ในช่วงเลือกตั้ง ข่าวการเมืองยึดพื้นที่สื่อ ในระดับรายงานความเคลื่อนไหวกันนาทีต่อนาที เนื่องด้วยความเห็นพ้องต้องกันว่านี่เป็นวาระใหญ่ระดับประเทศ
เมื่อการเมืองคือเรื่องของทุกคน ความสนใจของสังคมเลยพุ่งเป้าไปที่เดียวกันอย่างไม่ลดละ แต่เรื่องการเมืองในระดับการปกครองถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กวัยรุ่นที่อายุยังไม่เกณฑ์เลือกตั้ง เด็กน้อยที่ยังไม่ประสีประสา กลายเป็นกลุ่มที่ไม่มีบทบาทในเรื่องนี้
เด็กในวันนี้ย่อมเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า ถ้าพ่อแม่ไม่เคยพูดเรื่องการเมืองกับลูกเลย เด็กจะใฝ่หาความพร้อมจากไหนได้ แม้ในวันนี้เด็กๆ ยังไม่มีบทบาทใช่ว่าจะไม่มีความเห็น สื่อที่ดูอยู่ทุกวัน กิจกรรมที่พ่อแม่ทำให้เห็น ล้วนสอดแทรกไปด้วยการเมืองทั้งนั้น
พ่อแม่จะรับมือลูกน้อยอย่างไร ในวันที่การเมืองอยู่รอบตัวลูก และตัวลูกเองเริ่มสนใจการเมือง
The MATTER ชวนทุกคนมาพูดคุยกับ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกรมสุขภาพจิต

ในช่วงเลือกตั้งนี้ แม้เด็กๆ จะยังไม่มีบทบาททางการเมือง แต่ก็เขาก็รับเรื่องราวข่าวสาร รับรู้ความเป็นไปรอบตัวได้ ยิ่งเห็นป้ายหาเสียง พ่อแม่ติดตามข่าว ออกไปลงคูหาลงคะแนนเสียง จึงไม่แปลกเลยที่เด็กๆ จะเริ่มเกิดคำถาม เริ่มสนใจในกิจกรรมที่เกิดขึ้นรอบตัว
เรื่องการเมืองการปกครองในแบบที่พ่อแม่และผู้ใหญ่หลายๆ คนกำลังสาละวนอยู่นั้น อาจยังไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต้องมีส่วนร่วมตัดสินใจไวๆ นี้ แต่เมื่อมันโคจรมาอยู่ในความสนใจของเด็กๆ ที่เริ่มมีความสงสัยใคร่รู้ตามประสา พ่อแม่ควรให้ลูกทำความเข้าใจการเมืองในระดับไหน ที่จะไม่เป็นภาระทางอารมณ์ของพวกเขา
คุณหมอวรตม์เล่าว่า เด็กๆ จะทำความเข้าใจเรื่องราว ไล่ระดับความซับซ้อนไปตามพัฒนาการของเขา
เราเลยมุ่งเน้นไปยังวัยที่เริ่มรับรู้ ตั้งคำถาม ต่อสถานการณ์รอบตัว เริ่มมีความคิด ความสนใจเป็นของตัวเอง เริ่มกันที่วัยประถม ไปจนถึงวัยรุ่นตอนต้น ช่วงก่อนมีสิทธิเลือกตั้ง คุณหมอวรตม์ได้พูดถึงเด็กในแต่ละช่วงวัยไว้ ดังนี้
“เด็กก่อนปฐมวัยก็คือต่ำกว่า 6 ขวบ ลงมา สักประมาณ 3 ถึง 6 ขวบ รู้เรื่องกติกานะครับ เพราะว่าเริ่มเล่นกับครอบครัว เล่นกับพ่อแม่ เล่นกับเพื่อน เขาจะเข้าใจคำว่ากติกา แต่เขาไม่เข้าใจอุดมการณ์ทางการเมืองแน่นอน เขาไม่เข้าใจว่าพรรคไหนมีอุดมการณ์อย่างไร แต่เขาเข้าใจเรื่องกติกาและความยุติธรรม อย่างสมมติ เล่นกัน แล้วอันนี้ไม่ยุติธรรมกับเขา เขายอมไม่ได้ว่าไปโกงเขา
เพราะฉะนั้น เราสามารถอธิบายเรื่องกติกาได้ เช่น ระบบประชาธิปไตยระดับพื้นฐาน ใครได้คะแนนเยอะกว่าคนนั้นก็จะชนะ สอนให้รู้จักการการรอคอย ไม่ไปหยิบฉวยของคนอื่น คือเราไม่จำเป็นจะต้องไปสอนตรงๆ เรื่องการเมือง แต่ควรสอนประชาธิปไตยในบ้าน การเมืองในบ้านก่อน ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเติบโตเพื่อไปเรียนรู้การเมืองที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
ทีนี้ถ้าเป็นเด็กวัยประถมเลย เขาจะเรียนรู้สิทธิแล้วนะครับ เป็นวัยที่เลยเรื่องกติกาไปแล้ว เขาเข้าใจคำว่า human rights สิทธิมนุษยชน ใครต้องทำอะไร เขาเข้าใจ logical thinking ความเป็นเหตุผล เพราะฉะนั้น เขาจะเข้าใจว่าการกระทำเรามันจะส่งผลต่อคนอื่น”
เมื่อถึงวัยหนึ่ง เด็กๆ จะเริ่มมีความเข้าใจต่อกติกาสังคม เข้าใจเงื่อนไขในการอยู่ร่วมกัน หากสำรวจคำว่าการเมืองกันอีกครั้ง มันประกอบไปด้วยองค์ประกอบแยกย่อยหลายอย่าง บางอย่างก็เหนือความเข้าใจ บางอย่างก็พอจะเปรียบเทียบและทำความเข้าใจจากตัวอย่างใกล้ตัวเด็กๆ ได้
“อาจยังไม่ต้องเริ่มต้นเรื่องการเมือง ให้เริ่มด้วยเรื่องสิทธิหน้าที่ เช่น หน้าที่คืออะไร ทำไมต้องไปโรงเรียน ทำไมพ่อแม่ต้องเสียภาษี ทำไมประธานนักเรียนถึงต้องมีการเลือกตั้ง ให้เขาเห็นว่ามันมีเรื่องสิทธิ การที่จะบอกคนอื่นว่าเขาไม่ชอบอะไร สิ่งนี้ไม่ควรมีใครมาบูลลี่ ไม่ควรมีใครมาละเมิดสิทธิในตัวตนของเขา
อันนี้คือการสอนสิทธิและหน้าที่ในโรงเรียน จะทำให้เขาเติบโตขึ้น แล้วเขาเข้าใจเรื่องสิทธิหน้าที่ในการเป็นพลเมืองของประเทศไทย”

ยิ่งโตขึ้น แปลว่าหน้าที่ทางการเมืองเข้าใกล้เด็กๆ ขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่แค่การเมืองขยับเข้ามาใกล้เท่านั้น คุณหมอวรตม์เล่าว่าเด็กเอง ก็สามารถเข้าถึงการเมืองได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน จากการเข้าถึงข่าวในโซเชียลมีเดีย เด็กๆ ได้เห็นนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ความคิดเห็นของคนในสังคมที่มีต่อพรรคนั้นตั้งแต่เขายังไม่มีสิทธิมีเสียงเลือกตั้งเลยด้วยซ้ำ
“สิ่งที่พ่อแม่ทำได้จริงๆ ไม่ใช่การเอาข้อมูลไปให้ แต่คือการสร้างทักษะ สร้างสมรรถนะให้ลูก วันหนึ่ง เขามีสิทธิเลือกตั้ง เขาสามารถเลือก สามารถตัดสินใจได้อย่างตรงไปตรงมาต่อความต้องการ”
คุณหมอวรตม์ได้ยกตัวอย่างทักษะที่น่าสนใจ ว่าในวันที่ลูกเริ่มสนใจการเมือง พ่อแม่จะเพิ่มพูนทักษะใด แนะนำแนวทางใดให้ลูกได้บ้าง
“ทักษะแรก คือ การคัดกรองข้อมูล การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) บางทีพ่อแม่ก็ดูแต่ช่องเดิมๆ ซ้ำๆ วิจารณ์ไปมา บางทีเป็นข่าวลือ ข่าวปลอมทั้งนั้น บางทีเด็กเก่งกว่าพ่อแม่ด้วยนะครับ พ่อแม่เองก็ต้องสอนกับลูกว่า ข้อมูลข่าวสารต้องดูหลายหลายแหล่ง มีโอกาสที่ข้อมูลบางทีจะถูกบิดเบือนได้ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง สอนให้ลูกตั้งคำถามว่า ข้อมูลที่เขาดูอยู่มาจากไหน มีคนพูดแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า เสนอเรื่องนี้ด้านเดียวหรือเปล่า
ทักษะต่อมา คือ การจัดการอารมณ์ เรื่องการเมืองมันตามมาด้วยอารมณ์อยู่แล้ว มันอาจจะโกรธ กังวล พ่อแม่เองก็ต้องให้เขารู้จักเท่าทันอารมณ์ และต้องเป็นแบบอย่างก่อน ไม่ใช่พ่อแม่หัวร้อนโวยวายเองก็ไม่ได้ สอนให้ลูกรู้ว่าเราใช้ตรรกะคิดโดยไม่เอาอารมณ์นำได้
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมว่าสำคัญที่สุดเลย คือ การเคารพความเห็นที่แตกต่างกัน การเห็นใจซึ่งกันและกัน
บ้านไม่ใช่สนามรบ เพราะฉะนั้น มันสามารถเห็นต่างทางการเมืองได้อยู่แล้ว มันไม่มีทางเลยที่คนทั้งประเทศจะเห็นตรงกับคุณ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ดังนั้นเราควรยอมรับ ว่าแต่ละคนอาจจะมีความคิดที่แตกต่างกัน โดยไม่ด้อยค่ากัน
สิ่งที่ผมกังวลใจ แล้วก็ผมคิดว่าคนไทยเจ็บปวดเรื่องนี้มานานมากแล้ว เราควรจะก้าวพ้นเรื่องนี้ไป คือการด้อยค่าคนที่เห็นต่างจากเรา ว่าเขาไม่มีค่า เขาไม่มีสติปัญญา เขาไม่ได้มีคุณภาพ เสียงเราไม่เท่ากัน สิ่งพวกนี้อันตรายมากมากนะครับ
การด้อยค่าคนที่คิดต่าง เป็นเรื่องที่สอนได้ แล้วก็สอนให้เขาสามารถเห็นอกเห็นใจคนที่เขาคิดต่างได้ โดยที่เขาเห็นต่างที่ความคิด เขาไม่ได้เกลียดบุคคลนั้นเสียหน่อย ครอบครัวยังรักกัน
ผมคิดว่า 3 ทักษะนี้ ทั้งเรื่องการคัดกรองข้อมูล การจัดการอารมณ์ และการจัดการความคิดที่ต่างกัน เป็นทักษะที่พ่อแม่เป็นแบบอย่างและสอนลูกได้”

พอการเมืองเป็นเรื่องของพรรค แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เสียงวิจารณ์ที่มีต่อฝั่งตรงข้ามก็เป็นอีกสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก หากพ่อแม่เจอคำถามที่ท้าทายอย่าง คนนี้โกงไหม คนนี้เป็นคนไม่ดีหรือเปล่า ควรตอบคำถามนี้กับลูกอย่างไร คุณหมอวรตม์ให้คำตอบเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
“พ่อแม่สามารถอธิบายได้โดยที่พ่อแม่เองก็ต้องคิดในใจว่าอย่ายัดเยียด พ่อแม่หลายหลายคนกดดันให้ลูกเชื่อตามเรา ให้มีสติรู้ว่าลูกกำลังถามเรื่องการเมือง แล้วให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่สามารถเสวนากันเรื่องการเมืองได้อย่างเต็มที่”
ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร พ่อแม่ควรพึงระลึกไว้เสมอว่า คำตอบของพ่อแม่กำลังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในความคิดของลูก ดังนั้น คุณหมอวรตม์จึงเน้นย้ำในเรื่องความสัมพันธ์ ว่าสิ่งนี้ควรอยู่เหนือความเห็นใดๆ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำถามของลูกก็ตาม พ่อแม่ที่มีวุฒิภาวะมากกว่า ควรเห็นแก่ความสัมพันธ์ระยะยาว มากกว่าคำตอบฉาบฉวย
“พ่อแม่เองก็มีความเชื่อเรื่องการเมืองของตัวเองอยู่แล้ว ทุกครั้งที่จะตอบเรื่องการเมือง ขอให้มีสติก่อนว่า คุณกำลังจะตอบลูกเรื่องการเมืองนะ แล้วให้มันมีกฎก็คือ ให้ความสัมพันธ์ในบ้านอยู่เหนือความเห็น เหมือนที่บอกบ้านไม่ใช่สนามรบ เพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ต้องอยู่เหนือความเห็นเสมอ เรามีความเห็นต่างได้ แต่ว่าเราจะไม่ทำลายความสัมพันธ์ที่ดี หลังจากนี้เป็นต้นไป การเมืองจบแล้ว 4 ปีก็เลือกใหม่ แต่ความสัมพันธ์มันไม่ได้อยู่แค่ 4 ปี มันอยู่ไปตลอดชีวิต”

หากอยากให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่สามารถให้ลูกพูดคุยเรื่องการเมืองด้วยได้ พื้นที่ตรงนี้จึงจำเป็นต้องเคารพในความคิดของทุกฝ่าย ไม่ว่าพ่อแม่เคารพต่อความเห็นลูก หรือลูกเคารพต่อความเห็นพ่อแม่
และการเคารพในความคิดของกันและกันนั้น ไม่ใช่เพียงการปล่อยให้อีกฝ่ายพูดให้จบเป็นครั้งๆ ไป หรือการไม่ตอบโต้ แต่เป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากกว่านั้น
“เราต้องยอมรับว่าคนที่เราสนทนาด้วย เขาก็มีสิทธิที่จะคิดแบบใดแบบหนึ่ง การยอมรับกัน ไม่ใช่แค่การยอมรับข้อมูลอย่างเดียว เรายอมรับอารมณ์เขาด้วยก็ได้
คุณอาจไม่ยอมรับความคิดชุดนี้ของลูก แต่สิ่งที่คุณยอมรับได้แน่ๆ คืออารมณ์ของเขา คุณยอมได้ว่าเขากำลังรู้สึกกังวลเรื่องประเทศ เขากำลังโกรธเรื่องคนนั้นคนนี้น่าจะโกง เรายอมรับอารมณ์นั้นได้ บอกว่า พ่อแม่รู้สึกได้ว่าลูกกำลังโกรธ ลูกเขาจะได้เบาลงได้ว่า อย่างน้อยอารมณ์ของฉันก็ถูกรับรู้จากพ่อแม่นะ”
คุณหมอวรตม์ไม่ได้บังคับให้ใครต้องคล้อยตามกันเสมอไป เพียงแต่ให้สำรวจอารมณ์ที่อยู่ใต้ความเห็นเหล่านั้นให้ถี่ถ้วน ว่าลูกกำลังรู้สึกอะไร แล้วรู้สึกแบบนี้เพราะอะไร หากได้รับการยอมรับทางอารมณ์จากคนใกล้ตัว จะช่วยให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ยังเข้าใจ และความรู้สึกของเขาไม่ได้ถูกทิ้งขว้าง เพียงเพราะมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน

หลายบ้านเลือกจะไม่พูดเรื่องการเมืองเลย อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง รักษาบรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ให้ตึงเครียด หรือไม่ให้ความเห็นต่างทำร้ายความสัมพันธ์ แต่ในวันที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยบทสนทนาเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรม และอำนาจ เด็กที่เติบโตในบ้านซึ่งไม่แตะต้องเรื่องเหล่านี้เลยจะได้รับกระทบกับอย่างไรบ้าง
“มันอาจจะเกิดจากความกังวลของผู้ใหญ่ แล้วก็เป็นความเชื่อโบราณ ว่าในบ้านไม่ควรคุยเรื่องการเมืองจริงจริง ไม่จำเป็นครับ เราสามารถทำเรื่องการเมืองให้ เป็นเรื่องธรรมดาในโต๊ะสนทนาได้
หลายคนกลัวกลัวว่าจะเสียความสัมพันธ์ แต่ถ้าเกิดคุณตั้งกฎกติที่ชัดเจนในเรื่องการพูดเรื่องการเมือง ผมว่ามันเป็นเรื่องที่พูดได้ ยกตัวอย่าง การไม่ด้อยค่ากัน เราไม่ด่าทอกัน อย่าเถียง ให้ฟังก่อน อย่าแทรกกัน เขาจะได้รู้สึกว่าถูกเคารพจากการพูดเรื่องการเมือง”
แล้วในทางกลับกัน หากบ้านนั้นพูดเรื่องการเมืองตลอดเวลา จะส่งผลกับเด็กอย่างไรบ้าง คุณหมอวรตม์ให้ความเห็นว่า
“ไม่มีสุดขั้วไหนที่มันดีหรอกครับ ไม่พูดเลย เด็กก็ไม่รู้จะทำตัวยังไงก็ไปพูดกับเพื่อนแทน ครอบครัวที่พูดทั้งวันมันก็น่าเบื่อ
บางทีบนโต๊ะอาหาร ถ้ารู้สึกว่าควรคุยเรื่องอื่นบ้างนะ สัพเพเหระบ้าง ก็จะทำให้มื้ออาหารนั้นมีความสุข ต่อให้ทั้งบ้านเชียร์ฝ่ายเดียวกันหมดก็ยังมีความเครียดได้ เช่น ทำไมฝั่งตรงข้ามถึงต้องเป็นแบบนี้นะ ทำไมคนที่ชุดความคิดไม่เหมือนฉันถึงเป็นแบบนี้
เพราะว่าถ้าพูดเรื่องการเมืองตลอดเวลา การเมืองมันมาสู้กับอารมณ์ มันก็จะคุกรุ่นในบ้านตลอดเวลา เปลี่ยนเรื่องอื่นบ้าง พ่อแม่ก็จะเป็นแบบอย่างว่าชีวิตเขาไม่ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ชีวิตเขายังต้องต้องเดินต่อ เขาก็รอที่จะใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่ในอนาคต”
สุดท้ายแล้ว วันหนึ่งข้างหน้า ลูกน้อยของเราในวันนี้ต้องเดินเข้าคูหา ทำหน้าที่พลเมืองในสังคม การเตรียมความพร้อมให้เขาตั้งแต่วันนี้ ไปตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย จะช่วยให้เขาหยัดยืนบนความคิดของตนเองได้