กรณี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากที่ได้มีการเปิดเผยขอบเขตการทำงาน (TOR) ว่าจ้างผลิตบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (สีเขียว) แบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) และบัตรออกเสียงประชามติ (สีเหลือง) พบว่าไม่ได้มีการระบุถึงการทำบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
อีกทั้ง TOR จัดทำบัตรเลือกตั้งของปี 2566 ยังตรงกับ TOR ของปี 2569 นั่นจึงทำให้เกิดเป็นการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงปรากฎเป็นสัญลักษณ์เช่นนี้บนบัตรฯ
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ตั้งข้อสังเกตุถึงสิ่งนี้ โดยอ้างอิงถึงมาตรการป้องกันการทุจริตใน TOR ว่าได้มีการระบุมาตรการป้องกันการทุจริต ในการปลอมแปลง พิมพ์เกิน หรือนำบัตรไปใช้ข้ามเขต ซึ่งมีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำอย่างน้อย 6 ข้อ ได้แก่
- ลวดลาย หรือตำหนิ หรือสัญลักษณ์ หรือรหัสลับ
- ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกแบบลวดลายพิเศษ ยากต่อการเลียนแบบ
- มีตัวอักษรขนาดเล็ก หรือ Micro Text ซ่อนอยู่
- มีหมึกที่มองไม่เห็นต้องใช้แสงเหนือม่วงส่องตรวจ
- มีข้อมูลหรือรหัสเพื่อตรวจสอบกรณีมีเหตุทุจริต
- มีลวดลายที่ป้องกันการสแกนหรือถ่ายเอกสาร
ซึ่งจากเกณฑ์ขั้นต่ำนี้ ไม่ได้ระบุถึงการใส่บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ดังนั้น สมชัยจึงมองว่าเป็น ‘ของแถมราคาแพง’ ที่มากับบัตรเลือกตั้ง
ขณะที่ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยระบุว่า เหตุผลในการมีรหัสหรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใด ใบบัตรเลือกตั้งจะต้องเป็นไปเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งการใส่บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดหรือแบบรันตัวเลข จึงย่อมขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยลับ
ดร.ปริญญา ยังตั้งคำถามด้วยว่า ใครเป็นคนบอกบริษัทให้เพิ่มเข้าไป เนื่องจากตนเข้าใจว่าเป็นการเพิ่มแบบเตรียมราคาไว้รองรับแล้ว มิเช่นนั้นบริษัทคงเพิ่มบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดให้ไม่ได้ รวมถึงการใช้วิธีแบบเฉพาะเจาะจง ให้บริษัทมารับงานโดยไม่เปิดแข่งขัน จึงทำให้น่าสงสัย
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตต่อกกต. หลังจากที่มีการพิจารณาเกี่ยวกับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ที่จะใช้ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ตามที่มีมติให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ในขณะที่ยังไม่ได้ยุติว่า บัตรที่จะพิมพ์ใหม่ จะยังคงใช้บัตรแบบเดิมรวมถึงมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดที่เหมือนกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหรือไม่