เช้าตรู่วันที่ 26 เมษายน 1986 หรือเมื่อ 37 ปีก่อน เหตุระเบิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใกล้กับเมืองเชอร์โนบิลในยูเครน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ส่งผลให้สารกัมมันตภาพรังสีฟุ้งกระจายไปทั่ว คนนับพันต้องอพยพ ทิ้งบ้าน ทิ้งข้าวของ แม้กระทั่งทิ้งสัตว์เลี้ยง
และทุกวันนี้ ก็ยังมีสุนัขจรจัดส่วนหนึ่งมีชีวิตรอดมาได้ และออกลูกออกหลานมาจนผ่านมาแล้วราว 15 รุ่น แม้ในช่วงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุเมื่อปี 1986 เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะพยายามค้นหาและฆ่าพวกมัน เพื่อหยุดการกระจายของสารกัมมันตรังสีก็ตาม
และประชากรสุนัขจรจัดเหล่านี้ ก็คือเป้าหมายในการวิจัยของโครงการความร่วมมือระหว่างนักวิจัยในสหรัฐฯ ยูเครน และโปแลนด์ ร่วมกับ Clean Futures Fund ในสหรัฐฯ ที่ทำงานด้านการสนับสนุนคนทำงานในเชอร์โนบิล และเพิ่งมีผลการศึกษาชิ้นแรกเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ในวารสาร Science Advances
การศึกษาที่เพิ่งตีพิมพ์ ถือว่าเป็นก้าวแรกของการศึกษาว่า สุนัขพวกนี้ปรับตัวจนมีชีวิตรอดได้อย่างไรในที่ที่มีสารกัมมันตรังสีมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก “เรามีโอกาสทองนี้แล้ว” อีเลน ออสแตรนเดอร์ (Elaine Ostrander) หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย กล่าว ซึ่งจะทำให้ตอบคำถามได้ว่า พวกมัน “เอาตัวรอดมาได้อย่างไรถึง 15 รุ่น ในสภาพแวดล้อมที่อันตรายเช่นนี้?”
การศึกษาสุนัขจรจัดในเชอร์โนบิลจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่นำไปประยุกต์ได้หลากหลาย เช่น มันอาจจะทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่า การต้องอยู่กับรังสีเป็นเวลานานๆ จะส่งผลต่อกรรมพันธุ์และสุขภาพของมนุษย์อย่างไรบ้าง หรืออาจทำให้เราเห็นภาพว่า ต่อไปมนุษย์และสัตว์จะอยู่อย่างไรในสภาพแวดล้อมที่อันตรายมากขึ้นทุกวัน
วิธีการศึกษาก็คือ ทิโมธี มอสโซ (Timothy Mosseau) หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย และทีมงาน จะเก็บตัวอย่างของเลือดจากสุนัข 300 ตัว ที่อาศัยอยู่ในบริเวณโรงไฟฟ้าและรอบๆ เมืองเชอร์โนบิลที่เป็นเมืองร้าง ก่อนจะนำไปวิเคราะห์ DNA
ซึ่งการวิเคราะห์ก็ทำให้พบว่า สุนัขพวกนี้ไม่ได้ย้ายมาใหม่ และไม่ได้ย้ายไปไหนไกล แต่อยู่มานานและโดดเดี่ยวแยกจากประชากรสุนัขกลุ่มอื่นๆ มาหลายทศวรรษแล้ว โดยที่ตอนแรก นักวิจัยก็คาดว่ามันน่าจะผสมพันธุ์กันกับสุนัขในแต่ละพื้นที่จนมี DNA คล้ายๆ กันไปหมด แต่ก็ปรากฏว่าไม่ใช่
“นั่นถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญมากสำหรับเรา” ออสแตรนเดอร์ กล่าว “ที่น่าประหลาดใจคือ เราสามารถระบุได้แม้กระทั่งครอบครัวของมัน” ซึ่งรวมๆ ก็พบว่ามีประมาณ 15 ครอบครัว
ด้วยความที่มันใช้ชีวิตแยกกับประชากรสุนัขกลุ่มอื่นๆ จึงทำให้นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบ DNA ได้ว่า มีอะไรที่เหมือนกัน แตกต่างกัน มีอะไรบ้างที่กลายพันธุ์ ซึ่งก็จะทำให้รู้ได้ว่า มีอะไรใน DNA ที่แตกต่างกันไหม ที่ทำให้พวกมันมีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมเช่นนี้มาได้อย่างยาวนาน
ลำดับต่อไป มอสโซจะเดินทางกลับไปเก็บตัวอย่างอีกครั้งในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ แม้จะมีสงครามในยูเครนดำเนินอยู่ก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน เพราะสงคราม จึงทำให้สุนัขจรจัดพวกนี้หาอาหารจากนักท่องเที่ยวได้ยากด้วย ทีมนักวิจัยก็กำลังทำงานกับองค์กรการกุศลต่างๆ เพื่อนำอาหารมาให้พวกมันด้วยเช่นกัน
อ้างอิงจาก