จะเป็นอย่างไร หากเราสามารถแชทคุยกับศิลปินได้? หากลองคิดเผินๆ ก็ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องดีนะ เพราะเราสามารถคุยกับศิลปินได้โดยตรงเลย (แม้เขาจะเห็นข้อความเราไหมก็ไม่รู้)
แต่หลังจากที่เมื่อวานนี้ (20 เมษายน) มีข่าวออกมาว่า HYBE ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ที่มีบริษัทลูก ดูแลศิลปินชื่อดังหลายวง อาทิ BTS, LE SSERAFIM, NewJeans ฯลฯ กำลังจะเปิดตัวบริการ ‘WeVerse DM’ สัปดาห์หน้า ก็มีแฟนๆ จำนวนมากที่ออกมาต่อต้านบริการนี้
แล้ว ‘WeVerse DM’ คืออะไร? WeVerse DM ก็คือบริการแชทส่วนตัว ที่ผู้ใช้บริการสามารถส่งข้อความไปหาศิลปิน มีคอนเซ็ปต์คือ ‘เหมือนกับการคุยกับเพื่อน’ ซึ่งในแชทนี้ ศิลปินสามารถส่งรูปภาพ วิดีโอ และอิโมจิไปให้คนที่สมัคร ผ่านการซื้อ ‘Jelly’ หรือสกุลเงินดิจิทัลของ Weverse กล่าวง่ายๆ ก็คือเหมือนห้องส่วนตัวแชทในไลน์ที่เราไว้คุยกับเพื่อนเลย
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับบริการนี้เพิ่มเติม แต่หลายๆ ฝ่ายก็คาดกันว่า ฟีเจอร์ของ WeVerse DM น่าจะออกมาคล้ายกับบับเบิล
ก่อนจะไปไกลกว่านี้ เราขอเท้าความกลับไปก่อนว่าก่อนที่จะมี ‘WeVerse DM’ แอปพลิเคชั่น WeVerse ก็คล้ายกับเฟซบุ๊ก ที่ให้เราสมัครแอ็กเคานต์ แล้วกดเข้าคอมมูนิตี้ หรือคล้ายกับการติดตามศิลปินที่เข้าร่วมบนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งไม่ได้มีแค่เพียงศิลปินของ HYBE เท่านั้น แต่ยังมีศิลปินจากค่ายอื่นๆ และนักแสดงอีกเช่นกัน
หลังจากที่เรากดเข้าคอมมูนิตี้แล้ว เราก็สามารถโพสต์ในหน้าคอมมูนิตี้ได้เลย โดยที่โพสต์ของเราจะเป็นโพสต์สาธารณะที่ให้คนที่กดเข้าร่วมคอมมูนิตี้นั้นเห็นโพสต์ของเราได้ แต่ก็สามารถตั้งค่าให้ศิลปินไม่เห็นโพสต์นั้นได้เช่นกัน ซึ่งในนี้ ศิลปินก็สามารถกดเข้าไปดูโพสต์ แล้วตอบเราได้เลย หรือในบางครั้งศิลปินก็จะสร้างโพสต์ขึ้นมาใน WeVerse เช่นกัน
แต่ WeVerse DM ก็ไม่ใช่บริการแรกที่ให้แฟนๆ จ่ายเงินเพื่อให้คนเข้ามาพูดคุยกับศิลปินได้ โดยเราขอยกตัวอย่างบางแอปพลิเคชั่นที่คาดการณ์กันว่าจะมีฟีเจอร์ที่คล้ายกับ WeVerse DM คือ ‘Lyns’ แอปพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นโดย SM Entertainment ค่ายเพลงเบอร์ต้นๆ ของเกาหลีใต้ที่มีฟีเจอร์ ‘Dear U Bubble’ หรือ ค่ายอื่นๆ ก็มีแอปพลิเคชั่น ‘bubble for…’ (ที่แฟนๆ เรียกแอปพลิเคชั่นทั้งหมดรวมๆ กันว่าบับเบิล) ที่ให้ผู้ใช้บริการสมัครแพคเกจรายเดือน ราคาประมาณ 110 – 150 บาทต่อศิลปิน 1 คนในวงนั้น
อีกทั้งยังเคยมีแอปพลิเคชั่น ‘UNIVERSE’ ที่มีบริการอย่าง private message ที่เป็นบริการหน้าตาคล้ายๆ กับบับเบิลก่อนจะปิดตัวลงไปเมื่อช่วงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอีกเช่นกัน
แล้วทำไมหลายๆ คนถึงได้ต่อต้าน WeVerse DM ทั้งๆ ที่ยังไม่เปิดให้บริการ? หลังจากรวบรวมความเห็นจากแฟนๆ หลายคนเราขอสรุปแบบเข้าใจง่ายๆ มาดังนี้
- หลายคนมองว่า การที่ผู้ใช้บริการสามารถส่งข้อความไปหาศิลปินได้แบบส่วนตัว ทำให้ศิลปินถูกคุกคามได้ง่ายขึ้น คนที่ไม่หวังดีจะกล้าส่งข้อความแย่ๆ ไปหาศิลปิน เพราะว่าไม่มีอื่นคนเห็น ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2020 จะพบว่า มีภาพแชทจากบับเบิลของไอรีน ศิลปินวง Red Velvet ที่บอกว่า “อยากกินอะไรสดชื่นๆ เพราะอากาศร้อนมาก” แล้วก็มีคนส่งไปว่า “ถ้าร้อนก็ถอด [เสื้อผ้า] สิ 🥰 … ถอดออกแล้วส่งเซลฟี่มาด้วยนะ”
รวมไปถึงยังเคยมีเหตุการณ์ที่เรียวอุค สมาชิกวง Super Junior ต้องยกเลิกให้การบริการบับเบิลไป เพราะได้รับข้อความแย่ๆ อย่างต่อเนื่องจนทำให้เขาเครียดมากอีกเช่นกัน
นอกจากนี้ หลังจากที่ประกาศว่าจะมี WeVerse DM ก็มีแฟนคลับของศิลปินวง ENHYPHEN ส่งอีเมลไปหาทาง WeVerse ว่า แม้ว่าการได้สื่อสารโดยตรงกับศิลปินจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ของศิลปินและและแฟนคลับแน่นแฟ้นขึ้น แต่เขาก็ชื่อว่ายังมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ โดยไม่ต้องให้ศิลปินเสี่ยงมีภาวะสุขภาพจิตที่ไม่ดี และยังมีการเรียกร้องบางส่วนผ่าน #NoToDMs อีกเช่นกัน
- บริการดังกล่าว เหมือนเป็นการบังคับให้ศิลปินต้องมาคุยกับแฟนคลับ ซึ่งมีคนที่มองว่าแค่ศิลปินไปทำงานก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนกันแล้ว ทำไมพวกเขายังต้องแบ่งเวลามาคุยกับแฟนๆ อีก
ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยการสมัครบริการที่ต้องเสียเงินเป็นรายเดือน ทำให้มีแฟนๆ บางส่วนที่คาดหวังว่าจะได้คุยกับศิลปิน หรือได้รับข้อความ รูปภาพ วิดีโอ คลิปเสียงจากศิลปินจำนวนมาก
เช่น ในกรณีของ จอย สมาชิกวง Red Velvet และ แจฮยอน วง NCT ก็เคยถูกผู้สมัครบับเบิลออกมาแสดงความเห็นว่า “นี่ฉันจ่ายเงิน 4,500 วอน (ประมาณ 110 บาท) เพื่อรูปเซลฟี่แบบนี้ 1 รูปนี้ที่คุณถ่ายมาเหรอ” หรือไม่ก็ บอกว่า “นี่คุณไม่มีเวลาขนาดที่จะมาคุยกับแฟนเลยเหรอ”
กรณีนี้ทำให้ค่ายเพลง SM Entertainment ต้องออกมาประกาศเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2022 ว่า “เราแนะนำให้ศิลปินใช้บับเบิลในเวลาว่าง แต่เนื่องจากเป็นบริการที่เน้นการสนทนากับแฟนๆ จึงเป็นการยากที่จะกำหนดเนื้อหาและจำนวนครั้งของบทสนทนา”
อีกทั้ง คิมฮอนชิก (Kim Heon Sik) นักวิจารณ์วัฒนธรรมป๊อป ยังระบุอีกว่า บริการดังกล่าว อาจเป็นเรื่องดีสำหรับแฟนๆ แต่นั่นก็เป็นการใช้ ‘แรงงานทางอารมณ์’ อย่างมากสำหรับศิลปินที่ต้องจัดการกับตารางงานและคอยส่งบับเบิลหาแฟนๆ อยู่บ่อยๆ
“เราควรจะต้องมานั่งถกกันว่า ทำไมเราต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อความใกล้ชิดกับศิลปิน แทนที่จะวิพากษ์ถึงจำนวนครั้งที่ศิลปินส่งข้อความมา”
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์และข้อถกเถียงที่ยกมา เป็นเพียงบางส่วนที่ปรากฏอยู่ในโลกออนไลน์เท่านั้นอีกทั้งอาจกล่าวไม่ได้ว่าทุกคนต่อต้านบริการเช่นนี้ เพราะในบางครั้งก็ยังมีคนที่รู้สึกว่าเวลาที่ได้รับข้อความของศิลปิน ช่วยทำให้วันแย่ๆ เป็นวันที่ดี เป็นกำลังใจอย่างหนึ่งของพวกเขาเช่นกัน
อ้างอิงจาก