จากกรณีเมื่อวันที่ 26 มกราคม กกต. ได้สั่งลบคลิป 3 คลิป ของช่อง ‘แม่แนน น้องสมาร์ท’ โดยให้เหตุผลว่ามีการสื่อสารเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับประชามติไม่ถูกต้อง พร้อมระบุว่าอาจเข้าข่ายการการกระทำความผิดตามมาตรา 77 (5) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ แห่งพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564
วันนี้ (28 มกราคม 2569) เวลา 11:00 น. iLaw และเครือข่ายภาคประชาชน เข้ายื่นหนังสือต่อเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอให้ทบทวนคำสั่งลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลงภาพ ข้อความ และวิดีโอในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ
ก่อนยื่นหนังสือได้มีการอ่านแถลงการณ์ โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw, ธนวรรธน์ สุวรรณปาล กลุ่มครูขอสอน และ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เนื้อความด้านในมีใจความว่า
จากกรณีที่ กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ให้ลบคลิปจากเพจเฟซบุ๊กตามที่กล่าวไว้ข้างต้น iLaw เห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งอาจเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอัน จึงขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการทบทวนคำสั่งลบคลิปดังกล่าวและปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติอย่างเคร่งครัด ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
พ.ร.บ.ประชามติฯ มิได้ให้อำนาจกกต. ในการสั่งให้ผู้เผยแพร่คลิปวิดีโอตามเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว
เนื่องจากมาตรา 16 วรรคสามของ พ.ร.บ. ประชามติได้ให้อำนาจ กกต. สั่งการต่อผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เท่านั้น ไม่ได้ให้อำนาจสั่งการส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์
ทั้งนี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยศูนย์บริหารการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ (E-War Room) เห็นว่าคลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่ในสื่อออนไลน์มีข้อความหรือถ้อยคำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ก็ต้องไปดำเนินการในทางอาญา เช่น ดำเนินการฟ้องร้องหรือแจ้งความ มิใช่ออกคำสั่งให้ลบคลิปวิดีโอดังกล่าว
นอกจากนี้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ยังให้อำนาจเฉพาะเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวในการดำเนินการลบข้อมูลที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องมีการปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก รมต.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยแสดงพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาล ก่อนจะมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลดังกล่าว
ดังนั้น หาก กกต. เห็นว่า การเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็ต้องไปดำเนินการตามกฎหมายข้างต้น หรือหากมีบุคคลซึ่งได้ถูกพาดพิงในคลิปดังกล่าว เห็นว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง บุคคลนั้นก็ย่อมสามารถใช้สิทธิดำเนินคดีทางอาญาได้เอง
คำสั่งลบคลิปนี้ มิได้ระบุหรืออธิบายเหตุผลไว้อย่างชัดเจนว่า ข้อความตามคลิปวิดีโอฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้อใด
คลิปวิดีโอดังกล่าวคล้ายกับการแสดงความคิดเห็นและให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวตามที่รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. ประชามติฯ รับรองไว้
แม้คลิปดังกล่าวจะมีถ้อยคำที่ไม่เป็นทางการ และใช้วาทศิลป์ในการล้อเลียน หรือสรุปใจความสำคัญตามความเข้าใจของผู้จัดทำ รวมถึงการกล่าวพาดพิงถึงบทบาทของ กกต. แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานขององค์กรอิสระภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ได้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
ดังนั้น หาก กกต. เห็นว่าข้อความดังกล่าวมีถ้อยคำเหมือนเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติ กกต. ก็ย่อมมีหน้าที่อธิบายต่อประชาชนว่าข้อความดังกล่าว มีส่วนใดบ้างที่เป็นเท็จ เป็นเท็จอย่างไร และเนื้อความที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้และความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติก่อนวันออกเสียง
ทั้งนี้ การใช้อำนาจออกคำสั่งลบคลิปโดยไม่มีคำอธิบายหรือเหตุผลรองรับ อาจก่อให้เกิดความหวาดกลัวในการรณรงค์และการแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นธรรมในการออกเสียงประชามติ
ปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติอยู่มาก แต่ไม่เห็นการดำเนินการใดๆ จาก กกต.
ปัจจุบัน มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติอยู่มาก เช่น การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติให้นักการเมืองที่ทุจริตมีโทษจำคุกหรือโทษประหารชีวิต ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบไม่มีอายุความ หรือการบัญญติไม่ให้นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างการโดยสารด้วยบัตรโดยสาร First-Class
นอกจากนั้น ยังมีนักการเมืองและบุคคลสาธารณะอีกหลายคนที่ใช้ข้อมูลเท็จในการหาเสียงเลือกตั้ง และรณรงค์เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เช่น การออกเสียงเห็นชอบประชามติเสมือนการตีเช็คเปล่า ให้นักการเมืองสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งยังไม่เห็นว่า กกต. จะดำเนินการกับการเผยแพร่และการแสดงความคิดเห็นโดยข้อมูลเท็จเหล่านี้
การที่ กกต. เลือกที่จะดำเนินการในคลิปวิดีโอดังกล่าวเพียงรายเดียว โดยเฉพาะกับคลิปที่มีการพาดพิงถึง แสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงนำมาสู่ความกังวลว่า การดำเนินการครั้งนี้ อาจส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในการสื่อสารให้ข้อมูลเรื่องประชามติรัฐธรรมนูญ และถูกตั้งข้อสงสัยว่าการใช้อำนาจครั้งนี้ เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนบุคคล หรือปกป้องชื่อเสียงของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้นหรือไม่
สุดท้ายนี้ ตัวแทนจาก iLaw และเครือข่ายจะเข้ายื่นหนังสือต่อศูนย์บริหารการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแจ้งเรื่องต่อ กกต. ต่อไป