กรณีกระแสข่าวชาวอิสราเอล ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการติด ‘ป้ายประกาศห้ามคนไทยเข้าพื้นที่’ พร้อมกันนั้นยังมีประเด็นคนไทย ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ออกมาแสดงความเห็นต่อการเข้ามาของชาวอิสราเอลว่า ‘มีจำนวนมากผิดปกติ’ ประมาณหลักหมื่นคน และยังสร้างความเดือดร้อน อาทิ ส่งเสียงดัง รวมถึงเข้ามาประกอบอาชีพ แยกงานคนไทย
ทำให้หลายวันที่ผ่านมา เรื่องราวดังกล่าวเกิดเป็นข้อถกเถียงในโซเชียลว่า “เป็นความจริงแค่ไหน และหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ รัฐบาลจะออกมาตรการแก้ไขอย่างไร?” วันนี้ The MATTER จึงขอพาทุกคนย้อนไปตั้งแต่จุดตั้งต้นจวบจนปัจจุบันว่า เกิดอะไรขึ้นแล้วบ้าง
– เสียงของคนในพื้นที่
1. ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เพจเฟซบุ๊ก หมอบ่น AggressiveDoctor โพสต์เรื่องราวของคุณหมอคนหนึ่งในโรงพยาบาล อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่พูดถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่า “เป็นจังหวัดชายแดน ที่มีฝรั่งอิสราเอลมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก”
พร้อมเล่าต่อว่า โดยในทุกๆ วัน ที่ได้ตรวจจะเจอปัญหาซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นการชี้หน้าด่าหมอ วุ่นวาย โชว์นิ้วกลางใส่หมอ ไม่เชื่อหมอประเทศไทยแต่มาตรวจ สูบบุหรี่ในโรงพยาบาล พร้อมทั้งไม่จ่ายเงิน ขโมย ทุบประตูอีอาร์ เปิดร้านสอนขับรถ เปิดโบสถ์ และตำรวจไปเฝ้า รถชนรถล้อมมาบ่อยๆ ไม่มีขับขี่
2. หมอคนดังกล่าวยังบอกอีกว่า เคยส่งเรื่องไปให้อำเภอ ร้องเรียนไปแล้ว แต่ว่าอำเภอแจ้งกลับมาบอกว่า “อย่าทำลายการท่องเที่ยว” แบบนี้ร้องเรียนใครได้บ้างไหม เหนื่อยมากๆ กับการคุยกับคนไข้อิสราเอล รู้สึกชีวิตไม่ปลอดภัย ถ้าไปเจอข้างนอก กลัวจะโดนรุม สุดท้ายคงไม่พ้นลาออก
เธอพูดปิดท้ายว่า นักท่องเที่ยวมีหลายกลุ่ม มาแบบแบ๊กแพ็คมาเที่ยวจริงๆ ยอมรับได้ แต่ตอนนี้พบว่านักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในหลายพื้นที่กำลังสร้างปัญหา เช่นที่ถนนข้าวสาร เกาะพะงัน และอำเภอปาย ที่มีนักท่องเที่ยวที่พฤติกรรมไม่เหมาะสม และยังมีในคราบของนายทุน เอาเปรียบคนท้องถิ่น หากรัฐไม่รู้เท่าทันปัญหาจะยิ่งรุมเร้า
– ข่าวการส่งตัวชาวอิสราเอลในปาย กลับประเทศ
3. หลังจากนั้นไม่นาน มีข่าวนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 4 คน–เป็นชาวอิสราเอล 2 คน ที่เล่นดนตรีในร้าน jazz house ถูกควบคุมตัวไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แม่ฮ่องสอน เพื่อรอการส่งกลับประเทศ
พ.ต.ท.วิชัย ปันนา สารวัตรตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระบุถึงคดีนี้ว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัว ได้แก่ ชาวไอริส 1 คน ที่ไม่ได้รับอนุญาตทำงานในไทย ชาวบราซิล 1 คน และชาวอิสราเอล 2 คน ซึ่งก่อนจะเกิดเหตุการณ์นี้ ตม.เคยผลักดันชาวอิสราเอล จำนวน 4 คน ออกนอกประเทศ
4. เนื่องจากทั้ง 4 คน เข้าไปรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะแพทย์และพยาบาล ในโรงพยาบาลปาย จนเกิดกระแสต่อต้านชาวอิสราเอล และนำไปสู่การถกเถียงเรื่องโบสถ์ยิว ที่อยู่หลังโรงพักปาย
ทั้งนี้ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ยืนยันว่า “สตม.ได้ผลักดันชาวต่างชาติทั้ง 4 คน ออกนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา”
5. เพราะทางตม. เชื่อว่าทั้ง 4 คน มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคม คุกคามการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งชาวอิสราเอลทั้ง 4 คนยังถูกดำเนินคดีในข้อหา ‘ร่วมกันก่อความเดือดร้อนต่อผู้อื่นฯ’ รวมทั้งถูกปรับไปคนละ 3,000 บาท และยังถูกบันทึกข้อมูลว่า เป็นบุคคลต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร
“ไม่เฉพาะชาวอิสราเอล แต่ชาวต่างชาติทุกคนที่เข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม จะต้องดูดำเนินการตามกฎหมาย และผลักดันออกนอกประเทศทุกคน” ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าว
– รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้ว่า เบื้องต้นไม่เป็นความจริง
6. หลังจากเกิดเรื่องราวข้างต้น ชาวปายมีการเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งแก้ปัญหาเร่งด่วนที่เกี่ยวเนื่องกับชาวอิสราเอล คือ เรื่องโบสถ์ยิวที่อยู่หลังโรงพักปาย ที่ถูกระบุว่า เป็นพื้นที่ที่ชาวยิวมารวมตัวกันทำกิจกรรม และส่งเสียงดังรบกวนผู้คนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง
7. ต่อมา พ.ต.ท.สุวิทย์ บุญยะเพ็ญ สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการร้องเรียนเรื่องเสียงดังจากโบสถ์ของชาวอิสราเอล รวมถึงกระแสข่าวที่เกี่ยวกับการแย่งอาชีพคนไทย
โดยทางตำรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า ยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการกระทำผิด หรือการดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมาย และเสริมว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าพักเฉลี่ยวันละ 80 คน ไม่ใช่ 30,000 คน ตามที่เป็นข่าว โดยชาวอังกฤษเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สุด รองลงมาคือ อิสราเอล ซึ่งทั้งหมดเดินทางเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ติด และหากพบการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ก็พร้อมจะดำเนินมาตรการตามกฎหมายต่อไป
8. สอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า “ยืนยันว่า ได้มีการตรวจสอบแล้วว่า ไม่เป็นความจริง และในสัปดาห์หน้า อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จะลงพื้นที่”
ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ ระบุว่า เป็นไปไม่ได้ ที่จะห้ามคนไทยเข้าพื้นที่ อำเภอปาย เพราะแค่คิดก็ผิดแล้ว จึงไม่อยากให้กังวลใด ๆ กับเรื่องนี้ และเรื่องนี้ ไม่ใช่ผลพวงมาจากนโยบายฟรีวีซ่า เพราะมีระยะเวลากำหนดอยู่แล้ว
9. โดยความเห็นของรองนายกฯ ต่อนโยบายฟรีวีซ่า สอดคล้องกับคำพูดของ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ที่ชี้ว่า นักท่องเที่ยวอิสราเอลทะลักเข้าไทย ไม่เกี่ยวกับนโยบายฟรีวีซ่า และนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่มาท่องเที่ยว จะอยู่ได้นาน 60 วัน ซึ่งเป็นไปตามระบบ
– การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้าน
10. ด้าน ปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการความมั่นคง ได้ยื่นหนังสือถึง รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ เพื่อขอให้มีการพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอปาย อันเนื่องมาจาก ‘การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล’
สืบเนื่องจากประชาชนในพื้นที่ ได้ร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีการนำเสนอข่าวจากสื่อต่าง ๆ ว่า ชาวอิสราเอลจำนวนมากได้เข้ามาพักอาศัย และดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท เช่น ร้านอาหาร รีสอร์ต ร้านตัดผม รวมถึงธุรกิจบางประเภทที่เป็นอาชีพสงวนของคนไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความมั่นคงของคนไทยในพื้นที่
11. โดย รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ขอดูรายละเอียด “ปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวกร่าง ต้องคำถามว่ากฎหมาย มีการบังคับใช้อย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องไปดูในรายละเอียดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐมาเกี่ยวข้องกับการให้ท้ายหรือไม่”
– พบเว็บไซต์เชิญชวนชาวอิสราเอลให้มาปาย
12. เว็บไซต์ Chabad ของชาวยิวในไทย มีการเชิญชวนคนยิวให้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ อำเภอปาย เพราะว่า สงบสุขและมีธรรมชาติสวยงามกว่าอิสราเอล
นอกจากนี้ เว็บไซต์ World update ระบุว่า สื่ออิสราเอลรายงานว่า มีชาวอิสราเอลที่หยุดพักจากการรบในฉนวนกาซา และเลบานอน ได้มุ่งหน้าย้ายมาตั้งถิ่นฐาน กว่า 30,000 คน ในอำเภอปาย
ท้ายที่สุดแล้ว ขณะนี้ความเห็นจากภาครัฐกับเสียงของคนปายบางส่วนไม่สอดคล้องกัน ดังนั้นต้องจับดูต่อไปว่า เรื่องนี้จริงแค่ไหน และภาครัฐจะมีวิธีการรับมือและแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อสร้างความสบายใจให้กับคนในพื้นที่เอง รวมถึงประชาชนคนไทยที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
อ้างอิงจาก