แม้จะมีกฎหมายรองรับการทำแท้งถูกกฎหมายแล้ว แต่คนที่ต้องการทำแท้งก็ยังถูกตีตราว่าเป็นคนบาปอยู่ดี … สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับหลายพื้นที่วโลก อย่างกรณีของอาร์เจนตินาที่แม้ว่าการทำแท้งจะถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2020 แต่ก็ยังมีความเชื่อว่าการทำแท้งคือการฆาตกรรม
และจะเป็นอย่างไรเมื่อคนที่คิดเช่นนั้นคือบุคลากรทางแพทย์?
เรื่องราวต่อจากนี้ เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งในอาร์เจนตินา ที่ไปยุติการตั้งครรภ์โดยการใช้ยาอย่างถูกกฎหมาย แต่ก็ถูกตีตราว่าเป็นฆาตกร
หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในจังหวัดซัลตา ตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา ที่คนในพื้นที่มีความคิดอนุรักษนิยม และบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากยังคงต่อต้านการยุติการตั้งครรภ์ เธอตัดสินใจจะไปทำแท้งที่ศูนย์สุขภาพที่เธอไปรักษา แต่แพทย์กลับพูดกับเพื่อนร่วมงานของเขาว่า “เมื่อไหร่ผู้หญิงพวกนี้จะหัดหุบขาเสียที”
ต่อมา เมื่อเธอได้เข้าไปเพื่อรับการรักษาเพื่อขับเนื้อเยื่อในการตั้งครรภ์ออกมา เธอเล่าว่าเหล่าพยาบาลทั้งหลายก็ไม่ได้เต็มใจจะดูแลเธอมากนัก อีกทั้งยังทำให้เธอรู้สึกผิดโดยการเอาซากเด็กในครรภ์ใส่โหลให้เธอเห็นแล้วยังบอกว่า “นี่อาจเป็นลูกของคุณก็ได้”
แต่ก็ไม่ใช่แค่เพียงบุคลกรทางการแพทย์เท่านั้นที่ไม่ยอมรับการทำแท้ง เพราะแม้แต่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขคริสตจักรคาทอลิก ซึ่งเป็นชาวอาร์เจนตินาเอง เรียกการทำแท้งว่าเป็น ‘การฆาตกรรม’ ทั้งยังตรัสว่าผู้ที่ดำเนินการทำแท้งนั้นเป็นผู้ที่สังหารชีวิตหนึ่งไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายของอาร์เจนตินาก็ให้ทางเลือกแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขว่าจะไม่ทำแท้งก็ได้ และเมื่อทันทีที่กฎหมายผ่าน คาร์ลอส ฟรังโก กุมารแพทย์ในจังหวัดซัลตา เขาก็ประกาศตัวว่าเป็น ‘ผู้คัดค้านอย่างมีมโนธรรม’ อีกทั้งเขายังประเมิณว่า 90% ของบุคลากรการแพทย์ในจังหวัดก็คิดเช่นเดียวกับเขา
ไม่ใช่เพียงแค่กรณีของหญิงคนดังกล่าวเท่านั้นที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงการทำแท้ง แต่โมนิกา โรดริเกซ นักเคลื่อนไหวในท้องถิ่น ยังเล่าว่าเธอได้รับโทรศัพท์ประมาณ 100 สายต่อเดือนจากผู้หญิงในซัลตาที่เจอปัญหาแบบเดียวกัน
นอกจากนี้ โมนิกา โรดริเกซ นักเคลื่อนไหวยังกล่าวอีกว่า ในอาร์เจนตินากำลังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม นั่นจึงหมายความว่าขาดแคลนการรักษาที่ปลอดภัยและเจ็บปวดน้อยกว่าด้วย เช่น การดูดมดลูกด้วยเครื่องมือสุญญากาศแบบมือถือ (manual vacuum aspiration – MVA) มีไม่เพียงพอสำหรับสตรีที่ประสงค์จะยุติการตั้งครรภ์
ทางด้านประเทศไทย ที่มีกฎหมายให้สามารถทำแท้งได้ถูกฎหมายแล้ว ก็ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวอยู่เช่นกัน
จากการเก็บข้อมูลของกลุ่มทำทาง องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2564 ณฐกมล ศิวะศิลป จากกลุ่มนำทาง พบว่า แม้จะมีการแก้กฎหมายที่ก้าวหน้าขึ้นแล้ว แต่เมื่อตัดสินใจทำแท้ง และต้องการเข้าถึงสถานบริการที่ถูกกฎหมาย ประชาชนก็ยังคงเผชิญกับกระบวนการในการรับบริการที่สร้างบาดแผลทางใจ ทั้งการข่มขู่และการหมิ่นประมาทซึ่งหน้าจากเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ
นอกจากนี้อัมพร สุธรรม ผู้มีประสบการณ์ยุติการตั้งครรภ์ยังได้เล่าประสบการณ์ในการยุติการตั้งครรภ์ในประเทศไทยด้วยว่า “เราถูกตีตราตลอดว่าเราทำแท้ง เราเป็นคนบาป เราอยากได้คนที่ทำให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้น เหมือนเราได้ชีวิตใหม่”
อย่างไรก็ดี พญ.พัชยาพรรณ ภูมิศิริวิไล สูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งกล่าว “เราอยากให้การยุติการตั้งครรภ์เป็นบริการอย่างหนึ่งทางการแพทย์ ความเชื่อหรือศาสนาควรจะอยู่นอกเหนือการบริการให้การรักษา ถ้าเรามองว่า การบริการยุติการตั้งครรภ์เป็นการรักษาอย่างนึง เราก็จะให้บริการกับเขาได้”
อ้างอิงจาก