รู้หรือไม่ว่า ในปี 2567 มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวอย่างน้อย 4,833 ราย ตามรายงานทางสถิติของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ว่า ใน 1 วัน มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงมากถึง 42 ราย
โดยประเภทความรุนแรงที่พบมากที่สุด คือ การทำร้ายร่างกาย 73.08% การล่วงละเมิดทางเพศ 16.84% และการกระทำอื่นๆ เช่น ถูกทำอนาจาร หรือถูกทอดทิ้ง 10.07%
เมื่อ 24 กันยายน 2569 อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศในประเทศไทยในปี 2566 ว่ามีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงทางเพศ ได้แก่ การใช้ยาเสพติด 33.9% เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 27% หึงหวง 10.4% และอ้างเกิดอารมณ์ทางเพศ 9.6%
ในบทความนี้ The MATTER จะพาผู้อ่านไปสำรวจประเด็นของกฎหมายที่เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทย
พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัวฯ พ.ศ. 2550 กับช่องโหว่ที่เน้นการประนีประนอม
ประเทศไทยมีกฎหมายที่บังคับใช้ในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำ คือ ‘พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัวฯ พ.ศ. 2550’ ซึ่งมีกลไกสำหรับการแจ้งเหตุร้องทุกข์ความรุนแรงในครอบครัว ถึงการพิจารณาคดีสำหรับคดีลักษณะนี้โดยเฉพาะ
แม้จะมีข้อดีในแง่ที่เป็นช่องทางหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำจากความรุนแรงในครอบครัว แต่ก็มีปัญหาในแง่ที่มาของกฎหมายซึ่งมาจากยุคคณะรัฐประหารในปี 2549 และกฎหมายฉบับดังกล่าวรวมถึงศาลยังคงมุ่งเน้นไปที่ ‘การประนีประนอม’ หรือ ‘สมานรอยร้าว’ ที่เกิดจากความรุนแรง ทำให้ผู้เสียหายมักต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมมากกว่าการเน้นลงโทษผู้กระทำผิด
นอกจากนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวฯ มาตรา 4 ยังได้กำหนดความผิดเฉพาะฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวไว้ แต่ยังเป็นความผิดที่ ‘ยอมความได้’ ซึ่งหมายความว่าหากผู้เสียหายไม่ติดใจที่จะเอาความอีกต่อไป ตำรวจหรือพนักงานอัยการก็ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้
ขณะที่การแจ้งเหตุความรุนแรงในครอบครัวหรือการร้องทุกข์ต้องรีบภายใน 3 เดือน นับตั้งแต่ผู้ถูกกระทำอยู่ในวิสัยและมีโอกาสที่จะแจ้งหรือร้องทุกข์ได้ ไม่เช่นนั้นคดีจะขาดอายุความไปเลย
ภาคประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัวฯ ใหม่ ให้ครอบคลุมบริบทสังคมมากขึ้น
เมื่อปี 2568 เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคม 11 องค์กรที่ทำงานด้านความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ได้ผลักดัน ‘ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน’ เพื่อให้คุ้มครองสวัสดิภาพความปลอดภัยและอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้ที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว และเพื่อครอบคลุมบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
เริ่มจากการแก้ไขนิยาม ‘ความรุนแรงในครอบครัว’ โดยไม่จำกัดแต่ความรุนแรงทางร่างกาย จิตใจ สุขภาพ แต่เพิ่ม ‘ความรุนแรงทางเพศ’ รวมถึงการใช้อำนาจหรืออิทธิพลควบคุมบังคับอย่างเป็นแบบแผนและต่อเนื่อง และการทอดทิ้งเด็กหรือบุคคลในครอบครัว เช่น การตรวจโทรศัพท์หรือโซเชียลส่วนตัว การติดตามตำแหน่ง การกีดกันไม่ให้พบเพื่อนฝูง
ทั้งยังมีการปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมโดยการเปลี่ยนนิยามบุคคลในครอบครัวจาก ‘ฉันสามีภริยา’ เป็น ‘ฉันคู่สมรส’ และเพิ่ม ‘คู่เพศหลากหลาย’ เข้ามา เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม
ส่วนฐานความผิดที่เคยแยกออกมาเป็นความผิดเฉพาะ ร่างกฎหมายนี้กำหนดให้ผู้ที่กระทำรุนแรงในครอบครัวที่เป็นความผิดในฐานใด ก็ต้องถูกดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ต้องแยกเป็นคดีพิเศษในศาลเยาวชนและครอบครัว และต้องรับผิดตามกฎหมายนั้นๆ ซึ่งหากทำผิดซ้ำศาลก็เพิ่มโทษได้
ส่วนเงื่อนไข ‘การยอมความ’ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เสียหาย พร้อมวางเงื่อนไขให้ผู้กระทำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง ซึ่งหากผู้กระทำผิดฝ่าฝืนเงื่อนไข ก็สามารถยกคดีมาดำเนินการต่อได้ นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มระบบดูแลและติดตามผู้เสียหาย และกำหนดมาตรการกันผู้กระทำเข้าถึงตัวผู้เสียหายด้วย
ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายนี้ยังระบุให้ศาลมีอำนาจพิจารณา ‘ลดโทษ’ แก่บุคคลที่ถูกคู่กรณีกระทำความรุนแรงซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องจนได้รับความกระทบกระเทือนทางร่างกายหรือจิตใจอย่างรุนแรง และตอบโต้ด้วยความรุนแรงจนกลายเป็นผู้กระทำผิด (Battered person syndrome) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้กระทำผิดเนื่องจากตนเป็นฝ่ายถูกกระทำความรุนแรงมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน ยังอยู่ในช่วงกระบวนการทางรัฐสภา เพื่อเตรียมเข้าสู่การบรรจุวาระการประชุม ซึ่งต้องติดตามกันไป
อ้างอิงจาก