วันที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามกับ #บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง วันนี้เราชวนย้อนดูกรณี Cambridge Analytica คดีอื้อฉาวที่ทำให้ Facebook ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งปรับเงินกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 150,000 ล้านบาท) เพราะทำข้อมูลส่วนตัวของประชาชนรั่วไหล
แม้คดีนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2018 แล้ว แต่ก็น่าสนใจว่า ‘เทคโนโลยีข้อมูล’ ถูกใช้ในทางการเมืองได้อย่างไรบ้าง?
Cambridge Analytica ถูกกล่าวหาว่าใช้ ‘ข้อมูลส่วนตัวของประชาชนมากกว่า 50 ล้านคน’ ที่ได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาต ในช่วงต้นปี 2014 เพื่อสร้างฐานข้อมูลโปรไฟล์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันแต่ละคน และใช้สำหรับออกแบบโฆษณาทางการเมืองที่เหมาะกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคน
ในช่วงปี 2014 มีแบบทดสอบหาบุคลิกภาพตัวเอง (personality quiz) ที่ให้คนมาตอบคำถามกว่าร้อยข้อ เพื่อสำรวจว่าตัวเราเองมีบุคลิกภาพแบบไหน โดยผู้คิดค้นแบบทดสอบนี้เป็นอาจารย์คนหนึ่งในมหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมา Cambridge Analytica ก็ได้เข้าถึงข้อมูลนี้ เหตุผลก็เพราะว่า พวกเขาต้องการข้อมูลส่วนบุคคลของคนสหรัฐฯ เพราะถึงแม้จะมีคนทำแบบทดสอบ 270,000 คน แต่ก็สามารถเก็บข้อมูลของ ‘เพื่อน’ ของคนที่ทำควิซนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลของชาวอเมริกันได้ถึง 50 ล้านคน
ข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ มีตั้งแต่ชื่อ อีเมล และข้อมูลเรื่องความรู้สึก นิสัย และพฤติกรรมที่ถูกทดสอบผ่านควิซดังกล่าว
มีรายงานว่า Cambridge Analytica ใช้เงินเกือบ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ล้านบาท) ในการรวบรวมข้อมูลคนมากกว่า 50 ล้านคนที่อาจนำไป “จับคู่กับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้”
จากนั้นก็ใช้ผลการทดสอบหาบุคลิกภาพตัวเองที่ว่า พร้อมข้อมูลจาก Facebook เพื่อสร้างอัลกอริทึมที่สามารถวิเคราะห์โปรไฟล์ส่วนบุคคล รวมถึงวิเคราะห์ลักษณะบุคลิกภาพที่เชื่อมโยงกับ ‘พฤติกรรมการลงคะแนนเสียง’
สิ่งที่สำคัญคือข้อมูลนี้ถูกเก็บ “โดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างชัดเจน” แล้วนำไปใช้ในการวิเคราะห์บุคลิกภาพทางจิตวิทยาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคน จากนั้นก็ส่งข้อมูลให้พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงแคมเปญหาเสียงของทรัมป์
หลังจากนั้น Cambridge Analytica ก็ถูกเปิดโปง และตกเป็นข้อพิพาทอย่างหนัก เพราะข้อมูลที่ว่าอาจถูกใช้ควบคุมการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2016
นำไปสู่การตรวจสอบของคณะกรรมการรัฐสภาสหรัฐฯ และแม้ว่าทั้ง Cambridge Analytica และ Facebook จะปฏิเสธความผิดนี้ แต่ข้อหาที่ว่าข้อมูลของประชาชนรั่วไหลครั้งประวัติศาสตร์นั้น ไม่อาจถูกปฏิเสธได้
จนสุดท้ายแล้ว Facebook ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ สั่งปรับเงินกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 150,000 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นโทษปรับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา กรณีทำข้อมูลส่วนตัวของประชาชนจำนวนมากรั่วไหล
กรณีนี้คงทำให้เราเห็นชัดเจนว่า เมื่อ “อัลกอริทึมและฐานข้อมูล” ทำงานร่วมกันแล้ว ก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังได้ เพราะสามารถกำหนดทิศทางการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ให้เฉพาะเจาะจงตามบุคลิกภาพและพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเปลี่ยนใจคนจำนวนมหาศาลได้
นับเป็นกรณีตัวอย่างของ “การแทรกแซงทางการเมืองด้วยเทคโนโลยี” ที่จะเป็นบทเรียนสำคัญให้หลายๆ ประเทศต่อไป
อ้างอิงจาก