กลายเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลัง Netflix ตกลงซื้อธุรกิจภาพยนตร์และสตรีมมิ่งของ Warner Bros ในราคา 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 2.6 ล้านล้านบาท)
คำถามที่เกิดขึ้นหลังจาก Netflix ประกาศดีลครั้งใหญ่นี้ ก็คงหนีไม่พ้น ที่มาที่ไปของดีลนี้เป็นอย่างไร? มีรายละเอียดอะไรบ้างที่เราต้องจับตามอง? และที่สำคัญ แล้วต่อจากนี้จะมีผลกระทบอะไรบ้าง?
ดีลนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
Warner Bros คือธุรกิจภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1923 โดยเป็นเจ้าของแฟรนไชส์มากมาย เช่น Harry Potter และ Game of Thrones รวมถึงบริการสตรีมมิ่งอย่าง HBO Max ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็น 1 ใน 5 สตูดิโอที่ใหญ่ที่สุดในฮอลลีวูดอีกด้วย
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอรี่ (Warner Bros Discovery) ประกาศว่าจะแยกธุรกิจออกเป็น บริษัท ได้แก่
- Streaming & Studios คือบริการสตรีมมิ่ง HBO Max และสตูดิโอ Warner Bros
- Discovery Global คือเครือข่ายโทรทัศน์อื่นๆ เช่น CNN, TNT Sports ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงช่อง Discovery และช่องฟรีทีวีในยุโรป
หลังจากที่ประกาศว่าจะแยกบริษัท ธุรกิจสื่อหลายแห่ง รวมถึง Netflix, Paramount และ Comcast ก็ต่างเสนอราคาเพื่อเข้าซื้อ ซึ่งสื่อต่างประเทศรายงานว่า Netflix ได้เสนอราคาสูงกว่าบริษัทอื่นๆ
เมื่อวันศุกร์ (5 ธันวาคม 2025) ที่ผ่านมา Netflix ประกาศว่า ได้ตกลงซื้อกิจการสตูดิโอภาพยนตร์และบริการสตรีมมิ่ง ของ Warner Bros Discovery โดยมูลค่ากิจการรวมประมาณ 8.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (มูลค่าหุ้น 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยคาดว่า การเข้าซื้อกิจการจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ปี 2026
คณะกรรมการบริหารของทั้งสองบริษัท ได้อนุมัติข้อตกลงนี้ด้วยมติเอกฉันท์ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังต้องได้รับการอนุมัติ จากหน่วยงานที่กำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเท็ด ซารันดอส (Ted Sarandos) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Netflix กล่าวว่าเขา “มั่นใจอย่างยิ่ง” ว่าจะได้รับการอนุมัติตามกฎระเบียบที่จำเป็น และกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้
“Warner Bros ได้กำหนดนิยามของความบันเทิงในศตวรรษที่ผ่านมา และเราจะร่วมกันกำหนดนิยามของศตวรรษถัดไป” ซารันดอสกล่าว
แล้วต่อจากนี้ จะเป็นอย่างไร?
เมื่อถามว่า ต่อจากนี้หน้าตาของบริการสตรีมมิ่งจะเปลี่ยนไปอย่างไร หากการรวมกิจการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เกร็ก ปีเตอร์ส (Greg Peters) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม กล่าวว่า Netflix เชื่อมั่นว่าแบรนด์ HBO ยังคงมีความสำคัญต่อผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม เขาเสริมว่า “เราคิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะลงรายละเอียดว่า เราจะปรับแต่งบริการนี้ให้เหมาะกับผู้บริโภคอย่างไร”
นอกจากนี้ Netflix ระบุว่า ภาพยนตร์ที่สร้างโดย Warner Bros จะยังคงฉายในโรงภาพยนตร์ต่อไป และสตูดิโอก็จะสามารถผลิตผลงาน ให้กับบุคคลที่สามได้เช่นเดิม ส่วน Netflix จะยังคงผลิตคอนเทนต์สำหรับแพลตฟอร์มของตัวเอง
ด้าน เดวิด ซาสลาฟ (David Zaslav) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Warner Bros กล่าวว่าข้อตกลงนี้คือการรวม “สองบริษัทการเล่าเรื่องราว ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” เข้าด้วยกัน
“การร่วมมือกับ Netflix จะทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้คนทั่วโลกจะยังคงเพลิดเพลินกับเรื่องราว ที่เข้าถึงจิตใจที่สุดไปอีกหลายชั่วอายุคน” ซาสลาฟระบุ
กระแสวิพากษ์วิจารณ์
ในวันเดียวกับที่ Netflix ประกาศการรวมบริษัท สมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา (Writers Guild of America หรือ WGA) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่า “การควบรวมกิจการครั้งนี้ต้องถูกขัดขวาง”
แถลงการณ์ระบุว่า “ผลลัพธ์จะทำให้ตำแหน่งงานลดลง ค่าจ้างลดลง เงื่อนไขการทำงานของแรงงานในวงการบันเทิงแย่ลง ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคจะสูงขึ้น รวมถึง ปริมาณและความหลากหลายของเนื้อหาสำหรับผู้ชมทุกคนจะลดลง”
ด้าน ทอม แฮร์ริงตัน (Tom Harrington) หัวหน้าฝ่ายโทรทัศน์ของ Enders Analysis กล่าวว่า “หากการควบรวมกิจการนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนทิศทางของฮอลลีวูด”
เขาระบุว่า มีแนวโน้มที่จะมีการ “ลดการผลิตรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ครั้งใหญ่” ซึ่งจะนำไปสู่การต่อต้านจากบางส่วนของฮอลลีวูดและสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้อง โดยสำหรับผลกระทบต่อผู้บริโภคนั้น แฮร์ริงตันมองว่า การควบรวมกิจการมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ค่าบริการที่สูงขึ้น
อ้างอิงจาก