คำพูดของ ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขณะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นเรื่องตำแหน่งประธานสภา โดยผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการหารือระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล
วันนี้ (29 มิ.ย. 66) ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค และประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ต่างให้สัมภาษณ์กับประเด็นดังกล่าว โดยชลน่านระบุว่า มีการนัดหารือกันแล้วระหว่าง 2 พรรค ซึ่งก็คือ วันที่ 2 กรกฎาคม พร้อมกับการประชุมหัวหน้าพรรค 8 พรรคร่วม
พร้อมกับกล่าวว่า สิ่งที่เรามีความชัดเจนคือการหารือร่วมกันภายใน พบปะพูดคุยกับคณะเจรจา และมั่นใจว่าจะคุยกันจนได้ข้อสรุปที่ดี ต่อมาผู้สื่อข่าวถามถึงสูตรที่มีการเสนอขึ้นมาใหม่ คือ 15+1 และ 13+1 ภูมิธรรมระบุว่า “ยังไม่เคยได้ยินสูตรนี้เลย ขอยืนยันในสูตร 14+1 เป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุยกัน เราเสนอไปแบบนั้น และยังไม่เคยได้รับคำตอบที่เป็นทางการชัดเจนกลับมาจึงต้องหารือกันก่อน”
ชลน่านพูดเสริมว่า เราเข้าใจตัวเองดีว่าเราเป็นพรรคอันดับสอง และเราเคารพพรรคอันดับหนึ่งตลอดเวลา ข้อเสนอที่เราเสนอไป คือให้พรรคอันดับหนึ่งพิจารณา ซึ่งเราเคารพสิทธิตลอดเวลา และร้องขอไปว่าท่านจะพิจารณาให้หรือไม่ ไม่ใช่การยื้อแย่งตำแหน่ง ไม่ใช่การบีบบังคับกัน ในวงเจรจาเรารู้ถึงสิทธิ์ของตัวเองดี แต่ตอนนี้เราขอประธานสภาฯ เพื่อดุลยภาพในการทำงาน ไม่ใช่การยื้อแย่ง และไม่ได้หักหลังประชาชน จะให้หรือไม่เราขอตำแหน่งเป็นทางการ ตามหลักการเท่านั้นเอง
ภูมิธรรมระบุต่อว่า เราเสนอโดยการพูดคุยกัน แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ โดยไม่รับคำตอบอย่างเป็นทางการ แต่คำตอบที่ได้ล้วนเป็นคำตอบจากความเห็นรายบุคคลหรือความเห็นส่วนบุคคล
“การเจรจาที่เอาหลักพื้นฐานเดียวกัน คือเอาพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้งจากทั้ง 25 ล้านเสียงที่เลือกทั้งสองพรรค เป็นหลักการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลจากฝ่ายประชาธิปไตย หากยึดสิ่งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นจะมีข้อสรุปที่ดีแน่นอน สิทธิของพรรคอันดับหนึ่งหากขอแล้วไม่ให้ เราก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะเอาอย่างไร แต่ยืนยันว่าหลักการคือการเป็นรัฐบางของฝั่งประชาธิปไตย” ชลน่านระบุ
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ส่วนการที่พรรคก้าวไกลเปิดตัว ปดิพัทธ์ สันติภาดา ชิงตำแหน่งประธานสภาฯ จะทำให้พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบในการเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาฯ หรือไม่?
ภูมิธรรมระบุว่า ถือว่าอยู่ในดุลพินิจของประชาชน แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้เสนอชื่อใคร เพราะเคารพในหลักกการการหารือร่วมกัน หากไม่ชัดเจนก็ไม่ควรเสนอชื่อให้เป็นประเด็นปัญหา และเกิดความไม่พอใจในผู้สนับสนุนของทั้งสองพรรค แต่ก็เป็นสิทธิของพรรคก้าวไกลในการเสนอชื่อ ซึ่งทางเพื่อไทยก็มีบุคคลที่มีความพร้อมในการเป็นประธานสภาฯ อยู่หลายท่าน
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า จะพิจารณาทบทวนออกจากพรรคร่วมหรือไม่?
“เราถูกมัดด้วยอานัติของประชาชน แม้เราอยากออกไป แต่เราออกไปไม่ได้ เน้นนะครับ เราออกไปไม่ได้ แม้เป็นสิทธิของเราในการออกไปด้วย แต่ถูกพี่น้องประชาชน 25 ล้านเสียงมัดเรากับก้าวไกลให้ติดกัน เปรียบเสมือนพ่อแม่เราจับเราที่เป็นลูกจับคลุมถุงชนให้มาแต่งงานกัน เราไม่มีสิทธิปฏิเสธเพราะฉะนั้นเสียงของประชาชน 25 ล้านคนสำคัญที่สุด เราคำนึงถึงจุดนี้เป็นหลักในการเจรจาพูดคุย และการนำเสนอทุกเรื่อง เมื่อก้าวไกลเขาไม่ให้ เราก็ต้องมาพิจารณาว่า เขาไม่ให้ เราก็ไม่ควรจะต้องรับ”
ไม่เพียงเท่านี้ ผู้สื่อข่าวยังถามถึงการโหวตประธานสภาฯ ของพรรคร่วม ว่าควรเสนอชื่อเพียงชื่อเดียวใช่หรือไม่? โดยเขาระบุว่า เมื่อมีมติชัดเจนว่าออกมาอย่างไร มติต้องไปทางนั้น จะแหวกมติไม่ได้ ซึ่งต้องป้องกันไม่ให้เกิดการฟรีโหวตเกิดขึ้น
ทั้งนี้ เขายังมองว่ายิ่งเลื่อนการคุยเรื่องประธานสภาฯ ยิ่งเสียประโยชน์ ทุกอย่างต้องจบภายในวันที่ 2 กรกฎาคม เพราะเราจะโหวตในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้แล้ว เราเป็นผู้เจรจา สิ่งที่เราต้องมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต้องทำให้จบ
.
.
.
อ้างอิงจาก