เคยได้ยินชื่อ ‘ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก (Doomsday Glacier)’ กันบ้างไหม?
ชื่อเล่นดังกล่าวเป็นคำเรียกของ ‘ธารน้ำแข็งทเวทส์ (Thwaites Glacier)’ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือทะเลอามุนด์เซน (Amundsen Sea) ในทวีปแอนตาร์กติกา มีขนาดพอๆ กับประเทศอังกฤษหรือรัฐฟลอริดาของอเมริกา โดยน้ำแข็งบนธารน้ำแข็งนี้มีความหนาในบางจุดถึง 2,000 เมตร
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลคือ พื้นที่ส่วนใหญ่ของธารน้ำแข็งทเวทส์อาจหายไปภายในศตวรรษที่ 23 และหากธารน้ำแข็งนี้ละลายหรือพังทลายลง ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกจะสูงขึ้นมากกว่า 65 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้เมืองชายฝั่งทั่วโลกจมอยู่ใต้น้ำ และทำให้ผู้คนหลายร้อยล้านคนต้องอพยพ จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ ‘ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก’
ปัจจุบัน ธารน้ำแข็งทเวทส์กำลังละลายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลกร้อนขึ้น–ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า ธารน้ำแข็งนี้อาจสูญเสียน้ำแข็งประมาณ 50 พันล้านตันในทุกๆ ปี ซึ่งมีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 4%
ล่าสุด (29 มกราคม) ทีมนักวิจัยจากอังกฤษ (British Antarctic Survey หรือ BAS) และเกาหลีใต้ (Korea Polar Research Institute หรือ KOPRI) ได้เดินทางไปถึงส่วนที่เข้าถึงยากที่สุดของธารน้ำแข็งทเวทส์ ในทวีปแอนตาร์กติกา หลังจากเดินทางมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และรออีก 17 วันเพื่อให้สภาพอากาศเหมาะสมสำหรับการทำงาน
สำหรับสาเหตุที่นักวิจัยกลุ่มนี้ต้องเดินทางไปยังธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก ก็เพราะว่า ขณะนี้โลกเรายังมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการที่ทำให้ธารน้ำแข็งนี้เกิดการ “ละลายจากใต้แผ่นน้ำแข็ง” น้อยมาก
หลายคนเรียกกระบวนการดังกล่าวว่า ‘สึนามิใต้น้ำ (underwater tsunami)’ ที่อาจมีขนาดตั้งแต่ 10 เมตรไปจนถึงหลายร้อยเมตร โดยเกิดจากการที่ ‘น้ำทะเลอุ่น’ ไหลผ่านใต้ธารน้ำแข็ง และละลายน้ำแข็งจากด้านล่าง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครเจาะธารน้ำแข็งทเวทส์ด้วยน้ำร้อน เพื่อศึกษากระบวนการสึนามิใต้น้ำ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเคลื่อนที่เร็วและมีรอยแตกหลายจุด ทำให้การวิจัยที่นี่เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
แต่ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้จะใช้น้ำร้อนอุณหภูมิกว่า 90 องศาเซลเซียส เจาะด้วยแรงดันสูงผ่านท่อ ลงไปในชั้นน้ำแข็งราว 1 เมตรลง และติดตั้งอุปกรณ์ที่จะส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์จากจุดสำคัญของธารน้ำแข็งทเวทส์กลับมา
“เราต้องเข้าใจเรื่องนี้ เพื่อที่จะคาดการณ์การละลายของน้ำแข็งในทะเลได้ดียิ่งขึ้น” ดร.อเล็กซ์ เบราร์ลีย์ (Alex Brearley) นักสมุทรศาสตร์จาก BAS กล่าวกับสื่อ
เขาเล่าอีกว่านี่จะเป็น “เป็นครั้งแรก” ที่นักวิทยาศาสตร์จะได้ “เฝ้าดูแบบเรียลไทม์ว่าน้ำทะเลอุ่น กำลังทำอะไรกับน้ำแข็งที่อยู่ลึก 1,000 เมตรใต้ผิวน้ำ” ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่า ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นเร็วแค่ไหน
เมื่อเจาะเสร็จแล้ว ทีมนักวิจัยจะหย่อนเครื่องมือลงไปในรู เพื่อเก็บข้อมูลอุณหภูมิและกระแสน้ำในมหาสมุทรของบริเวณดังกล่าว ในระยะยาวเป็นครั้งแรก เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ธารน้ำแข็งทเวทส์ในอดีต และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
“นี่เป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง” ด้าน ดร.ปีเตอร์ เดวิส (Peter Davis) นักสมุทรศาสตร์จาก BAS ก็ระบุว่า “และในที่สุดเราก็จะสามารถเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจุดที่สำคัญที่สุดได้แล้ว”
อ้างอิงจาก