้นมาจากน้ำตาล และน้ำตาลส่วนมากที่เกิดขึ้นบนโลกในปัจจุบันมาจากการผลิตโดยสิ่งมีชีวิตทั้งสิ้น เช่น น้ำตาลที่พบในผลไม้และอ้อย แสดงว่าถ้าไม่มีน้ำตาลก็ไม่มีสิ่งมีชีวิต ไม่มีสิ่งมีชีวิตก็ไม่มีน้ำตาล เป็นปัญหางูกินหางก็ว่าได้
นั่นทำให้สิ่งมีชีวิตยุคแรกเริ่ม จำเป็นต้องเอาน้ำตาลที่กำเนิดมาจากกระบวนการทางธรรมชาติมาสร้างสารพันธุกรรมเท่านั้น แต่เราก็กลับไม่เคยระบุได้เลยว่าธรรมชาติจะสร้างน้ำตาลจำนวนมหาศาลได้ได้มากพอที่จะเอื้อให้สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาเลยได้หรือไม่
จนกระทั่ง เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมปี 2026 ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ก็เพิ่งค้นพบว่าในอวกาศพื้นที่ใกล้กับใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานั้นกลับมีน้ำตาลล่องลอยอยู่เต็มไปหมดอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
โดยการค้นพบนี้นำโดยอิซาสคุน ฆิเมเนซ- เซร์รา (Izaskun Jiménez-Serra) นักดาราศาสตร์ประเทศสเปน ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยชิ้นนี้ลงวารสาร Nature Astronomy ว่าน้ำตาลที่ทีมของเธอตรวจพบนั้นเป็นน้ำตาลที่มีชื่อว่า ‘เอริทรูโลส (Erythrulose)’ น้ำตาลที่เราคุ้นเคยกันดีในรสหวานอมเปรี้ยวของผลกีวี่และราสเบอร์รี่
ทว่าต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า น้ำตาลเอริทรูโลสที่ค้นพบนั้น ไม่ใช่น้ำตาลชนิดเดียวกับที่ประกอบขึ้นเป็นบันไดเกลียวคู่ของ DNA ในร่างกายโดยตรงที่มาจากน้ำตาล ‘ดีออกซีไรโบส’ (Deoxyribose) เพียงแต่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับน้ำตาลในสิ่งมีชีวิตมากกว่าสารใดๆ ที่มนุษย์เคยตรวจพบในอวกาศมาก่อนเป็นครั้งแรก จากการตรวจหาสารมาแล้วกว่า 340 ชนิด

โดยการค้นพบนี้ทีมวิจัยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุสองตัวในประเทศสเปนที่มีลักษณะคล้ายกับจานรับสัญญาณขนาดใหญ่ มีความกว้าง 40 และ 30 เมตร เพื่อสแกนหาสัญญาณคลื่นวิทยุที่โมเลกุลน้ำตาลอวกาศปล่อยออกมาจากเมฆหมอกโมเลกุล ซึ่งเป็นกลุ่มแก๊สไฮโดรเจนที่กระจุกตัวอยู่ใกล้กับใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา ห่างจากโลกออกไปประมาณ 26,745 ปีแสง โดยที่ไม่ต้องส่งยานอวกาศไปเก็บตัวอย่างกลับมาจริงๆ ไม่ต่างอะไรไปจากการจำเสียงเพื่อนสนิทได้จากปลายสายโทรศัพท์โดยไม่ต้องเห็นหน้า
เนื่องจากโครงสร้างของอะตอมในโมเลกุลแต่ละชนิดจะหมุนและสั่นด้วยจังหวะเฉพาะตัว จนปล่อยคลื่นวิทยุออกมาในความถี่ที่ไม่ซ้ำกับใคร ซึ่งทีมวิจัยได้วัดคลื่นความถี่เฉพาะของเอริทรูโลสในห้องทดลองมาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว จากนั้นจึงนำไปเทียบกับสัญญาณจริงที่กล้องโทรทรรศน์รับสัญญาณมาได้ จนผลปรากฏว่ามีเส้นสเปกตรัมตรงกันถึง 12 เส้น แต่กว่าจะมั่นใจได้ขนาดนี้ ทีมวิจัยต้องตรวจสอบโมเลกุลชนิดอื่นในบริเวณเดียวกันมากกว่า 180 ชนิด เพื่อตัดความเป็นไปได้ที่สัญญาณจะทับซ้อนกับโมเลกุลตัวอื่นจนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดออกไป
และหลักการนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะหากย้อนกลับไปในปี 1944 นักดาราศาสตร์ชาวดัตช์ชื่อ เฮ็นดริก ฟัน เดอฮึลสต์ (Hendrik van de Hulst) เคยทำนายไว้ด้วยทฤษฎีล้วนๆ ว่าอะตอมไฮโดรเจนที่เป็นกลางทางไฟฟ้าในอวกาศน่าจะปล่อยคลื่นวิทยุความยาวคลื่น 21 เซนติเมตรออกมา ด้วยความถี่ประมาณ 1,420.4 เมกะเฮิรตซ์ จนกระทั่งวันที่ 25 มีนาคม 1951 นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน แฮโรลด์ อีเวน (Harold Ewen) และ เอ็ดเวิร์ด เพอร์เซลล์ (Edward Purcell) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จึงตรวจจับสัญญาณนี้ได้เป็นครั้งแรกของโลกสำเร็จ ด้วยเสาอากาศที่พวกเขายื่นออกไปนอกหน้าต่างห้องทดลองเท่านั้นเอง

อีกเพียง 6 สัปดาห์ถัดมา ทีมนักดาราศาสตร์ชาวดัตช์ก็ตรวจพบสัญญาณเดียวกันซ้ำได้อีกครั้ง ตามมาด้วยทีมออสเตรเลียต่อกันติดๆ การค้นพบว่าไฮโดรเจนสามารถปล่อยคลื่นวิทยุออกมาได้นี้จึงช่วยให้มนุษย์ทำแผนที่แก๊สไฮโดรเจนทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 1952 ซึ่งเผยให้เห็นโครงสร้างของกาแล็กซีอย่างชัดเจนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้นมาเป็นครั้งแรก และหลักการเดียวกันนี้เองก็ได้นำมาสู่การค้นพบน้ำตาลในอวกาศในอีก 75 ปีต่อมา
ทว่าหากย้อนกลับไปเมื่อปี 2000 นักดาราศาสตร์ก็เคยตรวจพบสารไกลโคแอลดีไฮด์ (Glycolaldehyde) ในอวกาศมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับน้ำตาลที่เป็นองค์ประกอบของ DNA เช่นกัน แต่นักเคมีก็อธิบายว่าสารตัวนี้ยังไม่นับเป็นน้ำตาลที่แท้จริง เนื่องจากน้ำตาลที่แท้จริงต้องมีโครงสร้างคาร์บอนอย่างน้อย 3 อะตอมขึ้นไป ขณะที่ไกลโคแอลดีไฮด์มีอะตอมคาร์บอนแค่ 2 อะตอมเท่านั้น การค้นพบเอริทรูโลสที่มีอะตอมคาร์บอน 4 อะตอมในครั้งนี้จึงถือเป็นน้ำตาลแท้ตัวแรกที่มนุษย์พบในอวกาศระหว่างดวงดาวนั่นเอง
อย่างไรก็ตามหลังจากการหน้าการค้บพบครั้งล่าสุด ทีมวิจัยได้ออกมายอมรับว่าการค้นพบนี้ไม่เป็นไปตามที่พวกเขาเคยคาดอิดไว้เลย เพราะตามสมมติฐานทางเคมีดาราศาสตร์ที่ยึดถือกันมานานเชื่อว่าโมเลกุลน้ำตาลที่ก่อตัวขึ้นในในอวกาศควรจะมีสัดส่วนมากขึ้นตามจำนวนอะตอมคาร์บอนตามลำดับ แต่ผลที่ออกมากลับข้ามจากเลข 2 ไปเลขที่ 4 เลย

นอกเหนือจากน้ำตาลในหมู่เมฆหมอกระหว่างดวงดาวแล้ว มนุษย์ยังเคยพบน้ำตาลในระบบสุริยะของเรามาก่อนหน้านี้แล้วอีกด้วย เมื่อช่วงเดือนธันวาคมปี 2025 ทีมวิจัยที่นำโดย โยชิฮิโระ ฟุรุกาวะ (Yoshihiro Furukawa) จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ (Tohoku University) ประเทศญี่ปุ่น ได้ตรวจพบน้ำตาลไรโบส (Ribose) และกลูโคส (Glucose) ในตัวอย่างฝุ่นหินจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu) ที่ยานอวกาศ OSIRIS-REx ขององค์การนาซานำตัวอย่างกลับมายังโลก ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ใกล้เคียงกับน้ำตาลที่ DNA ของสิ่งมีชีวิตบนโลกใช้เหมือนกัน ทั้งในชุดรายงานเดียวกันนี้ ยังมีอีกทีมวิจัยหนึ่งพบสารประกอบเหนียว ๆ เรียกว่าโพลิเมอร์คล้ายกับหมากฝรั่งปะปนอยู่ในตัวอย่างเดียวกัน จนสื่อต่าง ๆ ต่างตั้งฉายาให้ดาวเคราะห์น้อยเบนนูว่าเป็น ‘หมากฝรั่งอวกาศ’
การค้นพบที่ผ่านมานี้จึงแสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกบนโลกอาจใช้น้ำตาลจากธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในหมู่เมฆที่ลอยอยู่ในอวกาศ ซึ่งได้ก่อตัวมาเป็นระบบสุริยะและโลกในภายหลังมาสร้างเป็น DNA ที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี่แหละ ทว่างานวิจัยล่าสุดในปีเดียวกันก็กลับชี้ว่าปฏิกิริยาทางเคมีในธรรมชาติที่จะสามารถผลิตน้ำตาลจำเพาะเจาะจงอย่างดีออกซีไรโบส (Deoxyribose) ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ประกอบขึ้นเป็น DNA นั้น เกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ จึงยังเป็นคำถามปลายเปิดว่าน้ำตาลที่เป็นสารตั้งต้นของสิ่งมีชีวิตบนโลกมาจากอวกาศเพียงอย่างเดียว หรือว่ามาจากปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นบนโลกยุคแรกเริ่มที่เรายังไม่รู้กันแน่ ไม่ก็อาจเป็นไปได้ว่ามาจากทั้งสองกรณี
ทว่าการค้นพบเอริทรูโลสในอวกาศที่ยังไม่มีดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ดวงใดก่อตัวขึ้นเลยด้วยซ้ำ ก็กลับได้แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบเคมีที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตอาจไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์เฉพาะบนโลกของเราเพียงแห่งเดียว
ไม่แน่ว่าในบนดาวเคราะห์อันแสงห่างไกลสักดวงหนึ่ง วัตถุดิบจากดวงดาราที่มนุษย์เพิ่งค้นพบนี้อาจได้รังสรรค์ให้เกิดชีวิตขึ้นมาบนดาวอีกดวงหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยก็ได้
อ้างอิงจาก