เมื่อพูดถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์หรือ ‘สแกมเมอร์’ หลายคนคงนึกถึงภาพข่าวที่ผู้เสียหายเสียเงินจำนวนมากจากการกดลิงก์หรือได้รับสายโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐ
แต่ความซับซ้อนของโลกปัจจุบันประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้กลลวงของสแกมเมอร์ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี AI สร้าง Deepfake ในการสร้างความเชื่อใจ หรือการเล่นกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ อย่างการรับสมัครงานปลอมซึ่งนำไปสู่การบังคับก่ออาชญากรรม
รายงานจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า ระหว่างปี 2563-2568 พบว่า ร้อยละ 74 ของเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์คอลเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะถูกพามายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแบ่งบุคคลที่อยู่ในศูนย์สแกมเมอร์ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
- เหยื่อการค้ามนุษย์ คือ บุคคลที่ถูกล่อลวงด้วยข้อเสนองานปลอม จากนั้นถูกกักขัง ยึดเอกสาร และถูกบังคับให้หลอกลวง และทําการฉ้อโกงผู้อื่นผ่านช่องทางออนไลน์
- สแกมเมอร์ คือ กลุ่มคนที่เข้าร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์โดยสมัครใจ และรู้ตั้งแต่แรกว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง
ในบทความนี้ เราจะพูดถึงบุคคลที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ซึ่งถูกล่อลวงให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายสแกมเมอร์ผ่านการรับสมัครงาน ซึ่งมักมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มวัยรุ่น คนที่เพิ่งจบการศึกษา หรือคนที่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและตกงาน ซึ่งมักถูกล่อลวงด้วยการให้ ‘ความหวัง’ และ ‘แรงกดดันทางสังคม’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน งาน หรือความสำเร็จ
ข้อเสนอเหล่านี้มักมาในรูปแบบงานทั่วไป เช่น งานออนไลน์ งานแอดมิน ประสานงานลูกค้า พร้อมเงินเดือนที่ดูไม่สูงเกินไป พร้อมระบุพิกัดที่ตั้งบริษัทซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง อาจมีการนัดพูดคุยก่อนเริ่มงาน แต่เมื่อไปถึงก็จะถูกยึดเอกสารและอุปกรณ์สื่อสาร พาไปยังพื้นที่ชายแดน เพื่อส่งตัวข้ามไปยังศูนย์สแกมเมอร์ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
จะรู้ได้อย่างไรว่านี่คือ ‘งานปลอม’ ?
การรับสมัครงานเพื่อล่อลวงคนไปเป็นสแกมเมอร์มักถูกออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือ แต่ข้อสังเกตเบื้องต้นที่อาจช่วยกระตุกต่อม ‘เอ๊ะ!?’ ของใครหลายๆ คนก่อนตัดสินใจสมัครงาน ดังนี้
เริ่มจากการยื่น ‘ข้อเสนอที่ดีเกินจริง’ ผ่านคำบรรยายลักษณะงานที่ให้ค่าตอบแทนสูง โดยไม่ต้องมีคุณสมบัติหรือประสบการณ์ใดๆ หรืออาจการันตีวีซ่า พร้อมสวัสดิการมีที่พัก อาหาร หรือเดินทางฟรี
งานปลอมหลายงานมักไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้ง เวลาทำงาน หรือหน้าที่ที่ต้องทำ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบหรือติดตาม หรือบางครั้งก็ใช้วิธีบอกว่า “ทำงานที่บ้านได้ แต่ต้องอบรมงานก่อนหนึ่งครั้ง” ซึ่งการนัดเจอครั้งนั้นอาจนำไปสู่การถูกพาตัวไปยังศูนย์สแกมเมอร์
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า ขบวนการเหล่านี้มักพยายามสร้างความน่าเชื่อถือ บางครั้งบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือน่าเชื่อถือ (Influencers) ถูกนำมาใช้ในการช่วยโปรโมทผ่านการควบคุมบัญชีโซเชียลมีเดียของพวกเขาหรือเทคโนโลยี Deepfake เพื่อใช้ล่อลวงผู้ติดตาม
‘ความเร่งรีบและกดดัน’ เป็นอีกเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อกระตุ้นให้เหยื่อรีบตัดสินใจ เช่น “มีผู้รอสมัครจำนวนมาก ต้องรีบตัดสินใจนะ” หรือ “ใกล้จะได้คนครบแล้ว” ซึ่งทำให้ผู้ถูกล่อลวงรู้สึกว่า หากพลาดโอกาสนี้ไป พวกเขาอาจจะต้องตกงานไปเรื่อยๆ ก็ได้ ทำให้หลายคนตัดสินใจสมัครงานนั้นโดยไม่ได้คิดอย่างละเอียดหรือไม่มีโอกาสปรึกษาคนใกล้ตัวก่อนตัดสินใจ
สแกมเมอร์ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาในการล่อลวงอย่างไร?
แม้จะรู้เท่าทันกลโกงของสแกมเมอร์แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถรอดพ้นจากการถูกล่อลวงได้ตลอดไป เพราะวิธีโกงสามารถถูกปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ของแต่ละคน ดังนั้น พื้นฐานที่ทุกคนควรรู้ไว้คือ จิตวิทยาที่สแกมเมอร์มักหยิบมาใช้เพื่อล่อลวง
‘การสร้างความไว้ใจ’ เป็นกลยุทธ์แรกๆ ที่สแกมเมอร์เลือกนำมาใช้ ผ่านการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเหยื่อ ด้วยการหยิบยื่นโอกาส แสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจ พร้อมข้อมูลที่สร้างความน่าเชื่อถือ เช่น เมื่อเจอโพสต์รับสมัครงานแล้วติดต่อไป ก็มีเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามหรือให้ข้อมูลอย่างสุภาพ ซึ่งเมื่อเราเริ่มไว้ใจ สมองจะลดระดับการตั้งคำถามลงโดยไม่รู้ตัว และละเลยการตรวจสอบข้อมูลที่แท้จริง
‘สร้างความกลัวหรือกดดัน’ เพื่อเร่งจังหวะให้เราตัดสินใจ ยกตัวอย่างกรณีที่พบบ่อยๆ จากการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือกรมสรรพากร ซึ่งเป็นการเล่นกับความกลัวของคน ขณะที่การรับสมัครงานมักใช้วิธีเร่งเร้าให้รีบตัดสินใจอย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้
นอกจากนั้น ยังมีกลไก ‘การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง (Self-Deception)’ ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อพบกับสถานการณ์ที่เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงหรือสับสน เพื่อหลีกหนีอารมณ์เชิงลบเหล่านี้ จิตใจของเราจึงเลือกหาทางลดความกดดันแบบเร็วๆ ด้วยการเปลี่ยนมุมมองเพื่อให้ตัวเองสบายใจขึ้น และทำให้สถานการณ์ดูไม่น่ากังวลเท่าเดิม
ยกตัวอย่าง บางครั้งเราอาจจะสงสัยว่างานนี้เป็น ‘งานปลอม’ แต่ด้วยกลไกการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองทำให้เผลอมองโลกในแง่ดีโดยไม่ตั้งคำถาม เช่น บอกตัวเองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีของเรา โชคร้ายคงไม่เกิดขึ้นกับฉัน หรือคิดว่าเป็นขั้นตอนปกติในการรับสมัครงานเมื่อถูกเชิญชวนไปอบรม แม้ความคิดเหล่านี้จะช่วยลดความกังวล แต่ความระวังตัวก็เป็นสิ่งที่หายไปเช่นกัน
เราจะป้องกันไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์อย่างไร?
แม้สแกมเมอร์จะใช้ความเชื่อใจเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง แต่ไม่ได้หมายความว่าต่อจากนี้เราต้องไม่ไว้ใจใครอีกต่อไป แต่ควรเลือกใช้วิธีป้องกันตัวเองโดย ‘การฝึกไว้ใจแบบมีขอบเขต’
เริ่มจากการฝึกเติมช่วงหน่วงเล็กๆ ไปในกระบวนการคิด เช่น เมื่อเจอข้อเสนอที่ดูดีและน่าสนใจก็อาจจะลองหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือส่งให้คนใกล้ตัวช่วยตรวจสอบ โดยเปลี่ยนความคิดว่าการตั้งข้อสงสัยหรือการปรึกษาคนอื่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นวิธีสร้างความปลอดภัยให้กันและกัน
และควรรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกกดดันหรือเร่งให้ตัดสินใจหรือไม่ โดยคิดว่าหากเราอยู่ในสภาวะปกติที่ไม่ต้องรีบตัดสินใจจะตกลงรับงานนี้หรือไม่
โดยต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าองค์กรที่น่าเชื่อถือหรือคนที่ไม่ได้หวังล่อลวงเราย่อมยินดีที่จะถูกตรวจสอบ พร้อมตอบคำถาม จนกว่าเราจะยืนยันได้ว่าเขามีอยู่จริงผ่านช่องทางที่เราหาเอง ไม่ใช่แค่การยืนยันผ่านช่องทางที่เขาเลือกมาให้
นอกจากป้องกันตัวเองแล้ว เรายังสามารถป้องกันคนอื่นไม่ให้ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ได้ ด้วยการมีส่วนร่วมบนชุมชนออนไลน์ในการรายงานหรือเตือนคนอื่นถึงประกาศรับสมัครงานที่น่าสงสัย หรือกิจกรรมที่ดูมีความเสี่ยงนำไปสู่การล่อลวงเพื่อบังคับก่ออาชญากรรม ผ่านการแจ้งต่อศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.)
สุดท้ายนี้ ในสังคมที่การหางานกลายเป็นเรื่องยากและความสำเร็จถูกเร่งด้วยแรงกดดันจากรอบด้าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อมีใครสักคนยื่นโอกาสแล้วจะทำให้เกราะป้องกันตัวถูกลดลง แต่ต้องตรวจสอบและให้เวลาตัวเองในการตัดสินใจก่อนตอบรับงานอะไรสักอย่าง เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเราจะไม่ถูกล่อลวงไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอาชญากรรมเหล่านี้
อ้างอิงจาก