“เราไม่ควรยอมให้การกระทําลักษณะนี้ของ กกต. เกิดขึ้นและดํารงอยู่ได้ หากเราไม่แก้ไข เสียงของเราก็แทบจะไม่มีพื้นที่ให้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน”
แม้เลือกตั้ง 2569 จะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ผลงานที่ผ่านมาของ กกต. ตั้งแต่ก่อนลงคะแนนเสียง วันที่ก้าวเท้าเข้าคูหา การนับคะแนนในแต่ละหน่วย จนถึงการรายงานผลเลือกตั้งที่ขัดข้องและล่าช้าในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ได้นำมาสู่ข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสและเป็นธรรมของการเลือกตั้งครั้งนี้
โดยเฉพาะเมื่อพบว่าบัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ด ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า สามารถสืบย้อนไปตัวตนของผู้ออกเสียงได้หากรวมกับต้นขั้ว และอาจทำลายหลักการเลือกตั้งโดยลับ จนนำไปสู่เสียงเรียกร้องจากหลายภาคส่วนให้มี กกต. แสดงความรับผิด
The MATTER พูดคุยกับ ‘หนูหริ่ง—สมบัติ บุญงามอนงค์’ หรือ ‘บก.ลายจุด’ ผู้อํานวยการมูลนิธิกระจกเงา ผู้สวมหมวกอีกใบเป็น ‘ม็อบดีไซเนอร์’ นักเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนประเด็นการเมืองมาอย่างยาวนาน เกี่ยวกับการทำงานของ กกต. ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง จนเขามองว่านี่เป็นการเลือกตั้งที่แย่ที่สุดในชีวิต

ภาพ สมบัติ บุญงามอนงค์ (Photographer: Channarong Aueudomchote)
เลือกตั้ง69 เหมือนหรือต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร?
สมบัติมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษกว่าครั้งอื่นๆ เพราะมีการทำประชามติเพิ่มเข้ามา ทำให้การรณรงค์ช่วงเลือกตั้งมี 2 ประเด็น ได้แก่ นโยบายของแต่ละพรรคการเมือง และการทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขาจึงไม่รู้ว่าจะโฟกัสเรื่องไหนเนื่องจากมีประเด็นที่ต้องศึกษาจำนวนมาก
ส่วนบรรยากาศของการจัดการเลือกตั้ง สมบัติเห็นว่าประชาชนหลายคนรู้สึกกังขาและตั้งข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและเป็นธรรมในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ในหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้
การสื่อสารและจัดการในสภาวะวิกฤตที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผ่านการแถลงหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในประเด็นต่างๆ กลับไปมา ไม่มีความชัดเจน ทั้งที่ กกต. เป็นหน่วยที่รับผิดชอบเพียงเรื่องเดียวคือ “จัดการเลือกตั้ง”
การซื้อสิทธิ-ขายเสียง อ้างอิงจากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งระบุว่ามีการเบิก “เงินสด” มากถึง 100-250 ล้านบาท ซึ่งบางรายขอแลกเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท หรือ 500 บาทเท่านั้น เหล่านี้ถือเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง
การทำงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ผู้ควรทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและนับคะแนนแต่ละหน่วยให้โปร่งใสที่สุด แต่ผลกลับออกมาว่ามีหลายหน่วยกีดกันการเฝ้านับคะแนนของประชาชน ขานคะแนนผิด ไม่แสดงบัตรเลือกตั้ง มุดกระดาษขีดคะแนน หรือบัตรเขย่ง ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อการอบรมและการประสานงานของ กกต.
การรายงานผลการเลือกตั้ง ซึ่งหากใครติดตามผลการเลือกตั้งในคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเห็นว่ามีช่วงเวลากว่า 1-2 ชั่วโมงที่เว็บไซต์ของ กกต. ไม่มีการอัปเดตคะแนน และใช้เวลากว่าสัปดาห์ถึงจะมีรายงานผลการนับคะแนนดังกล่าว

ภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างเล่มที่-เลขที่บัตรเลือกตั้งสีชมพูและบารโค้ด (cr.earthchie)
บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ซึ่งปรากฏอยู่ท้ายบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ซึ่งสามารถสืบถึงต้นขั้วและข้อมูลของผู้ออกเสียงได้ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ‘ไม่ลับ’ และมีความสุ่มเสี่ยงเป็น ‘โมฆะ’
“นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีในชีวิตผม อาจจะมีในช่วงปี 2500 แต่ว่าผมเกิดไม่ทัน แต่พูดได้เลยว่า ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่แย่ที่สุดในชีวิต” สมบัติ กล่าว
การเลือกตั้งควรเป็นไปโดยลับและโปร่งใส
หลักการเบื้องต้นของการเลือกตั้งควรตั้งอยู่บน ‘ความโปร่งใส’ ที่เปิดให้ประชาชนเห็นว่า กกต. กำลังอะไร และการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคมโดยรวม
“ผมคิดว่าในคะแนนเกี่ยวกับความโปร่งใส ผมให้ศูนย์ หาความโปร่งใสไม่เจอ ไม่มีองค์กรภายนอก ไม่มีสื่อภายนอกไปช่วยดูวิธีการทํางานภายใน กกต. เราแทบไม่เห็นบอร์ดกรรมการทั้ง 7 ท่านของ กกต. ออกมาแสดงบทบาท หรือการทําหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงการแก้วิกฤตการที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในเรื่องของความโปร่งใสเนี่ยคิดว่าไม่มี” สมบัติ กล่าว
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กกต. ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดยยืนยันว่า การเลือกตั้งดำเนินไปภายใต้หลักการ ออกเสียงโดยตรงและลับ ทุกขั้นตอนมีมาตรการทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ผู้เขียนจึงถามสมบัติว่าเขาคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้?
“ผมคิดว่า การมีรหัสอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในบัตรเลือกตั้งหรือต้นขั้ว มันทําลายความเป็น ‘ความลับ’ ไปแล้ว” สมบัติ ตอบ
แม้ กกต. จะอ้างว่าบัตรและต้นขั้วเหล่านี้ถูกแยกส่วนและจัดเก็บในที่ที่คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ แต่สมบัติอยากชวนมองตามมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าการเลือกตั้ง สส. ให้ใช้วิธีการออกเสียงโดยตรงและลับ ซึ่งการเป็นลับนี้ไม่ควรมีใครล่วงรู้ว่าประชาชนเลือกอะไร แม้แต่ กกต. เอง
“เราแทบไม่ต้องไปสนใจเรื่องที่จัดเก็บด้วยซ้ำไป แต่ถ้าสามารถเข้าถึงที่จัดเก็บบัตรได้อีก นี่จบเกมเลย”
“เอาจริงๆ ไม่ต้องเข้าถึงที่จัดเก็บบัตรของ กกต. ก็สามารถล่วงรู้การลงคะแนนของประชาชนได้แล้ว ถ้าเข้าใจหลักการนี้ตั้งแต่ต้นและมีการเก็บข้อมูลจํานวนหนึ่ง…ผมสามารถรู้ได้ตั้งแต่หน้าหน่วยเลย ว่าคนที่มาลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองไหน เลือก สส. คนไหน หากผมมีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอ” สมบัติ กล่าว

ภาพ กิจกรรมชุมนุมหน้าหอศิลปฯ BACC เมื่อ 14 ก.พ. 2569 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)
คิดอย่างไรกับคำอธิบายที่ว่า Barcode-QR Code เป็นมาตรการเพื่อความปลอดภัย?
สมบัติตั้งคำถามต่อคำอธิบายดังกล่าวใน 2 ประเด็น ดังนี้
ประการแรก คือ สามารถทํารหัสเหมือนกันเป็นเล่มๆ โดยไม่เจาะรายบุคคลได้หรือไม่ หรือทำเป็นเล่มล็อตแบบที่ กกต. แจ้งตอนต้น ก่อนถูกจับได้ว่าแต่ละใบมีรหัสเฉพาะบัตรซึ่งตรงกับต้นขั้ว
ประการที่ 2 คือ เห็นว่ามีการทำ QR Code ตั้งแต่บัตรเลือกตั้งในปี 2566 จึงอยากทราบว่าที่ผ่านมา กกต. เคยใช้ฟังก์ชันดังกล่าวในการตรวจสอบบัตรบ้างหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกรณีบัตรเขย่งซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในการเลือกตั้งที่ผ่านมาและการเลือกตั้งครั้งนี้
“การตรวจสอบบัตรเขย่ง ซึ่งมีตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว อยากรู้ว่า กกต. ได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้ไหมในการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร เพราะเราไม่เคยได้ยินเรื่องการตรวจสอบทุจริตโดยใช้ฟังก์ชันนี้จาก กกต. เลย” สมบัติ ตั้งคำถาม
บัตรเลือกตั้งที่สืบกลับไปหาต้นขั้วได้ มีความน่ากังวลอะไรบ้าง?
“อันดับแรก ก็จะทําให้การซื้อสิทธิ-ขายเสียงแข็งแรงมากขึ้น มีระบบตรวจสอบว่าถ้าซื้อเสียงแล้ว คนที่รับเงินไปจะกาให้เบอร์ของตัวเองหรือไม่ เพราะเขาสามารถตรวจสอบได้” สมบัติ ตอบ
เพราะหลักการลงคะแนนโดยลับทำให้การแจกเงินหรือซื้อสิทธิ-ขายเสียงมีประสิทธิภาพต่ำ เพราะประชาชนสามารถรับเงินโดยไม่จำเป็นต้องกาให้จริงๆ ดังนั้น หากมีบัตรเลือกตั้งที่สืบย้อนไปหาผู้ออกเสียงได้ ก็อาจทำให้เกิดระบบตรวจสอบขึ้นมา
การโหวตที่ตรวจสอบได้นี้ อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานของบางกลุ่ม เช่น ทหารในค่าย อัยการ ผู้พิพากษา ปลัดกระทรวง หรือข้าราชการต่างๆ ที่อาจถูกฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายบริหารตรวจสอบทัศนคติทางการเมืองว่าเอนเอียงไปที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรือไม่ แล้วอาจทำให้หลายๆ คนไม่กล้าออกไปใช้สิทธิของตัวเองอีกเลย

ภาพ การจงใจแบ่งเขตเลือกตั้งให้บางพรรคการเมืองได้เปรียบในการเลือกตั้งหรือ Gerrymandering (cr. thehumangeoguy.com)
ความน่ากังวลสุดท้าย คือ หากมีผู้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้และนำบัตรเลือกตั้งมาจัดทำเป็น Big Data ก็อาจส่งผลต่อความได้เปรียบ-เสียเปรียบของพรรคการเมืองในการกำหนดยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง หรือการแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อให้ผู้สมัครบางคนหรือบางพรรคได้ประโยชน์ เพราะรู้ว่าแต่ละพื้นที่มีแนวโน้มในการออกเสียงอย่างไร
เมื่อประชาชนเกิดวิกฤตศรัทธาต่อ กกต.
“นี่เป็นวิกฤตศรัทธานะ ผมว่าแบรนด์ของ กกต. ตอนนี้ น่าจะเรียกว่า ‘เน่า’ คืออยู่ในภาวะที่จริงๆ ต้องเจ๊งเลย เพราะมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถทําหน้าที่หลักตามอุดมการณ์ขององค์กรนี้ต่อไปได้” สมบัติ กล่าว
ม็อบดีไซเนอร์คนนี้ อธิบายว่า เพราะ กกต. ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริต ยุติธรรม และโปร่งใสได้ แถมยังทําลายกระบวนการการเลือกตั้งทั้งที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง เหล่านี้สร้างความเสียหายต่อองค์กรอย่างมาก
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ และอาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ อย่าง กกต. เองต้องถูกดำเนินคดีถึงขั้นติดคุก ซึ่งสมบัติมองว่านี่เป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของ กกต. ตั้งแต่เคยมีมา
แล้ว กกต. ชุดนี้ควรแสดงความรับผิดชอบอย่างไร? เพื่อกู้ความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งไทยกลับมา
สมบัติเสนอว่า หาก กกต. ไม่ได้มีเจตนาทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ผิดไปจากหลักการที่ควรจะเป็น สิ่งที่ กกต. ควรทำขณะนี้ คือ การเปิดข้อมูลให้เกิดความโปร่งใส หรือมีเวทีไต่สวนสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนหรือสื่อมวลชนได้มีส่วนร่วมในการตั้งคําถามต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

ภาพ กิจกรรมชุมนุมหน้าหอศิลปฯ BACC เมื่อ 14 ก.พ. 2569 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)
“แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก่อนหน้านี้ แต่หาก กกต. เปิดทุกอย่างแบบ 360 องศา ตอบคําถามสังคมอย่างตรงไปตรงมา แม้สุดท้ายจะยังเหลือความไม่เข้าใจอยู่จํานวนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าการทำแบบนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจ แล้วความเข้าใจนั้นอาจจะนําไปสู่การให้โอกาส แต่ก็ต้องมีการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดด้วย” สมบัติ อธิบาย
ทั้งนี้ หาก กกต. มีเจตนาทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ผิดเพี้ยนไปจากหลักความเป็นธรรมและความเป็นจริง สมบัติมองว่า “ไม่มีทางที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับมาได้ ต้องกวาดล้างคณะผู้บริหารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออก” แล้วดำเนินการสรรหาโดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้องค์กรมีความโปร่งใสมากขึ้น
หากเป็นเลขาธิการ กกต. วันนี้ จะจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างไร?
“ผมคิดว่าต้องเล่าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังที่คนมองไม่เห็น” สมบัติ ตอบ
เริ่มจากเรื่องการทำงานของ กปน. ที่มีปัญหาหลายหน่วยตามที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งประชาชนหลายคนสงสัยว่าข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ถูกดำเนินการอย่างไรต่อ มีการแจ้งความ สอบสวน หรือแก้ไขใดๆ หรือไม่
ถัดมา คือ ระบบการทำงานของ War Room ซึ่งเป็นผู้รวบรวมคะแนนที่ถูกส่งมาจากแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ควรเปิดว่ามีระบบการทำงานอย่างไร แล้วทำไมการรายงานผลคะแนนในคืนวันที่ 8 ถึงหยุดชะงักอยู่หลายชั่วโมง ทำไมจำนวนผู้ใช้สิทธิและผลคะแนนถึงขยับขึ้นลงไปมา รวมถึงการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ค้างอยู่ 94% เป็นสัปดาห์ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับอีก 6% ที่เหลือ
“รูปธรรมจริงๆ คืออะไร เมื่อตรวจสอบความผิดพลาดของคะแนนหรือมีความไม่ปกติในแต่ละหน่วยหรือเขต คุณค้นพบอะไรบ้าง มีการโกง มีความผิด ต้องบอกออกมาให้หมด พร้อมเปิดให้ประชาชนตั้งคําถามเพื่อชี้แจงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมคิดว่าคงทําแบบนั้น” สมบัติ ระบุ
แล้วคิดว่า กกต. ติดค้างคำขอโทษต่อประชาชนทั้งประเทศไหม?
“ติดค้าง เพราะไปแจ้งความประชาชน กินภาษีแต่ว่าไม่ทําหน้าที่ให้เต็มที่ แถมยังพาการเลือกตั้งที่ใช้งบประมาณหลายพันล้าน ไปสู่ความสุ่มเสี่ยงที่จะต้องมีการใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทําให้ประชาชนเสียเวลาและเสียความรู้สึก แล้วก็เสียศรัทธาต่อกระบวนการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการสําคัญอันหนึ่งในระบบประชาธิปไตย” สมบัติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สมบัติมองว่าแค่คำขอโทษคงไม่พอ แต่ กกต. ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการ ‘ลาออก’ และรับผลหากมีการดำเนินคดีเกิดขึ้น
สุดท้ายแล้วอยากให้ประเด็นนี้จบลงทางไหน?
“ผมคิดว่าต้องจัดเลือกตั้งใหม่” สมบัติ ตอบ
ด้วยเหตุผลว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้การออกเสียงครั้งนี้ไม่เป็นลับอีกต่อไป การเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงควรเป็นโมฆะ
อย่างไรก็ตาม สมบัติระบุว่าเขาไม่สามารถอ่านใจศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมองเรื่องนี้อย่างไร แต่โดยสามัญสำนึกแล้ว หลายคนก็เห็นตรงกันว่าการทำงานของ กกต. รอบนี้เข้าข่ายล้มเหลว และควรมีการเลือกตั้งใหม่

ภาพ สมบัติ บุญงามอนงค์ (Photographer: Channarong Aueudomchote)
ฝากถึงประชาชน ทำไมการออกมาเรียกร้องหรือจับตาการเลือกตั้งจึงสำคัญ?
“ผมเห็นว่าประชาชนควรติดตามขบวนการการเลือกตั้งทั้งหมด” สมบัติ ตอบ
เพราะในระบบประชาธิปไตย อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดเป็นของประชาชน ซึ่งประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ผ่านระบบรัฐสภา และการได้มาซึ่งผู้แทนราษฎรก็มาจากประชาชนที่เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยออกไปใช้เสียงของตัวเอง ว่าจะให้ใครเป็นผู้แทนราษฎรเข้าไปทําหน้าที่
“แน่นอนว่าผมไม่เชื่อเรื่อง ‘ประชาธิปไตย 4 วินาที’ เพราะผมรู้ว่ากว่าประชาชนจะออกไปโหวต พวกเราใช้เวลาและพลังงานมหาศาลไปกับการติดตามข้อเสนอและพฤติกรรม รวมถึงประวัติความเป็นมาของพรรคการเมืองและผู้สมัครแต่ละคน…แต่กลับปรากฏว่าคะแนนที่โหวตไป ไม่เป็นไปตามเจตจํานงของประชาชน” สมบัติ กล่าว
‘ประชาธิปไตย 4 วินาที’ เป็นวลีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการเมืองไทย เริ่มจากวิกฤตการเมืองช่วงปี 2548 ซึ่งถูกหยิบมาใช้อธิบายความไม่เชื่อมั่นหรือศรัทธาต่อการเลือกตั้ง ในแง่ที่ว่าประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยมีโอกาสใช้อำนาจของตนเพียงชั่วขณะที่เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้งเท่านั้น เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลงประชาชนก็หาได้มีโอกาสเข้าถึงและใช้อำนาจนั้นได้โดยตรงอีกต่อไป
“ผมคิดว่า เราไม่ควรยอมให้การกระทําลักษณะนี้ (ของ กกต.) เกิดขึ้นและดํารงอยู่ได้ ทั้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและจะเกิดขึ้นในอนาคต หากเราไม่แก้ไขตรงนี้ เสียงของเรานี้ก็แทบจะไม่มีพื้นที่ให้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ผมจึงคิดว่าการที่ประชาชนติดตามการทํางานของ กกต. ในเวลานี้จึงถูกต้อง” สมบัติ อธิบาย
ดังนั้น ประชาชนทุกคนจึงควรร่วมจับตา ติดตาม และส่งเสียงกันต่อไป เพื่อให้ระบบการเลือกตั้งซึ่งเป็นพื้นที่สะท้อนเสียงของประชาชนนี้ มีความสุจริต ยุติธรรม และโปร่งใส เพื่อให้ผู้แทนราษฎรมาจากเสียงของราษฎร เข้าไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อราษฎรอย่างแท้จริง