เมื่อวาน (4 มีนาคม 2569) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ร่วมกับ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และคณะ จัดกิจกรรมสาธิตการเลือกตั้งจำลอง ณ บริเวณห้องรับรองสมาชิกวุฒิสภา ชั้น 2 อาคารรัฐสภา
โดยมีรูปแบบของกิจกรรม คือ เปิดให้อาสาสมัคร 10 คน เข้าคูหาเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยวที่ชื่นชอบผ่านบัตรเลือกตั้งจำลองสีชมพูที่มีบาร์โค้ดท้ายบัตร โดยมีนักสืบทั้งหมด 5 ทีม เป็นทั้งนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป คอยจับตาการลงคะแนนทุกขั้นตอน แล้วสืบว่าอาสาสมัครแต่ละคนลงเสียงเลือกเมนูใด
กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อศึกษาความเสี่ยงและพิสูจน์ข้อสงสัยจากกรณีบัตรเลือกตั้งสีชมพู (บัญชีรายชื่อ) มีบาร์โค้ดที่สแกนพบเลขที่บัตรแต่ละใบที่สืบย้อนต้นขั้วได้ว่าผู้ออกเสียงอย่างไร ซึ่งผลการจำลองออกมาว่า นักสืบสามารถสืบย้อนการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิได้จริงๆ ผ่านการสังเกตการณ์จากหน้าคูหา โดยไม่จำเป็นต้องใช้ต้นขั้วหรือบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งประกอบอย่างที่ กกต. เคยอธิบายไว้
หลังจบกิจกรรม The MATTER ได้พูดคุยกับผู้จัดงาน และหนึ่งในทีมนักสืบถึงข้อสังเกตที่พวกเขาค้นพบจากการทำกิจกรรมครั้งนี้
กิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ภาพ สมชัย ศรีสุทธิยากร
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เล่าว่าการผลักดันประเด็นบัตรเลือกตั้งและบาร์โค้ดมาจาก “ความไม่รู้และความสงสัย” เพราะตอนตอนแรกไม่มีใครรู้ว่าบัตรเลือกตั้งจะมีบาร์โค้ดหรือ QR Code ระบุไว้ จนมีคนสังเกตเห็นและตั้งคำถามว่า “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพูคืออะไร? มีไว้ทำไม?”
เมื่อลองสแกนก็พบว่าบัตรแต่ละใบจะมีรหัสเฉพาะ (Unique Number) 9 หลัก ซึ่งตรงกับต้นขั้วบัตรที่ระบุเลขที่บัตรไว้ จึงเกิดการตั้งข้อสงสัยว่า เราสามารถสแกนบาร์โค้ดแล้วสืบกลับเพื่อดูว่าผู้ใช้สิทธิแต่ละคนออกเสียงอะไรไว้ได้หรือไม่?
ซึ่งทาง กกต. ได้ออกมาแถลงต่อสื่อมวลชนและประชาชนว่า บาร์โค้ดดังกล่าวแสดงเลขที่บัตรที่ตรงกับต้นขั้วจริง แต่การสืบย้อนเพื่อดูว่าใครออกเสียงอะไรเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากต้องใช้ทั้งบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งประกอบกัน ซึ่งปัจจุบันเอกสารเหล่านี้ถูกจัดเก็บไว้แยกกัน
สมชัยมองคำว่า “ยากมาก” ที่ กกต. ระบุ แปลว่า “ยังพอทําได้” การออกมาแถลงแบบนี้อาจช่วยให้ประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกวางใจว่าการสืบย้อนต้นขั้วไม่ได้ง่ายขนาดนั้น แต่อีกส่วนก็ยังรู้สึกคาใจและตั้งสถานการณ์จำลองในหัวว่า
“อาจไม่มีความจําเป็นที่จะต้องใช้เอกสาร 3 อย่างตามที่ กกต. ระบุ ถ้าเรารู้ลําดับการเข้าคูหาของแต่ละคนในแต่ละหน่วย แล้วสามารถหาช่วงสแกนบาร์โค้ด แล้วหาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเลขที่บัตรได้ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถล่วงรู้ว่าใครเลือกใคร”
“วิธีการคิดแบบนี้เป็นเพียงการสันนิษฐานซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ พอพูดไปบางครั้งอาจจะดูไม่มีน้ําหนัก บางคนก็ตั้งคำถามว่านี่คิดไปเองหรือเปล่า จะมีใครทําอะไรทํานองนี้ ดังนั้น เราจึงอยากทําให้เห็นว่า ถ้าเราทําบัตรเลือกตั้งที่คล้ายกับของ กกต. คือมีตัวเลือก มีบาร์โค้ดบนบัตร ให้คนมาลงคะแนนเสียง แล้วก็มีนักสืบคอยสังเกตเพื่อหาข้อมูลว่าใครเลือกอะไร” สมชัย กล่าว
ทีมนักสืบมาจากไหน?

ภาพ บัตรเลือกตั้งจำลอง
บัตรจำลองเลือกตั้งครั้งนี้ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายกับบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ผ่านเมนูก๋วยเตี๋ยว 6 เมนู และมีบาร์โค้ดด้านล่าง แต่ไม่สนใจต้นขั้วและหมายเลขบัตรประจำต้นขั้ว เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานว่าหากมีการเตรียมการดีพอ แค่สแกนบัตรเลือกตั้งก็สามารถสืบย้อนหาผู้ลงคะแนนได้แล้ว
กิจกรรมนี้มีทีมอาสาสมัครในฐานะผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 5 ทีม ในการร่วมพิสูจน์ว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้นสามารถสืบหาตัวคนโหวตได้จริงหรือไม่ โดยมี 1 ทีมเป็นนักเรียนมัธยมปลาย 2 ทีมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย และอีก 2 ทีมเป็นประชาชนทั่วไปที่เจอกันหน้างานแล้วคณะผู้จัดกิจกรรมเข้าไปชวนว่าอยากมาร่วมเป็นนักสืบหรือไม่
“ใน 5 ทีมนี้ เราไม่ได้บอกเขาว่าวิธีการสืบควรเป็นอย่างไร เราเล่าขั้นตอนเพียงแต่ว่า จะมีคนเข้าไปใช้สิทธิ 10 คน คุณต้องเก็บข้อมูลให้มากที่สุด ก่อนช่วงสุดท้ายจะมีการนับคะแนน คุณลองทายว่า 10 คนนี้ เขาเลือกเมนูอะไรบ้าง” สมชัย ระบุ
เมื่อการเลือกตั้งจำลองดำเนินไปจนถึงช่วงการนับคะแนน พบว่ามี 3 ทีมที่ทายถูกต้องทั้งหมด คือ ทีมของนักศึกษา 2 ทีม และประชาชนทั่วไป 1 ทีม โดยหนึ่งในทีมที่ทายถูกทั้งหมด อธิบายว่า พวกเขาใช้วิธีถ่ายภาพนิ่งบาร์โค้ดและใช้แอปพลิเคชั่นไลน์สแกนตัวบัตรเต็มๆ ได้ทั้งหมดทั้ง 10 คน
“จากการสัมภาษณ์ทีมนักสืบพบว่า แต่ละทีมมีวิธีการที่แตกต่างกัน แต่ท้ายสุดก็ได้คําตอบออกมาว่ามีถึง 3 ทีมที่ตอบถูก 100% โดยทีมประชาชนอีกทีมตอบถูก 90% ส่วนทีมของนักเรียนมัธยมซึ่งใช้วิธีการบันทึกวิดีโอขณะนับคะแนน ทำให้เขาพบความลําบากในการถอดเทป และภาพบาร์โค้ดไม่ค่อยชัด จึงต้องใช้วิธีการเดาเล็กน้อยแต่ก็ตอบถูกถึง 40%” สมชัย อธิบาย
รู้จักหนึ่งในทีมนักสืบ

ภาพ คุน (ซ้าย) และ พัด (ขวา) ทีมนักเรียนมัธยมปลายจากโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย
The MATTER ได้พูดคุยกับทีมนักสืบที่อายุน้อยที่สุดในกิจกรรมครั้งนี้ คือ ทีมนักเรียนมัธยมปลายจากโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย ซึ่งมี คุน อายุ 16 ปี และ พัด อายุ 19 ปี
พวกเขารู้จักกิจกรรมนี้ผ่านสภานักเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 ที่ส่งข้อความจากเฟซบุ๊กเพจปั่นไปไหน ของ สมชัย ศรีสุทธิยากร ซึ่งระบุว่า “เปิดรับทีมประชาชน ถอดรหัสคดีปริศนาบัตรมรณะ” สำหรับการเลือกตั้งจำลองครั้งนี้
เนื่องจากพัดและคุนศึกษาในแผนการเรียนแผนภาษาอังกฤษ-สังคมของโรงเรียน ซึ่งเทอมหน้าคุนจะมีเรียนวิชาการเมืองและการปกครองในภาคเรียนถัดไป ส่วนพัดเป็นคนที่ติดตามการเมืองอยู่แล้ว พวกเขาจึงรู้สึกว่ากิจกรรมนี้น่าสนใจ จึงสมัครมาร่วมกิจกรรม
โดยวิธีการที่พัดและคุนใช้คือ การตั้งกล้องถ่ายวิดีโอขณะที่ผู้ลงคะแนนเดินเข้าคูหาและตอนนับคะแนน แต่ประสบปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย เนื่องจากเห็นบาร์โค้ดไม่ค่อยชัด จึงตอบถูกเพียง 40%
กิจกรรมนี้สะท้อนความเสี่ยงจากบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอย่างไร
“สําหรับผม คิดว่าสามารถทำให้สืบเสาะหาตัวบุคคลได้ อย่างเช่นกรณีที่ถ้าผมไปซื้อเสียงกับประชาชนคนหนึ่งแล้ว ผมก็จะสามารถติดตามกลับมาได้ด้วยว่า คนนี้ได้กาให้เราหรือเปล่า ประมาณนี้” พัด กล่าว
ส่วนสมชัยกล่าวว่า กิจกรรมนี้ค่อนข้างตอบสันนิษฐานที่ตั้งไว้ และแสดงให้เห็นว่าการสืบย้อนหาผู้ออกเสียงสามารถทำได้ง่ายมากๆ หากมีการเตรียมตัวและวางแผนอย่างดี เพียงสังเกตลำดับการเข้าคูหาและหาจุดเริ่มต้นของบัตรเลือกตั้งแต่ละใบ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยต้นขั้วหรือบัญชีรายชื่อประกอบด้วยซ้ำ
“กิจกรรมวันนี้เป็นการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานภายใต้แรงกดดัน เพราะถ้าสังเกตดูจะเห็นว่านักสืบแต่ละคนไม่มีสมาธินะครับ ขนาดมีผู้สื่อข่าวรุมถ่ายภาพต่างๆ แต่พวกเขาก็ยังสามารถหาคำตอบได้ถูกต้อง” สมชัย กล่าว

ภาพ นรเศรษฐ์ ปรัชญากร
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา อธิบายว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยไม่ได้ตั้งธงว่าใครถูกหรือผิด เพียงต้องการพิสูจน์ความเสี่ยงของบัตรเลือกตั้งว่า ถ้ามีบาร์โค้ดและมีคนที่ตั้งใจมาถอดรหัสจริงๆ ว่าใครเลือกอะไร จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และแม่นยําจริงหรือไม่
กิจกรรมนี้จึงเป็นการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะมีการจัดทำรายงานความเสี่ยงและข้อเสนอแนะต่อไปว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ควรมีบาร์โค้ดแล้วหรือไม่ หรือหาก กกต. ยืนยันว่าจำเป็นต้องมีบาร์โค้ดเพื่อความปลอดภัย ก็ต้องหาวิธีการใช้เพื่อไม่ให้สืบย้อนไปถึงการออกเสียงของประชาชน
เมื่อผลการจัดกิจกรรมออกมาว่า นักสืบสามารถสืบย้อนการออกเสียงของประชาชนได้จริงๆ จะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือ กกต. อย่างไร?
นรเศรษฐ์ตอบว่า กระบวนการวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนเองในฐานะวุฒิสภาไม่มีสิทธิไปแทรกแซงหรือคาดเดาผล แต่จะมีการจัดทำรายงานเสนอต่อ กกต. ตามที่ระบุข้างต้น
“หาก กกต. เห็นว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดมีความเสี่ยง ก็อาจจะไม่เป็นการดี ถ้าการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ใกล้ที่สุดก็คือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ผมก็คิดว่าไม่ควรมีบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งแล้ว นี่คือความตั้งใจที่อยากให้พิสูจน์ความเสี่ยงให้ชัด แล้วก็ให้เห็นปัญหาจากบาร์โค้ด ถ้า กกต. เห็นไปในแนวทางเดียวกัน ก็อยากฝากพิจารณาถึงบัตรเลือกตั้งครั้งถัดๆ ไปด้วยเท่านั้นเอง” นรเศรษฐ์ กล่าว