นับตั้งแต่ตรวจพบ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้า หรือสายพันธุ์อินเดียในบ้านเรา สัดส่วนการแพร่กระจายเชื้อของสายพันธุ์ดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนแพทย์หลายคนออกมาคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สายพันธุ์นี้จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในประเทศ
ขณะที่สถานการณ์กำลังรุนแรงมากขึ้น ระบบสาธารณสุขของไทยกลับอ่อนแอลง หลังจากต้องรับมือกับ COVID-19 มาอย่างเนิ่นนาน โดยเฉพาะขณะนี้ที่เตียง ICU ในเขตพื้นที่ กทม.อยู่ในภาวะวิกฤต รับคนไข้เพิ่มได้อีกไม่มาก ส่วนกำลังแพทย์เองก็น้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งเมื่อช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีข่าวว่า โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พบบุคคลากรแพทย์ที่ฉีดวัคซีน ‘ซิโนแวค’ ครบ 2 เข็ม ติดเชื้อราวๆ 40 ราย นอกจากนี้ยังมีแพทย์กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่ติด COVID-19 เพิ่มอีก
คำถามที่ตามมาคือ วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบัน ป้องกันการติดเชื้อได้จริงหรือ ?
ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยการแพทย์แม่นยำ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ออกมาแสดงความกังวลถึงเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการใช้วัคซีนชนิด mRNA (Pfizer และ Moderna) กับบุคลากรทางการแพทย์ของเครือ Mayo Clinic ของสหรัฐฯ จำนวน 76,000 คน ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ซึ่งบางส่วนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่บางส่วนยังไม่ได้รับ จากนั้นมีการเก็บข้อมูลการติดเชื้อ COVID-19 ในบุคคลากรต่อ
ในการศึกษาระบุว่า บุคลากรด่านหน้าที่ต้องเผชิญหน้ากับ COVID-19 โดยตรง มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ และเจ็บป่วยจาก COVID-19 โดยมีอัตราการติดเชื้อสูงถึง 4.16% แต่ผลการศึกษาหลังเก็บข้อมูลระบุว่า บุคลากรที่ได้รับวัคซีน mRNA ครบ 2 เข็ม ประมาณ 44,000 คน มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 ประมาณ 30 คน หรือติดเชื้อเพียง 0.07% เท่านั้น ขณะที่กลุ่มบุคลากรแพทย์ 24,000 คนที่ไม่ได้รับวัคซีน มีผู้ติดเชื้อเกือบ 1,000 คน
หมอมานพยังนำข้อมูลการศึกษาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ออกมาเล่าให้ฟัง ซึ่งระบุว่า เมื่อดูจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 หลังรับวัคซีนจากทั้งประเทศ มีเพียงราวๆ 10% เท่านั้นที่มีอาการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล ตัวเลขนี้ยิ่งเป็นตัวสนับสนุนว่า ต่อให้วัคซีนจะมีประสิทธิภาพลดลง (เมื่อต้องเผชิญหน้ากับไวรัสกลายพันธุ์) แต่หากพลาดติดเชื้อมา ก็ทำให้ระดับอาการป่วยลดลงได้
ขณะที่ นพ.ศุภโชค เกิดลาภ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เองก็ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงสถานการณ์ปัจจุบันเช่นกัน โดยระบุว่า หากสังเกต ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันไม่ลดลงเลย อีกทั้งยังมีแต่จะเพิ่มเรื่อยๆ หลายโรงพยาบาลต้องจำกัดการตรวจหาเชื้อ เนื่องจากไม่มีเตียงเพียงพอสำหรับรองรับผู้ป่วย พร้อมกล่าวว่า “เชื่อว่าที่เห็นยอด 4000 คน/วัน นั้นอาจจะไม่ใช่ยอดที่แท้จริง เพราะถ้าตรวจได้มากพอ อาจจะยอดติดเชื้อจริงสูงมากกว่านี้”
หมอศุภโชค แสดงความเห็นเกี่ยวกับระบบประสานจัดหาเตียงของรัฐบาล ว่าที่ผ่านมายังพบปัญหาผู้ป่วยรอเตียงนาน และหลายครั้งเมื่อโรงพยาบาลตรวจพบผู้ติดเชื้อ แต่ไม่สามารถรับ admit เพิ่มได้ จึงส่งรายชื่อเข้าระบบส่วนกลางเพื่อหาเตียงตามระดับความรุนแรงของโรค แต่เมื่อส่งไปปรากฎว่าระบบไม่สามารถจัดหาเตียงได้จนอาการแย่ลง สุดท้ายเจ้าหน้าที่บอกให้ “ตรวจที่ไหน ก็เข้ารักษาที่นั่น” ส่งผลให้หลายโรงพยาบาลไม่กล้ารับตรวจเพิ่ม ยิ่งทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อต้องดิ้นรนหาที่ตรวจใหม่ ส่งผลให้เชื้อกระจายไปในวงกว้างยิ่งขึ้น
หมอศุภโชคระบุว่า ปัจจุบันศักยภาพโรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมากได้อีกต่อไป บุคลากรทางแพทย์มีเท่าเดิม (และมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ) จะเปิดโรงพยาบาลสนามก็ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ปัญหาการหาเตียงทั้งสามัญและ ICU ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในภาวะวิกฤต ยังไม่นับรวมวิกฤตไวรัสกลายพันธุ์อย่างสายพันธุ์อินเดีย ที่กำลังเพิ่มสัดส่วนการแพร่กระจาย ซึ่งหากกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาด สถานการณ์จะยิ่งแย่ลงไปอีก
สำหรับปัญหาเรื่องวัคซีน หมอศุภโชคระบุว่า ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงไม่นำเข้าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการต่อกรกับสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่าง Pfizer หรือ Moderna แทนวัคซีน Sinovac และ Astrazeneca ที่มีจำนวนน้อยมากๆ พร้อมตั้งคำถามว่า “นำพาประเทศไปแบบนี้จริงหรือ”
“ทีมบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้ากำลังต่อสู้สงครามประหนึ่งชาวบ้านบางระจัน ที่ใส่ชุดตะเบงมานและเอาจอบ ขวาน มีด มาสู้ศึก ขอปืนใหญ่ไปแต่ไม่ได้มา ได้แต่ปืนแก๊บ และตอนนี้พยายามหล่อปืน ตีดาบใช้ตามมีตามเกิด” หมอศุภโชคกล่าวปิดท้าย
ทั้งนี้ นอกจากหมอมานพและหมอศุภโชค เพจการแพทย์ 1412 Cardiology ก็ออกมาแสดงความเห็นว่า สิ่งที่รัฐควรทำเวลานี้คือ “หยุดซื้อวัคซีน Sinovac ไม่ต้องพยายามกับการฉีดเข็ม 3 ควรพอได้แล้วกับวัคซีนตัวนี้” และเร่งจัดหาวัคซีน mRNA (Pfizer, Moderna) ด้วยวิธีใดๆ ก็ตามมาเป็นตัวกระตุ้นให้บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าที่ได้ Sinovac 2 เข็มให้เร็วที่สุด
รวมถึงเร่งดำเนินการหาวัคซีน Astrazeneca มาให้มากที่สุดมาฉีด ‘เข็มแรก’ ในพื้นที่สีแดง เพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ก่อนที่สถานการณ์จะควบคุมยากไปมากกว่านี้
อ้างอิงจาก
https://academic.oup.com/…/doi/10.1093/cid/ciab361/6253721
https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/70/wr/mm7021e3.htm
https://www.prachachat.net/social-media-viral/news-697102
https://web.facebook.com/photo?fbid=10161041305198448&set=a.10150266694143448
https://web.facebook.com/JarvisChaisiriLancelotWipat1412/posts/1743031859237235?_rdc=1&_rdr
https://web.facebook.com/thiravat.h/posts/4616661655034019