ถ้าใครเคยมีโอกาสไปเยือนเมืองกระทิงดุ หรือเป็นสาวกหนังสเปน ก็อาจจะเห็นภาพวัฒนธรรมการสูบบุหรี่ของคนที่นั่นว่าปอดเหล็กกันแค่ไหน สิ่งที่ตามมา คือ ปริมาณก้นบุหรี่จำนวนมาก เป็นที่มาของข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตยาสูบ ต้องจ่ายค่าเก็บกวาดก้นบุหรี่เอง
จากสถิติในปี 2020 ที่แสดงให้เห็นว่า ชาวสเปนประมาณ 1 ใน 5 สูบบุหรี่ทุกวัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ก้นบุหรี่หลายล้านชิ้นจะถูกทิ้ง และกลายเป็นขยะพลาสติกที่เป็นพิษ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสิบปีในการย่อยสลาย
ถึงเป็นเหตุผลให้มีการใช้กฎใหม่ ที่จะเรียกเก็บเงินเพื่อทำความสะอาดก้นบุหรี่ตามท้องถนนและชายหาด จากบริษัทผู้ผลิตยาสูบของสเปน ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (6 มกราคม) แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะนำไปปฏิบัติอย่างไร รวมถึงข้อสงสัยว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จะถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภคหรือไม่
โดยการศึกษาในแคว้นคาตาลูญญา ชี้ว่ารัฐต้องจ่ายค่าทำความสะอาดก้นบุหรี่บนถนน เฉลี่ยถึง 18-21 ยูโร (647-755 บาท) ต่อคนต่อปี และจะยิ่งแพงขึ้นบนพื้นที่ชายฝั่งทะเล
รายงานชิ้นนั้นยังระบุว่า บุหรี่นับเป็น ‘ขยะที่มีมากที่สุด’ บนชายหาดทางตะวันตกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยที่มาตรการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนัก อย่างการสนับสนุนให้ใช้ที่เขี่ยบุหรี่แบบพกพาบนชายหาด ดูเหมือนจะไม่เพียงพอ
นอกจากผลลัพธ์เรื่องความสะอาดแล้ว เหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ ที่ทำให้กฎใหม่นี้ถูกบังคับใช้ เพราะก้นบุหรี่ส่วนใหญ่มีไส้กรองที่ทำจากเส้นใย ซึ่งเป็นพลาสติกชีวภาพชนิดหนึ่ง ที่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลาย
สำหรับข้อบังคับนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายที่ออกตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งห้ามพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น ช้อนส้อม หลอด โฟม เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับไปตามคำสั่งของสหภาพยุโรป ที่มีเป้าหมายให้ผู้ก่อมลพิษร่วมรับผิดชอบ
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลก็มีความพยายามควบคุมในฟากของผู้สูบเช่นกัน อย่างการออกกฎห้ามสูบบุหรี่ บนชายหาดสาธารณะทุกแห่งของบาร์เซโลนา หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 30 ยูโร หรือราว 1,079 บาท
อ้างอิงจาก