ไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์พบว่า เสียงร้องของทารกที่อยู่ในภาวะเครียด จะกระตุ้นการตอบสนองทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว ในทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งมากพอที่จะทำให้ร่างกายมนุษย์ร้อนขึ้น
วิวัฒนาการมนุษย์ทำให้เด็กๆ มีเสียงคร่ำครวญที่ยากจะเมินเฉย ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีเพิ่มโอกาสให้ทารกได้รับการดูแล อย่างไรก็ตาม เสียงร้องของเด็กน้อยก็ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด เพราะเมื่อทารกอยู่ในภาวะเครียดมากๆ ซี่โครงจะบีบรัดอย่างรุนแรง จนเกิดแรงสั่นสะเทือนที่เส้นเสียงอย่างไม่เป็นระเบียบ และเพิ่ม ‘ความหยาบของเสียง’ (Acoustic roughness)
งานวิจัยที่ตีพิมพ์บนวารสาร Journal of The Royal Society Interface อธิบายว่า ในทางเทคนิคแล้ว Acoustic roughness คือเสียงที่ไม่ประสานกัน โดยอาจเรียกว่า ปรากฏการณ์แบบไม่เชิงเส้น (Nonlinear phenomena หรือ NLP)
เพื่อศึกษาการตอบสนองของมนุษย์ต่อเสียงร้องของทารก ผู้วิจัยได้ทดลองกับอาสาสมัคร ที่มีประสบการณ์น้อยหรือไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็ก โดยเปิดเสียงเด็กร้องไห้ที่ถูกบันทึกไว้ 16 แบบใน 4 ครั้ง ในขณะเดียวกันก็ใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพความร้อน (thermal imaging) ช่วยบันทึกการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ใบหน้าของผู้ฟัง
ทั้งนี้เสียงเด็กร้องไห้ที่ร้องไห้ที่เปิดให้ฟัง เป็นเสียงขณะที่ทารกกำลังอยู่ในภาวะเครียดในสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ไม่สบายใจเมื่อต้องอาบน้ำ จนถึงเจ็บจากการฉีดวัคซีน โดยผู้ฟังจะต้องให้คะแนนระดับความเครียดของเด็ก ว่าขณะนั้นทารกแค่รู้สึกไม่สบายตัวหรือกำลังเจ็บปวดอย่างมาก
ผลพบว่า มนุษย์ทั้งชายและหญิงตอบสนองต่อเสียงร้องของทารกแบบอัตโนมัติ ในลักษณะที่เหมือนกัน โดยเสียงร้องที่มีระดับ Acoustic roughness สูงที่สุด ไม่ว่าเสียงดังมากน้อยแค่ไหน จะถูกผู้ฟังประเมินว่า มาจากทารกที่กำลังเจ็บปวดอย่างแท้จริง และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิใบหน้าของผู้ใหญ่มากที่สุด
การถ่ายภาพจากกล้องจับความร้อน ยังเผยให้เห็นว่า เมื่อฟังเสียงที่มีระดับ Acoustic roughness สูง ผู้ฟังจะรู้สึกถึงเลือดที่ไหลทะลักขึ้นบนใบหน้า ซึ่งทำให้ผิวหนังมีอุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อได้ยินเสียงบันทึกเสียงทารกร้องไห้
“ยิ่งเสียงร้องไห้แสดงความเจ็บปวดมากเท่าไหร่ การตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติของเรา ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น ซึ่งบ่งชี้ว่า เราสามารถรับรู้ถึงข้อมูลความเจ็บปวด ที่เข้ารหัสไว้ในเสียงร้องไห้ได้ด้วยอารมณ์” นิโกลาส์ มาเตวอน (Nicolas Mathevon) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแซงต์เอเตียน (University of Saint-Etienne) ในฝรั่งเศสกล่าว
การค้นพบนี้เปิดมุมมองใหม่ๆ ถึงความเชื่อมโยงทางชีวภาพระหว่างมนุษย์ กับการตอบสนองต่อความต้องการของเด็กเล็ก พร้อมแสดงให้เห็นว่า การดูแลเด็กไม่ใช่แค่เรื่องของสัญชาตญาณ แต่เป็นการตอบสนองทางสรีรวิทยาที่ฝังลึกอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์
อ้างอิงจาก