“ภายในปี 2570 ภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย หากบริหารประเทศนาน 4 ปี ที่ผ่านมา ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน คนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง” คำกล่าวของแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย กล่าวในงานประชุมวิสามัญพรรควันนี้ (6 ธันวาคม)
จุดที่น่าสนใจคือ นโยบายเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส พร้อมระบุว่า จากปี 2566 จนถึงปี 2570 พรรคเพื่อไทยทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเติบโตอย่างต่ำเฉลี่ยร้อยละ 5% ต่อปี ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
พรรคเพื่อไทยเปรียบเทียบว่า นโยบายเศรษฐกิจเป็นเหมือนรากต้นไม้ ซึ่งรากแก้วที่สำคัญคือครอบครัว “เราจะใช้ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เป็นพลังขับเคลื่อน โดยการดึงศักยภาพของอย่างน้อย 1 คนในทุกครอบครัว ให้ได้รับโอกาสในการอบรม บ่มเพาะ ทักษะสร้างสรรค์ที่มีความถนัดให้ดีขึ้น โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำได้ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ ในสถาบันอาชีวะทั้งรัฐและเอกชนกว่า 800 แห่ง เมื่อเห็นศักยภาพที่เด่นชัดจะได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาไปฝึกอบรมทักษะระดับโลกต่อในต่างประเทศ”
อีกทั้ง พรรคเพื่อไทยยังระบุอีกว่า ทักษะสร้างสรรค์ Soft Power ด้านต่างๆ เช่น เชฟทำอาหาร นักออกแบบ แฟชั่นดีไซเนอร์ นักร้อง นักแต่งเพลง คนเขียนบท ยูทูบเบอร์ นักสร้างคอนเทนต์ นักออกแบบมัลติมีเดีย นักกีฬา หรือสปาเทอราปิสต์ จะทำให้มีรายได้คนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี
“ประเทศไทยมี 20 ล้านครอบครัว สามารถสร้างงานทักษะสูงได้ 20 ล้านตำแหน่ง และมีรายได้รวมกันถึงปีละ 4 ล้านล้านบาท และในปี 2570 คนไทยต้องได้ค่าแรงขั้นต่ำให้สมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย คือ ไม่ต่ำกว่า 600 บาทต่อวัน เงินเดือนของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป”
นอกจากนี้ จะส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้หลากหลายด้วยดอกเบี้ยต่ำ มีกองทุนหมู่บ้านที่ขยายบทบาทมากขึ้น กองทุนร่วมทุน และการระดมทุนแบบ crowdfunding ส่งเสริมการแข่งขันพัฒนาธุรกิจของขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ด้วยการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจทุกขั้นตอนแบบ one stop service, สร้างกติกาการแข่งขันที่เสรีและเท่าเทียม ทลายการผูกขาดในธุรกิจและอุตสาหกรรมที่กีดขวางความคิดสร้างสรรค์ของรายเล็กรายย่อย เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ผลไม้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการประกาศนโยบายอื่นๆ ทั้งด้านการเกษตร ที่พรรคมีแนวทางให้นำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการเกษตรมากขึ้น, ด้านการท่องเที่ยวโดยเล็งเห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยได้รับความนิยมจากทั่วโลก รวมทั้งงานเทศกาลต่างๆ ของไทย ก็เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเช่นกัน
อีกทั้ง ยังมีนโยบายด้านนวัตกรรม ด้านยาเสพติด ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการคมนาคมและขนส่งมวลชน และด้านสาธารณสุขซึ่งจะยกระดับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มากขึ้น ส่วนด้านการศึกษาก็จะกระจายอำนาจการศึกษา โดยให้มีโรงเรียน 2 ภาษาในทุกท้องถิ่นตั้งแต่ ป.1 มีการเรียนการสอนทั้งในห้องเรียนและออนไลน์