หนังสือที่อ่านสนุกจนวางไม่ลง คงเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดสายตาแรกจากบรรณาธิการ
มีหนังสือทื่ชอบกันไหม? แล้วชอบเพราะอะไร? โลกนี้มีหนังสือมากมายหลายเล่ม และแต่ละคนอาจมีเหตุผลที่ทำให้ชอบหนังสือแตกต่างกันไป บางคนอาจชอบหน้าปก บางคนตกหลุมรักเนื้อเรื่อง บางคนถูกดึงดูดด้วยภาษา หรือตราตรึงใจจากเนื้อเรื่อง ไม่ว่าจะเหตุผลใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังสือแต่ละเล่มล้วนถูกฟูมฟักมาจากบรรณาธิการ คนที่คอยขัดเกลาตัวหนังสือทุกย่อหน้าให้ออกมาไร้ที่ติ
กาย—ปฏิกาล ภาคกาย คือหนึ่งในคนหลงใหลในการทำหนังสือ ต้นฉบับนับร้อยล้วนแต่ผ่านสายตาของเขา ในฐานะบรรณาธิการบริหารแห่งสำนักพิมพ์แซลมอน เขาไม่เพียงแต่ดูแลหนังสือแต่ละเล่มเท่านั้น แต่ยังคอยดูภาพรวมของสำนักพิมพ์ เพื่อให้หนังสือแต่ละเล่ม กลายเป็นความภูมิใจของนักเขียน และเรื่องราวที่ประทับอยู่ในใจของนักอ่านทุกคน
เส้นทางการเป็นบรรณาธิการของกายไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากการค้นหาตัวเองเกือบตลอดทั้งชีวิต ยุคสมัยที่สื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟูหล่อหลอมความฝันในการทำหนังสือของคนหนึ่งอย่างไร ทำไมการทำหนังสือจึงกลายเป็นความสุขของกาย แล้วเขาทำงานนี้ได้อย่างไรในวันที่ใครก็บอกว่าสื่อสิ่งพิมพ์กำลังอยู่ในช่วงเวลาตะวันตกดิน ชวนทุกคนไปอ่านเส้นทางอาชีพบรรณาธิการในบันทึกฉบับนี้กัน

ดราฟต์ที่ 1 : เมื่อคนอ่านอยากเป็นคนทำหนังสือ
เราไม่ได้ตั้งต้นว่าเราอยากเป็นบ.ก. (บรรณาธิการ) ตั้งแต่แรก
จุดที่ทำให้เริ่มมีความสนใจในด้านการทำงานหนังสือ เกิดขึ้นตั้งแต่ ป.4 มันเป็นช่วงที่มีฟุตบอลโลก ปี 98 สมัยนั้นสิ่งที่ทำให้เราหาข้อมูลเกี่ยวกับฟุตบอล คือการอ่านจากหนังสือ เราอ่านจากหนังสือพิมพ์ สตาร์ซ็อคเกอร์ เราซื้ออ่านทุกวัน อ่านทุกหน้า อ่านไปถึงจุดหนึ่งก็เริ่มพบว่าเราก็จำข้อมูลพวกนี้ได้ จนความคิดว่าเราอยากเป็นนักข่าวกีฬา
แต่พอถึงม.ต้น ความสนใจมันเริ่มหลากหลายขึ้น เราชอบดูหนัง ชอบฟังเพลง เลยเริ่มทดลองอ่านเรื่องอื่นๆ มากขึ้น ได้รู้จักกับนิตยสารแบบ a day, แฮมเบอร์เกอร์ หรือหนังสือเพลง อย่าง DDT, สีสัน นอกจากนี้มก็จะมีนิตยสารภาพยนตร์ อย่าง Bioscope เราว่ามันเหมือนการเล่นเฟซบุ๊กทุกวันนี้มั้ง แต่สมัยนั้นมันต้องอัปเดตจากแมกกาซีน
ด้วยความเป็นคนที่พยายามจะอ่านทุกหน้า ก็สังเกตเห็นว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่าบรรณาธิการอยู่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าหรอกว่าไอ้คนพวกนี้มันทำอะไร ภาพจำมันคือหัวหน้า เจ้าคนนายคน คนที่คอยทวงงานนักเขียน เราก็เก็บความอยากรู้อยากเห็นนี้ไว้ในใจ จนม.ปลาย เรารู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้นว่าอยากเรียนนิเทศฯ เพราะเราสนใจสื่อบันเทิง ตอนนั้นรู้แค่ว่าถ้าอยากทำหนังสือ ต้องเข้าวารสารศาสตร์ สุดท้ายเราเข้าวารสารศาสตร์ ม.กรุงเทพ
เราคิดว่าการเรียนวารสารศาสตร์ของเราล้มเหลวประมาณหนึ่ง
เพราะมันไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ
เราไปด้วยความคิดว่าอยากเรียนการทำนิตยสาร แต่วารสารศาสตร์ที่แท้จริงมันคือการเรียนเพื่อเป็นนักข่าว เรารู้ตัวว่าไม่อยากทำ แม้ว่าเราเคยจะอยากเป็นนักข่าวกีฬาก็ตาม ตอนนั้นเราห่างจากวงการฟุตบอลแล้ว ฉะนั้นถ้าจะให้เป็นนักข่าวกีฬาก็คงไม่ได้มั้ง ยิ่งนักข่าวสายสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ยิ่งไม่น่ารอด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
จนช่วงปี 3 มันเป็นช่วงที่เราต้องได้ไปฝึกงาน เราก็เลยเลือกจากสิ่งที่เราอ่าน ซึ่งสิ่งที่เราคลิกที่สุดในเวลานั้นคือนิตยสาร Bioscope ที่พูดเรื่องนอกกระแส เราใช้วิธีบ้านๆ เลย โทรไปถามว่ารับไหม เขาก็ให้ส่งผลงานไป เราก็ส่งไป ก็เลยได้ฝึก 3 เดือนที่ Bioscope
ช่วงฝึกงานมันได้เห็นว่าเขาทำงานยังไง ถึงเราจะแค่ได้ทำอะไรแค่นิดๆ หน่อยๆ เช่น เขียนบทความแนะนำสั้นๆ ตอนนั้นมันก็สนุกดี เพราะเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เริ่มเข้าใจแล้วหน้าที่ของกองบรรณาธิการ มันคือการทำเนื้อหาหลัก
จนใกล้เรียนจบ ทีมกำลังหาคนอยู่พอดี เขาก็มาถามว่าสนใจที่จะทำงานประจำเลยไหม แล้วก็เริ่มเป็นกองบรรณาธิการที่ Bioscope ที่แรกหลังเรียนจบ

ดราฟต์ที่ 2 : ใช่ว่าหนังสือจะเหมือนกันไปทั้งหมด
พอทำไปสักพักมันเหมือนได้เจอโลกความจริง
ตอนฝึกงานเราไม่ต้องปิดเล่ม พี่เขาทำงานถึง 6 โมง 1 ทุ่ม ส่วนเราก็กลับบ้าน แต่พอทำงานจริงเราต้องอยู่ ต้องทำยังไงให้ปิดเล่มทัน ปิดเล่มยังไม่ทำเสร็จเลย มันต้องเปิดเล่มใหม่ของเดือนหน้าแล้ว
เราสนุกกับการทำนิตยสารนะ แต่ก็เริ่มพบปัญหาอย่างหนึ่งคือ มันเป็นนิตยสารที่เน้นความนอกกระแส ต่อให้เป็นหนังสือเกี่ยวกับหนัง คุณต้องทำประเด็นอื่น เช่น หนังนั้นเชื่อมโยงกับอะไรในเชิงสังคม วัฒนธรรม มันมาจากเกมใช่ไหม เกมคัลเจอร์คืออะไร ไม่ใช่มาพูดเรื่องภาพยนต์เพียวๆ มันอาศัยแรงกายแรงใจอยู่เยอะ
พอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงจุดนึงมันทำให้เราเบิร์นเอาท์ เพราะเราดูหนังเยอะมากเพื่อทำนิตยสาร ปีนั้นเราน่าจะดูไปเกือบ 150 เรื่อง กลับบ้านก็ดู ดูเสร็จ ก็ดูต่ออีกเรื่องหนึ่ง แม้จะบอกว่ามันเป็นหนังใหม่ตลอดก็จริง แต่วิธีคิดมันจะคล้ายๆ เดิม จนเราเริ่มเอียน ทั้งที่เราทำงานมา 8 เดือนเอง มันทำให้เราตั้งคำถามว่านี่ใช่สิ่งที่เราชอบจริงๆ หรือเปล่า เราชอบทำหนังสือ ข้อนี้อาจจะติ๊กถูก
แต่เราอาจจะไม่ได้ชอบหนังขนาดนั้น
เราเลยคิดว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่
วันดีคืนดีเข้าร้านหนังสือ แล้วเจอหนังสือของสำนักพิมพ์แซลมอน ซึ่งตอนนั้นเป็นสำนักพิมพ์ใหม่ พออ่านของหนังสือของแซลมอนมันเข้าถึงง่ายนะ มันดูมีความร่วมสมัยดี ลบภาพจำเราว่าพ็อคเก็ตบุ๊กไม่น่าดึงดูดสำหรับเรา หรือถ้าอ่านงานไทยเราก็จะรู้สึกว่างานอ่านยาก จากนั้นก็เลยติดตามสำนักพิมพ์นี้
จนกระทั่งตุลาคมเราไปเดินงานหนังสือ แล้วเข้าไปที่บูธแซลมอน ตอนนั้นได้เจอพี่แบงค์–ณัฐชนน มหาอิทธิดล ผู้ก่อตั้งแซลมอน เราเดินเข้าไปถามคนเลยว่ารับกองบ.ก. ไหมครับ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าหรอกว่าสำนักพิมพ์ทำอะไร หรืออะไรดลใจให้ไปถาม เขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะมีประกาศ เรารอส่งไป ระยะเวลากว่าจะสัมภาษณ์ ทำแบบทดสอบ กว่าจะได้ทราบผล กว่าจะรู้ตัวว่าได้งานก็ปลายปี
สุดท้ายพอรู้ว่าได้งานเราก็ลาออกจาก Bioscope เลย ตอนนั้นบอกพี่แบงก์ตามตรงว่าไม่มีความรู้เรื่องการทำสำนักพิมพ์เลย เคยทำแต่นิตยสาร เขาก็บอกว่าให้ทดลองดู เพราะฉะนั้น การทำงานบ.ก.ของเรา ไม่ใช่ว่าอยากเป็นตั้งแต่แรก พูดตรงๆ มันก็คือการหางานใหม่นั่นแหละ ลองเสี่ยงดูว่ามันจะเป็นยังไง
ดราฟต์ที่ 3 : ตั้งแต่หน้าปกจนถึงชั้นหนังสือ
การได้เข้ามาทำที่แซลมอนมันตรงกับความชอบของเรา
หนึ่งคือเรายังได้ทำหนังสืออยู่ สอง มันเข้ามาแก้เพนพ้อยต์ตอนทำนิตยสาร พอเป็นสำนักพิมพ์แซลมอน ข้อดีคือมันมีความหลากหลายตามคอนเซ็ปต์ตั้งต้นเลย คือมันพูดเรื่องอะไรก็ได้ ตั้งแต่เรื่องวิทยาศาสตร์ จนถึงเรื่องตลกไร้สาระ มันจะทำหนังสือบันทึกการเดินทางหรือทำเรื่องแต่งก็ได้ มันตอบโจทย์เราในแง่ความหลากหลาย เหมือนเราเลือกดูหนังฟังเพลงนี่แหละ ถ้าเราเบื่อเราก็แค่เปลี่ยนช่องไปดูอย่างอื่น
ช่วงแรกเราเข้ามาด้วยตำแหน่งกองบ.ก. หน้าที่คือ ถ้านักเขียนส่งต้นฉบับมา มันก็จะมีผ่านหรือไม่ผ่าน ถ้าไม่ผ่านก็แจ้งผลเขากลับไป แต่ถ้าผ่านแล้วก็ไม่ได้แปลว่าตีพิมพ์ได้เลย กองบ.ก. ต้องเอาต้นฉบับมาดูความเรียบร้อย
เราดูตั้งแต่ความถูกต้องของข้อมูล อ่านได้ลื่นไหลไหม ต้องปรับแก้คำยังไงบ้าง ได้รู้ว่าชื่อหนังสือบางทีนักเขียนก็ไม่ได้คิดเว้ย สำนักพิมพ์ต้องเป็นคนคิด ได้รู้วิธีการออกแบบปก พิสูจน์อักษร ก่อนไปโรงพิมพ์ต้องทำอะไรบ้าง ขณะเดียวกันแซลมอนมันมีวิธีทำงานอีกแบบ แทนที่จะรับต้นฉบับอย่างเดียว เราหาต้นฉบับด้วย ชวนนักเขียนมาเขียนต้นฉบับตั้งแต่ต้น ร่วมกันปั้นหนังสือตั้งแต่ศูนย์
อีกอย่าง การเป็นบ.ก. อาจจะไม่ใช่การดูเรื่องภาษาอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องรู้ หนึ่ง เราอาจจะต้องทำการบ้านเหมือนกันว่าสำนักพิมพ์ตีพิมพ์งานประมาณไหน สอง เรื่องการขาย มันขึ้นอยู่กับตำแหน่งเหมือนกันนะ อย่างตอนเป็นบรรณาธิการบริหาร ที่ต้องดูแลภาพรวมของสำนักพิมพ์ เราต้องมองออกว่า กลุ่มคนอ่านของเราคือใคร เราต้องการกลุ่มคนอ่านแบบไหนเพิ่ม หรือเทรนด์หนังสือตอนนี้เป็นยังไง เรื่องพวกนี้มันก็เป็นสกิลที่บ.ก.เรียกร้องแหละ
การสื่อสารก็เป็นสิ่งที่จำเป็นนะ เพราะว่าเราต้องคุยกับคนเยอะ คุยกับนักเขียน คุยกับทีมงาน คุยกับโรงพิมพ์ คุยกับคนอ่าน ทุกวันนี้แซลมอนมีเรื่องการขายลิขสิทธิ์ก็ต้องดีลเรื่องพวกนี้กับต่างประเทศด้วย
อีกอย่างต้องมีความอึดและชอบอ่านด้วยนะ บ.ก.ต้องอ่านต้นฉบับเล่มอย่างน้อย 3 รอบ บางทีเป็น 10 รอบ คุณต้องอยู่กับต้นฉบับนี้ไม่รู้ระยะเวลาเท่าไหร่ บางทีเป็นหลัก 3 เดือน บางที 2 ปี มันก็แลกมากกับสิ่งเหล่านี้ มันก็เป็น love-hate ของคนทำงาน
แรกๆ เราก็ไม่รู้หรอก เราก็เรียนรู้จากการทำงานนี่แหละ เก็บเล็กผสมน้อยไป

ดราฟต์ที่ 4 : คนคอยขัดเกลาต้นฉบับให้เป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์
ที่จริงทุกวันนี้ไม่ต้องมี บ.ก.ก็ได้นะ หลายคนในปัจจุบันที่สามารถตีพิมพ์งานของตัวเอง ถ้าหากว่าจบงานได้ด้วยตัวเอง ตรวจทานดีแล้ว ก็ไม่ต้องมี บ.ก.ก็ได้ มันแล้วแต่วิธีการทำงานของแต่ละคน
แต่สำหรับเรา การมีบ.ก.ก็ตัวช่วยหนึ่งในแง่การทำงาน เช่น นักเขียนเวลาทำผลิตผลงานขึ้นมา ไม่ว่าจะกี่วันกี่เดือนกี่ปีก็ตาม การอยู่กับงานนั้นมานาน เขาอาจจะไม่เห็นว่ามันมีรูโหว่อะไรบ้าง อาจจะลืมไปแล้วว่ากฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้
มันอาจจะไม่สมเหตุผลในตอนท้าย หรือคอนเซ็ปต์ที่รู้สึกว่ามันคิดมาดีแล้ว พอเขียนจริงมันเริ่มออกทะเล เขาอาจจะไม่รู้ตัว ถ้าไม่มีเวลามาอ่านทวนหรือไม่สามารถสลัดความช้ำออกไปได้ บ.ก.ก็จะเป็นตาแรกในการอ่าน ช่วยดูเนื้อหาเหล่านี้ เหมือนคนที่จะคอยมาให้ฟีดแบคก่อนที่จะเริ่มตีพิมพ์หนังสือเรื่องนั้นออกไป
ส่วนบ.ก. มีอำนาจกับนักเขียนมากไหม เรารู้สึกว่า บ.ก. อาจจะไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น พอเป็นคนนอกมันจะมองว่าสิ่งนี้ยิ่งใหญ่ละมั้ง แต่พอทำจริงๆ
เรารู้สึกว่าสุดท้ายแล้วมันก็คือแค่ชื่อเรียกตำแหน่งเท่านั้นเอง
ย้อนกลับไปเราเริ่มทำงานตั้งแต่เรียนจบ ช่วงนั้นทำงานกับนักเขียนรุ่นไล่เรี่ยกันก็จริง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเป็นอายุเยอะกว่าเรา มันไม่มีทางอยู่แล้วที่เราจะไปมีอำนาจเหนือคนพวกนั้น หรือตอนนี้เราอายุเยอะ ยังพยายามบาลานซ์ให้เป็นการทำงานร่วมกัน สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ นักเขียนไม่จำเป็นต้องเชื่อเราหมดทุกอย่าง
สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คือการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า ความเห็นหรือสิ่งที่เราสงสัย สิ่งที่เราถาม ไม่ได้มาเพื่อลดทอนคุณค่าของเขา ไม่ได้มาเพื่อทำให้เขารู้สึกว่าเขาเขียนไม่ดี เราก็ต้องทำตัวให้ความเห็นของเรามันดูฟังขึ้นหน่อย
เราเข้าใจว่านักเขียนต้องการอะไร การมีซิกเนเจอร์ด้วยการเล่นคำ หรือเป็นนายของภาษา แต่เราไม่ได้ทำงานคนเดียวนี่ ในสำนักพิมพ์เรามีกองบ.ก.อีก 4 คน ถ้า 3 ใน 4 บอกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง มันแปลว่านักอ่านก็ไม่รู้เรื่อง นักเขียนจะปล่อยไปอย่างนี้จริงๆ เหรอ
เราก็จะเสนอว่าทำแบบนี้ก็ได้ แต่ช่วยเติมอะไรสักอย่างให้มันอ่านดูเรื่องขึ้นได้ไหม ซึ่งมันต้องคุยกันตั้งแต่แรก บางคนถ้าเขาไม่ให้ปรับแก้อะไรเลย สำนักพิมพ์รับได้ไหมล่ะ ถ้าสำนักพิมพ์รับไม่ได้ ก็ปล่อยให้เขาไปทำงานกับที่อื่นดีกว่า เขาที่ไม่ต้องมาฝืนทำงานกับเรา และเราก็ไม่ต้องบังคับขืนใจเขาให้ปรับแก้คำ มันก็อยู่ที่คุยกันแหละ

ดราฟต์สุดท้าย : ถึงเวลาปล่อยหนังสือสู่มือคนอ่าน
คำพูดว่าหนังสือตายแล้วอาจจะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่เราว่ามันไม่ตายหรอก ถ้าสิ่งที่ทำออกไปมันไปตอบโจทย์ใครสักคนหนึ่ง
การอ่านหนังสือมันก็ยังมีเสน่ห์อยู่นะ บางทีการอ่านสเตตัสเฟซบุ๊ก โพสต์ในทวิตเตอร์ หรือคลิปใน TikTok เรื่อยๆ มันก็แอบเอียนนะ บางเวลาเราก็อาจจะอยากจมจ่อมกับอะไรสักอย่าง อยากตัดขาดการเชื่อมต่อ หรืออยากมีสมาธิ เสน่ห์ของหนังสือมันก็อยู่ที่ตรงนี้มั้ง ให้เราลองกลับมาดูศิลปะการเล่าเรื่องรูปแบบหนึ่งที่มันยังมีอยู่ในปัจจุบัน
หนังสือสำหรับเรามันอาจจะไม่ต้องมีประโยชน์ก็ได้ ไม่ต้องเป็นเครื่องมือทรงคุณค่าขนาดนั้น เราอยากให้หนังสือมันเป็นแค่หนังสือ เราจะอ่านเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวก็ได้ หนังสือที่ดีน่าจะเป็นหนังสือที่ทำให้คนอ่านแล้วเขาได้อะไรบางอย่าง แค่ได้ฆ่าเวลาก็ถือว่าโอเคแล้วนะ
สิ่งที่คนเป็นบ.ก.อยากเห็น ง่ายมากคืออยากเห็นคนอ่านหนังสือของพวกเรา หรือง่ายกว่านั้นเลย เดินเข้าร้านหนังสือแล้วเห็นคนพลิกหนังสือของเราอยู่ หยิบขึ้นมาดูอยู่ แค่นี้ก็โอเคแล้ว แอบลุ้นว่าคนจะซื้อไม่ซื้อ ซื้อก็ดีใจ ไม่ซื้อก็แอบซึมนิดหน่อย

เหมือนวงมนตรีได้เล่นคอนเสิร์ต แค่มีคนมาดูคอนเสิร์ต เขาก็มีแรงเล่นยาวๆ คนทำหนังสือก็เหมือนกัน เวลาคนมางานหนังสือ มาซื้อที่บูท หรือเห็นอ่านตามที่ต่างๆ มันก็ทำให้เรามีความสุข อย่างน้อยสิ่งที่เราทุ่มเทไปมันก็มีผลลัพธ์บางอย่างกลับมา ความสุขมันง่ายมากเลยสำหรับคนทำหนังสือ
ต่อให้การเป็นบ.ก.จะถูกให้เครดิตในหน้าสุดท้ายก็ไม่เป็นไร เอาง่ายๆ ด้วยรักและผุพังได้ซีไรต์ อีก 30-40 ปีจากนี้ คนก็จะจำว่านักเขียนคือนริศพงศ์ รักวัฒนานนท์ จะพูดถึงสำนักพิมพ์แซลม่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถามว่าเศร้าไหม ถ้ามันถูกจดจำไปแบบนั้น ก็คงนิดหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร คนทำก็รู้อยู่แก่ใจว่าเราทำอะไรไปบ้าง ความสุขของเราคืออะไร
สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าเราทำหนังสือ มันเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีนักเขียน ถ้านริศพงศ์ไม่เขียนด้วยรักและผุพัง หนังสือเล่มนี้ก็ไม่เกิดขึ้น เราก็ไม่มีทางได้อีดิตต้นฉบับเล่มนี้ แซลมอนก็ไม่มีทางได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ซีไรต์ก็ไม่มีทางได้ ฉะนั้นสุดท้ายแล้วเราว่าถ้าคนจะจดจำนักเขียนก็ไม่แปลก
เราว่าคนเป็นบ.ก.ไม่ได้ต้องการเครดิต มากมายขนาดนั้นหรอก แค่ว่าจริงๆ นักเขียนขอบคุณพวกเรา หรือให้เครดิตพวกเราเวลาพูดถึงอะไรบ้าง แค่นี้ก็พอแล้ว หรือไม่พูดถึงก็ไม่เป็นไร
สุดท้ายมันก็คือการทำงานร่วมกัน การทำให้นักเขียนได้เห็นหนังสือของตัวเอง แล้วนัยน์ตาเขามีประกายบางอย่าง มันทำให้คนทำงานหายเหนื่อยได้เหมือนกันนะ