คลิปวิดีโอแจ็กแปปโฮ ขึ้นไปยืนเต้นอยู่บนหลังคารถในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น ท่ามกลางสายตานักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ จนนำมาสู่การเรียกร้องถึงหน่วยงานต่างๆ ให้ออกมาตรการห้ามอินฟลูฯ คนนี้เดินทางเข้าประเทศ
เรื่องราวและความเห็นทั้งหมดมีอะไรบ้าง The MATTER รวบรวมมาให้ทุกคนได้ติดตาม รวมถึงตั้งคำถามต่อไปพร้อมๆ กัน
- เรื่องมันเริ่มมาจากที่เฟซบุ๊กแจ็กแปปโฮ (จาตุรงค์ พาโพธิ์) อินฟลูฯ และยูทูบเบอร์สายตลก โพสต์คลิปวิดีโอเต้นอยู่บนหลังคารถ โดยที่ด้านหลังเป็นวิวร้านค้าสะดวกซื้อลอว์สันและภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นวิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว และเป็นพื้นที่ที่เคยมีประเด็นการนำรั้วมากั้นไม่ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป หลังนักท่องเที่ยวทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม
- ขณะที่วิดีโอนั้นถูกเผยแพร่ออกมาไม่นาน มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่แจ็กทำนั้นไม่เหมาะสม ขณะที่ตัวเขาเองก็ไล่ตอบความเห็นต่างๆ ในเชิงล้อเลียน เช่น “โมโหมากๆ ระวังน้ำตาลขึ้นนะครับ” หรือ “เขาจะรู้เหรอครับ ว่าผมเป็นคนไทย”
- ท่ามกลางสงครามโซเชียลที่เริ่มขึ้น นอกเหนือไปจากการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องมารยาทในที่สาธารณะ หลายคนมองว่าช่วงนี้ญี่ปุ่นกำลังประสบกับปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) การทำแบบนี้อาจส่งผลกระทบต่อนโยบายของทางการญี่ปุ่น ต่อการควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวไทย ขณะเดียวกัน ในตอนนี้กระแสการต่อต้านชาวต่างชาติของคนญี่ปุ่นก็กำลังเกิดขึ้นด้วย
- อินฟลูฯ บางคนก็เข้าไปแสดงความคิดเห็นในโพสต์นี้ด้วยเช่นกัน โดยหนึ่งในความเห็นที่เป็นที่พูดถึงคือ ‘พลอย’ (Pigkaploy) อินฟลูฯ สายท่องเที่ยว ที่เข้าไปแสดงความเห็นในเชิงว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวล้น จนคนท้องถิ่นเดือดร้อน หลายเมืองออกกฏเข้ม ทั้งปรับเงินหรือปิดเส้นทางเพราะพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว
“และที่น่าห่วงคือ พอมีคนเตือนเรื่องมารยาท พี่ดันโดนสวนกลับด้วยการล้อเลียน อยากให้พี่แค่เคารพพื้นที่คนอื่นเหมือนตอนที่เราอยากให้คนอื่นเคารพบ้านเรา แค่นี้ก็พอแล้วนะคะ เที่ยวให้สนุกได้ค่ะ แต่อย่างลืมว่าทุกการกระทำของเรา เท่ากับภาพลักษณ์ของคนไทยทั้งประเทศในสายตาคนนอก” พลอยเขียนบนโพสต์
- หลังจากนั้นไม่นาน ‘จริยา หรั่งวิรุฬ’ หรือ แตงโม ภรรยาของแจ็กแปปโฮ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “โพสนี้จะไม่ขอปกป้องใคร ขอปกป้องตัวเองกับลูก ครั้งนี้ห้ามแล้วค่ะ มันไม่ฟัง มีลูกแล้วแต่ไม่เคยมีสติ ไม่นึกถึงลูก ขอความกรุณาอย่าว่าโมกับลูกเลย รู้เรื่องค่ะ แต่คุมไม่ได้จริงๆ ยอมรับค่ะ บอกให้ลบคลิปก็ไม่ลบ ก็ตามภาพลักษณ์ของเค้าเองเลยค่ะ ในคลิปที่ยิ้มคือทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะโฟกัสลูกพึงเปลี่ยนเพิสเสร็จ ลูกก็จะวิ่งตามแต่พ่อมัน หลังจากนี้ก็คงยอมรับตามสภาพให้เป็นเรื่องหลังบ้านครอบครัวค่ะ” พร้อมกับติดแฮชแท็กว่า #ก็ถูกของทุกคนแหละค่ะมันอยู่ในจุดที่ใครเตือนไม่ได้
- จากโพสต์ดังกล่าวทำให้สังคมเริ่มตั้งข้อสังเกตถึงวลีที่ว่า ‘ใครเตือนไม่ได้’ แม้ว่าในคลิปวิดีโอจะเห็นว่าตัวภรรยาเองก็ทำท่าถือโทรศัพท์ถ่ายคลิปอินฟลูฯ รายนี้ด้วยเช่นกัน ประกอบกับการเริ่มขุดคุ้นวีรกรรมของอินฟลูฯ รายนี้ ซึ่งก็พบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อินฟลูฯ รายนี้มีพฤติกรรมในลักษณะนี้
ซึ่งเรื่องที่เป็นประเด็นดังในโซเชียลเกิดขึ้นในปี 2565 อินฟลูฯ รายนี้เคยขึ้นไปยืนบนโต๊ะโอมากาเสะ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงการไม่ให้เกียรติเชฟ และลูกค้าคนอื่นๆ รวมถึงความสะอาด สุขอนามัย นำมาสู่การลงคลิปขอโทษของอินฟลูฯ ว่า “จะระมัดระวังตัว และเป็นตัวอย่างที่ดีให้เยาวชน” จนในที่สุดผู้บริหารร้านได้ออกมาขอโทษลูกค้า และปิดร้านเพื่อเปลี่ยนโต๊ะบาร์ใหม่ทั้งหมด พร้อมกับวางกติกาไม่ให้ลูกค้าขึ้นไปยืนบนโต๊ะอย่างเด็ดขาด
- และด้วยคลิปวิดีโอดังกล่าว เพจ J-doradic ได้โพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ พร้อมกับแท็กสถานีตำรวจจังหวัดยามานาชิ โดยขอให้ตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายละเมิดความผิดฐานฝ่าฝืนข้อห้ามทำพฤติกรรมรบกวนในที่สาธารณะ โดยพื้นที่ดังกล่าวมีผู้คนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากทำให้มีความเสี่ยงอันตรายสูง
- ขณะที่ในวันเดียวกัน แจ็กแปปโฮโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ที่ผมไม่ลบโพส คือผมไม่ต้องการหนีปัญหา อย่างน้อยๆ นี่ก็เป็นการผิดพลาดเพื่อแก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่ลบเพื่อให้คนลืมไปว่าเราไม่ได้ทำ เราทำให้มันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ทำ ผมน้อมรับทุกคำด่า” ซึ่งก็มีทั้งเสียงวิจารณ์และกลุ่มแฟนคลับที่เข้าไปให้กำลังใจ ขณะที่ในเวลาต่อมา คลิปวิดีโอดังกล่าวก็หายไปจากเพจ
- วันนี้ (18 พฤศจิกายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพฤติกรรมของอินฟลูฯ รายนี้ว่า “สังคมญี่ปุ่นเราก็รู้ว่าสังคมเขาเป็นอย่างไร เป็นสังคมที่มีระเบียบ เพราะฉะนั้นก็ต้องระมัดระวัง การไปแสดงแบบนั้นมันก็กระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย และก็เราไม่อยากให้กระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย”
ขณะที่นักข่าวถามต่อถึงกรณีการเรียกร้องสถานทูตฯ ให้ถอดถอนหรือแบล็กลิสต์อินฟลูฯ รายนี้ สีหศักดิ์กล่าวว่า “น่าจะเป็นเรื่องของตัวเขาเอง และก็เข้าใจว่าทางการญี่ปุ่นอาจจะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมกำลังตั้งคำถามในเวลานี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างความตระหนักรู้เรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างในแต่ละประเทศแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรม ‘ใครก็เตือนไม่ได้’ ด้วยเช่นกัน