ถ้าพูดถึงร้านที่เป็นตำนานของย่านจุฬาฯ ก็ต้องมีชื่อของร้านข้าวมันไก่เจ๊โบว์ ซึ่งล่าสุดร้านนี้ได้ประกาศปิดร้านแล้ว หลังจากที่เปิดร้านมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเพจของร้านได้โพสต์ข้อความขอบคุณลูกค้าทุกคนที่เคยมาอุดหนุนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยมีคนเข้าไปให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก
“และในที่สุดความเปลี่ยนแปลงมันก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เจ๊เองก็หนีไม่พ้น จากหลายเหตุผลที่ทุกคนอาจจะทราบดี แต่การปิดร้านครั้งนี้ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เจ๊ยังมีไฟที่จะไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น รอวันที่เหมาะสม เจ๊โบว์เวอร์ชันใหม่อาจจะกลับมาดูแลลูกค้าทุกคนอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน หวังว่าวันนั้นลูกค้าทุกคนที่เจ๊รักเหมือนครอบครัว จะยังให้ความมั่นใจและมาสนับสนุนกันอีกครั้งนะคะ” โพสต์ระบุ
ถือเป็นการปิดตำนานร้านเก่าแก่อีกร้านบนถนนบรรทัดทองที่ต้องเรียกได้ว่าเป็นร้านโปรดของคนในพื้นที่ และนิสิต นักศึกษา ซึ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาทางร้านได้แจ้งกับลูกค้าว่าจะเปิดขายจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2568 ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถต่อสู้กับค่าเช่าที่ได้
การปิดตัวของร้านข้าวมันไก่เจ๊โบว์ สะท้อนปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ในย่านบรรทัดทองออกมาอย่างไรบ้าง?
ช่วงหลังๆ มานี้ มีร้านอาหารที่เปิดใหม่เยอะมากขึ้น และบางร้านก็ปิดตัวลงสลับกันไปจนแทบจะจำชื่อไม่ได้ ทำให้หน้าตาถนนบรรทัดทองเปลี่ยนไปเยอะมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน
ThaiPBS รายงานถึงการวิเคราะห์ของ ธนินท์รัฐ ภักดีภิญโญ ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีก และอดีตผู้บริหารห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่มองถึงสถานการณ์ในบรรทัดทองว่า มีหลายปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ โดยเฉพาะต้นทุนที่สูง และส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องยอมแพ้จากพื้นที่นี้ไป
ธนินท์รัฐ ระบุกับ ThaiPBS ว่า ต้นทุนที่ผู้ประกอบการในบรรทัดทองต้องจ่ายในตอนนี้ เท่าเทียบกับการเช่าพื้นที่ภายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำไปแล้ว
ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวที่ระบุว่า ค่าเช่าที่ในบรรทัดทององห้องแถวหนึ่งห้องนั้น ตกอยู่ที่ 50,000 บาทเป็นขั้นต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเดิมนั้น ถูกบีบให้ต้องจ่ายค่าเช่าที่สูงขึ้น แต่ต้นทุนที่พวกเขาแบกรับได้ไหวนั้น ไม่ได้ขยับตามได้อย่างรวดเร็วเช่นนั้น เพราะปัจจัยทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้นในย่าน ซึ่งทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรม ได้โพสต์ข้อความให้กำลังใจเจ๊โบว์ผ่านทางเฟซบุ๊ก และบอกด้วยว่า บรรทัดทองกลายเป็นพื้นที่ทุนใหญ่มากกว่าร้านเล็กๆ เป็นที่นักท่องเที่ยวตามอินฟลูเอนเซอร์ดังมากกว่าร้านที่เข้าถึงได้ คนในชุมชนเก่าๆ แทบจะไม่เหลือแล้ว
“มหาลัยไม่จำเป็นต้องเดินทางเป็นแบบนี้ ถ้าผู้บริหารจุฬาฯและ PMCU (สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) จะเห็นแก่ชุมชนและสังคมมากกว่านี้” เนติวิทย์ ระบุ
ทั้งนี้ ยังมีข้อสังเกตถึงเรื่องปัญหายิบย่อยอีกมาก เช่น ทางเท้าที่เต็มไปด้วยสิ่งของจากร้านค้าต่างๆ การจัดการจราจร คลองน้ำเสียที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ซึ่งคนในพื้นที่เองก็ต้องแบ่งรับแบ่งสู้กับปัญหาเหล่านี้ที่คอยกัดกินพวกเขาไปเรื่อยๆ จนต้องยอมแพ้ไปเอง