ตระกูลอัล-อัสซาสที่ปกครองซีเรียมายาวนานกว่า 50 ปี พบเจอกับจุดจบแล้ว หลังจากที่กลุ่มติดอาวุธได้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ จนทำให้ประธานาธิบดีซีเรียหลบหนีไปยังรัสเซียภายใต้สถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง
ซีเรียอยู่ภายใต้การปกครองโดยครอบครัวอัล-อัสซาสมานานกว่า 5 ทศวรรษนับตั้งแต่ ‘ฮาเฟซ อัล-อัสซาส’ ทำการรวบอำนาจและขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 1971 เขาเสียชีวิตลงในปี 2000 พร้อมกับส่งต่ออำนาจการปกครองให้กับลูกชายของเขา ‘บาชาร์ อัล-อัสซาด’
จุดเริ่มต้นสงคราม
ช่วงปลายปี 2010 กลุ่มกบฏและพลเรือนได้ลุกฮือเริ่มต้นประท้วง ที่เรียกว่า ‘อาหรับสปริง’ ซึ่งเป็นคลื่นการประท้วงที่แพร่กระจายไปทั่วอาหรับ ซึ่งที่แรกเริ่มต้นในตูนิเซีย จากความไม่พอใจของประชาชนในปัญหาทุจริตและภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่ในซีเรียการประท้วงนี้เริ่มต้นขึ้นช่วงเดือนมีนาคม ปี 2011 รัฐบาลซีเรียได้ตอบโต้ด้วยความรุนแรง โดยมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ส่งผลให้กลายเป็นสงครามกลางเมืองในเวลาต่อมา
การปกครองโดยตระกูลอัล-อัสซาส อยู่ภายใต้แรงกดดันในช่วงแรก แต่การสนับสนุนโดยอิหร่านและกลุ่มติดอาวุธในเลบานอน รวมถึงรัสเซีย ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งนี้เอื้อประโยชน์ต่อระบอบการปกครองของอัล-อัสซาส
ซึ่งล่าสุด กลุ่มติดอาวุธฮายัต ตาห์รีร์ อัล-ชาม (HTS) และกลุ่มกบฏพันธมิตรได้เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ในซีเรียตะวันตกเฉียงเหนือ โดยในวันอาทิตย์ (8 ธันวาคม) ที่ผ่านมา กลุ่มกบฏได้ประกาศว่า พวกเขาเข้าสู่เมืองดามัสกัส ซึ่งเป็นเมืองหลวงของซีเรียแล้ว
ขณะที่ประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ได้หลบหนีไปยังรัสเซีย และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง โดยรัฐบาลรัสเซียได้ออกมาประกาศว่า อัสซาดได้ลาออกจากตำแหน่ง และเดินทางออกจากซีเรียเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่กลุ่มกบฏบุกเมืองหลวง
ด้าน ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ แสดงความยินดีกับการล่มสลายของระบอบการปกครองของตระกูลอัล-อัสซาด โดยอธิบายว่าเป็นโอกาสทางประวัติศาสตร์สำหรับประชาชนซีเรียที่ต้องทนทุกข์ทรมานมานาน เพื่อการสร้างอนาคตที่ดีกว่า แต่ก็ยังเตือนว่ายังเป็นช่วงเวลาแห่งความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในภูมิภาคอีกด้วย ขณะที่กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมาย ISIS มากกว่า 75 แห่งในซีเรียเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว
นอกจากนี้ กลุ่มกบฏ HTS ยังระบุด้วยว่า ได้ปลดปล่อยนักโทษในเรือนจำเซดนายา ซึ่งเป็นเรือนจำทหารในดามัสกัส ซึ่งรัฐบาลซีเรียได้คุมขังนักโทษไว้หลายพันคน พร้อมกับทำลายเอกสารต่างๆ โดยให้เหตุผลว่าเป็นจุดจบของความอยุติธรรมในเรือนจำเซดนายา
สื่อต่างประเทศรายงานว่า มีเสียงการโจมตีในเมืองดามัสกัสในช่วงเช้าของวันนี้ (9 ธันวาคม) ชาวซีเรียทั้งในและต่างประเทศต่างร่วมกันแสดงความยินดี โดยฝูงชนได้ออกมารวมตัวกันบนท้องถนนเพื่อเฉลิมฉลอง โดยภาพและวิดีโอที่ถูกแชร์บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นภาพของครอบครัวที่ได้พบหน้ากันอีกครั้ง หลังจากที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ผู้คนบางส่วนกอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจ
ชาวซีเรียบางกลุ่มบุกเข้าไปในทำเนียบประธานาธิบดี และทำลายข้าวของ รวมถึงขนเฟอร์นิเจอร์บางส่วนออกมาด้วย ซึ่งวิดีโอแสดงให้เห็นถึงสิ่งของฟุ่มเฟือยต่างๆ เช่น รถยนต์หรู ในขณะที่ประชากรในประเทศกว่า 90% อาศัยอยู่ในเกณฑ์ยากจน
กระทั่งในเวลาต่อมา อาบู โมฮัมเหม็ด อัล-จอลานี ผู้นำกลุ่ม HTS ได้เดินทางมายังเมืองหลวงและบอกกับกลุ่มฝูงชนว่า ‘อนาคตเป็นของเรา’
อ้างอิงจาก