การเลือกตั้งที่ผ่านมา เราต่างเห็นปัญหาการจัดการเลือกตั้งโดย กกต. หนึ่งในประเด็นที่ใครต่างจับตามองคือปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีมชมพู (บัญชีรายชื่อ) ซึ่งสามารถสแกนรหัส ‘เลขที่บัตร’ ที่ตรงกับต้นขั้วได้ ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สุ่มเสี่ยงเป็นโมฆะเพราะอาจทำลายหลักการเลือกตั้งโดยลับ
กรณีดังกล่าวทำให้การออกเสียงลงคะแนนใหม่ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร มีประชาชนและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งไปสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงของบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพูและเลขที่บัตรบนต้นขั้ว ซึ่งพบว่า “ไม่มีหมายเลขที่ต้นขั้ว” แล้ว
จากนั้น กกต. ได้มอบหมายให้ ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการฯ กกต. เข้าแจ้งความกองปราบปราบ ต่อกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด บนบัตรเลือกต้้งทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด
เมื่อวาน (26 กุมภาพันธ์) มีรายงานว่า นักการเมือง ประชาชน และสื่อมวลชน ที่ไปร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งในวันดังกล่าว ถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี รวม 6 คน ได้แก่
- ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม
- ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี Blockchain
- ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black
- สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง
- พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน
- ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสื่อ Spacebar
การแจ้งความดำเนินคดีครั้งนี้ กกต. ได้ระบุข้อกล่าวหาครอบคลุมความผิดหลายฐาน ดังนี้
📌พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมิให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
📌ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
📌ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ความผิดฐานเป็น ‘อั้งยี่’ หรือเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
📌ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 ฐานเปิดผนึกหรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นเพื่อล่วงรู้ข้อความอันน่าจะเกิดความเสียหาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
📌พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ฐานนำเข้าหรือส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ตั้งข้อสังเกตผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เนื่องจากเดิมไม่มีกฎหมายใดห้ามถ่ายบัตรเลือกตั้งของคนอื่น (มีเพียงกรณีผู้ออกเสียงถ่ายรูปบัตรที่ตนลงคะแนนหรือนำมาแสดงต่อผู้อื่น) ทำให้ กกต. ไม่สามารถหาข้อกฎหมายมาห้ามประชาชนถ่ายรูปหรือสังเกตการณ์ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งได้
จึงนำไปสู่การแจ้งความด้วยมาตรา 116 ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น ที่ระบุว่า “ผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด…” จึงอาจอนุมานได้ว่า กกต. แจ้งความประชาชนจากฐาน “การพูด” หรือเผยแพร่เรื่องบาร์โค้ด มากกว่าจากการถ่ายภาพ เพราะผู้ถูกดำเนินคดีเหล่านี้ต่างเป็นกลุ่มคนที่ออกมาพูดและอธิบายเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทั้งนั้น
เมื่อวานนี้ วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกฎหมาย และทีมทนายความพรรคประชาชน ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดี กับ กกต.
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 การละเว้นกระทำการหรือกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่, พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ประกอบมาตรา 164 ทำเครื่องหมายอันเป็นที่สังเกตได้ลงบนบัตรเลือกตั้ง
ซึ่งตอนนี้ได้มีการลงเลขรับคดีไว้แล้ว ต้องรอฟังคำสั่งว่าจะมีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง หรือจะมีคำสั่งให้รับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง ภายใน 30 วัน หากมีการรับฟ้องก็ต้องมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อไป ซึ่งน่าจะมีการนัดภายใน 45-60 วัน นับจากวันที่ 24 มีนาคม 2569
และเมื่อเกิดกรณีที่ กกต. ดำเนินคดีกับประชาชนตามที่กล่าวข้างต้น พรรคประชาชนจะนำการกระทำนี้ของของ กกต. ไปแก้ฟ้องเพิ่มเติมภายใน 15 วัน เพื่อใส่เข้าไปเพิ่มเติมว่าการกระทำแบบนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเสี่ยงต่อความผิดมาตรา 157 เพราะ กกต. มีสิทธิที่จะสามารถใช้ดุลพินิจในการฟ้องร้องบุคคลใดหรือไม่ก็ได้ โดยต้องประเมินว่าการฟ้องคดีนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่