‘บังคับเกณฑ์ทหาร’ เปลี่ยนเป็น ‘ระบบสมัครใจ’ คือประเด็นที่ถูกพูดถึงและผลักดันในสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ล่าสุด 7 พฤษภาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง ‘พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. …’ โดยมีใจความสำคัญให้ปรับปรุงระบบรับราชการทหารจาก ‘บังคับเกณฑ์ ในยามปกติ’ ไปสู่ ‘ระบบสมัครใจ’ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
เนื่องจากประเทศไทยมีระบบเกณฑ์ทหารที่บังคับชายไทยบางส่วนเข้ารับราชการทหารในห้วงเวลาที่ไม่มีภัยสงคราม ซึ่งนำไปสู่การลิดรอนเสรีภาพในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพในระดับปัจเจกบุคคล และการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ในวัยทำงานออกจากระบบเศรษฐกิจในระดับประเทศ
และการเสนอ ‘ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร’ ไม่ได้หมายความว่าให้ประเทศไทยยกเลิกการมีทหารหรือกองทัพไปเสีย และยังคงมีระบบที่ให้บุคคลที่สมัครใจเข้ารับราชการทหารอยู่ พร้อมผลักดันการยกระดับคุณภาพชีวิตและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของทหารกองประจำการ เพื่อนำไปสู่จำนวนผู้สมัครใจที่สูงขึ้นอีกด้วย
โดยสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีดังนี้
📌ปรับปรุงให้การรับราชการทหารกองประจำการเป็นสิทธิของบุคคลที่มีสัญชาติไทย แทนหน้าที่ของชายที่มีสัญชาติไทย โดยชายไทยที่อายุย่างเข้า 18 ปี จะถูกบรรจุเป็นทหารกองเกิน ‘โดยอัตโนมัติ’ ตั้งแต่ 1 มกราคมของปีถัดไป (จากเดิมต้องไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินภายในพุทธศักราชนั้น)
📌จากที่กำหนดว่าผู้ที่ลงบัญชีทหารกองเกินให้ให้ถือว่าผู้นั้นมีภูมิลำเนาทหารอยู่ในท้องที่อำเภอที่ได้ลงบัญชีนั้น เปลี่ยนเป็น ‘ให้ถือเอาภูมิลำเนาทหารตามที่อยู่ทะเบียนบ้านของบุคคล’
📌ปรับปรุงการรับบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการ ‘ใช้วิธีรับสมัครและคัดเลือกจากผู้ที่ประสงค์เท่านั้น’ แทนการเรียกมาตรวจเลือก และจะมีระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารกองประจำการเกิน 5 ปีไม่ได้ และต้องคำนึงถึงโอกาสความก้าวหน้าทางอาชีพเพื่อเป็นข้าราชการทหารชั้นประทวนและสัญญาบัตร
📌กรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าประเทศอาจเผชิญสงครามในระยะเวลาอันใกล้ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกและตรวจเลือกคนเข้ากองประจำการ เพื่อให้ทหารกองเกินที่มีอายุ 18-30 ปี เข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารกองประจำการ ตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่ในกฎกระทรวง ซึ่งต้องไม่เกินคราวละ 1 ปี
📌ให้หลักสูตรการฝึกทหารเป็นไปตามคำสั่ง ระเบียบ หรือหลักสูตรสากลและกฎหมายทหารระหว่างประเทศ มีการส่งเสริมหลักการประชาธิปไตย และวิธีการฝึกมีการประกันความปลอดภัย สวัสดิภาพ สิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทหารกองประจำการทุกคน
📌บัญญัติห้ามบุคคลใช้ทหารกองประจำการทำงานในลักษณะที่เป็น ‘งานรับใช้ส่วนตัว’ และห้ามการละเมิดต่อร่างกายหรือจิตใจหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากมีการกระทำผิดต้องมีการสอบสวนโดยเร็ว ในกรณีข้าราชการให้ถือว่าผิดวินัยร้ายแรงและให้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
และให้การละเมิดฯ ข้างต้น เป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย
📌มีการกำหนดช่วงอายุหรือปรับปรุงระยะเวลาสำหรับทหารกองหนุนประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 โดยเงื่อนไขการปลดทหารเป็นประเภทที่ 1 หรือ 2 และระยะเวลาการปลดทหารกองหนุนประเภทที่ 2 กำหนดไว้คงเดิม
📌ในส่วนของบทกำหนดโทษได้เปลี่ยนระวางโทษทั้งหมดเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท ยกเว้นความผิดฐานทำร้ายตนเองเพื่อให้พ้นจากการรับราชการทหาร ไม่มีระวางโทษปรับ
ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอโดย เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และคณะ โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2569
👉สามารถอ่านรายละเอียดและร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ ผ่านเว็บไซต์
https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=561