ย้อนไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่สี่แยกราชประสงค์ กับปฏิบัติการ ‘กระชับพื้นที่’ เพื่อสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ ‘คนเสื้อแดง’ ที่มาขับไล่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งนำมาสู่การสูญเสียชีวิตของประชาชน และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก
การชุมนุมใหญ่ของ นปช. เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 โดยมีเป้าหมายกดดันให้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่ามีการแทรกแซงทางการเมืองจนนำมาสู่การยุบพรรคพลังประชาชนในปี 2551
ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ถูกตอบรับจากรัฐบาลและไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันระหว่างตัวแทน นปช. และรัฐบาล ทำให้การชุมนุมยืดเยื้อพร้อมสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดขึ้น
นำมาสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในวันที่ 7 เมษายน 2553 โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เป็นผู้อำนวยการ
8 เมษายน 2553 นปช. ได้แถลงไม่ยอมรับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล เนื่องจากมั่นใจว่าคนเสื้อแดงชุมนุมโดยสันติ พร้อมเดินหน้าเคลื่อนไหวกดดันให้อภิสิทธิ์ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ก่อนจะมีการเคลื่อนขบวนไปยังสถานีดาวเทียมไทยคมในวันถัดมา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทหารพยายามตัดสัญญาณพีเพิลแชนเนล (People Channel) ที่ถ่ายทอดการปราศรัยและการชุมนุมของนปช. ซึ่งเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุม
10 เมษายน 2553 รัฐบาลออกปฏิบัติการ ‘ขอคืนพื้นที่’ บริเวณถนนราชดำเนินและนำสู่การสลายการในพื้นที่ดังกล่าว โดยเริ่มจากบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย จำแนกเป็นทหาร 5 ราย พลเรือน 21 ราย และนักข่าว 1 คน คือ ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพข่าวชาวญี่ปุ่น วัย 43 ปี ของสำนักข่าวรอยเตอร์ส
จากนั้น เหล่าผู้ชุมนุมได้ย้ายสถานที่ปักหลักมาเป็น ‘แยกราชประสงค์’ ก่อนวันที่ 22 เมษายน จะเกิดเหตุยิงระเบิด M79 บริเวณถนนสีลม โดยไม่ทราบฝ่ายที่กระทำ นำมาสู่การเจรจาหาข้อสรุประหว่างฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาลอีกครั้ง
การเจรจาครั้งนี้ รัฐบาลตอบรับข้อเรียกร้องเรื่องยุบสภา โดยกำหนดเป็นระหว่างวันที่ 15-30 กันยายน และเสนอจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 แต่มีเงื่อนไข คือ แกนนำ นปช. ต้องมอบตัวและยุติการชุมนุม โดยมีเดดไลน์คือวันที่ 12 พฤษภาคม
ขณะที่ฝ่ายแกนนำ นปช. ยื่นหนึ่งในข้อเสนอให้อภิสิทธิ์และสุเทพเข้าสู่กระบวนการยุติกรรมจากเหตุการณ์ 10 เมษายนเช่นเดียวกัน โดยสุเทพซึ่งจะไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. ระหว่างช่วงเปิดสภา ต้องถูกออกหมายจับและเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมๆ กับแกนนำ นปช.
อย่างไรก็ตาม 11 พฤษภาคม สุเทพได้เดินทางไปที่ดีเอสไอเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาร้องทุกข์ตามที่ญาติของผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 เมษายน ร้องทุกข์ต่อดีเอสไอว่าเป็นผู้สั่งให้สลายการชุมนุมจนทำให้เกิดการเสียชีวิต ด้าน นปช. ประกาศไม่ยอมรับการดำเนินการดังกล่าวเนื่องจากนายสุเทพไม่ได้ไปในฐานะเป็นผู้ต้องหา
ต่อมาเวลา 18:00 น. สุเทพได้เรียกประชุม ศอฉ. ที่กรมทหารราบที่ 11 โดยมีรายงานว่า ศอฉ. จะรอดูท่าทีของ นปช. ในวันที่ 12 พฤษภาคม หากยังไม่ยุติการชุมนุม ศอฉ. จะใช้มาตรการกดดันให้ออกนอกพื้นที่ให้เร็วที่สุด ขณะที่อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ยํ้าว่าจะไม่มีการเจรจาต่อรองใด ๆ กับแกนนำ นปช. อีก
12 พฤษภาคม พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงมาตรการกดดันพื้นที่การชุมนุมอย่างเต็มรูปแบบ โดยเริ่มจากวิธีการที่ไม่ใช้กำลังก่อน คือ การกำหนดตัดน้ำ ไฟ สาธารณูปโภค โทรศัพท์ และการปิดเส้นทางเข้า-ออกพื้นที่ชุมนุม
13 พฤษภาคม อภิสิทธิ์ล้มข้อเสนอเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน และประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อป้องกันผู้มาเข้าร่วมการชุมนุมเพิ่มเติม ก่อย ศอฉ. จะแถลงปิดล้อมพื้นที่ชุมนุมสี่แยกราชประสงค์และตั้งด่านตรวจเพื่อความปลอดภัย โดยอ้างว่าอาจมี ‘กลุ่มผู้ก่อการร้ายและอาวุธสงคราม’ อยู่ในพื้นที่ชุมนุม พร้อมประกาศแนวทางการจัดการหากเกิดเหตุปะทะจากเบาไปหนัก รวมถึงการใช้อาวุธกระสุนจริงด้วย
หลังการประกาศของโฆษก ศอฉ. เพียง 7 ชั่วโมง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกและหัวใจของการ์ดเสื้อแดงได้ถูกลอบสังหารด้วยอาวุธปืน ขณะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ หลังจากนั้น ก็ได้มีเสียงปืนและระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง ก่อนจะเข้าสู่ยุทธการกระชับวงล้อม 14-19 พ.ค. 2553
จากรายงานของ ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ระบุว่า ระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553 มีผู้บาดเจ็บจากเหตุความรุนแรงครั้งนี้อย่างน้อย 582 คน และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 ราย
รวมจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 (เมษายน-พฤษภาคม) มีผลรายงานออกมา 2 ชุด ดังนี้
- ชุดแรกจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 92 ราย และบาดเจ็บกว่า 1,500 ราย
- อีกชุดเป็นศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของประชาชนและนักวิชาการที่ตั้งใจทำงานคู่ขนานกับ คอป. รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 ราย และบาดเจ็บกว่า 2,000 ราย
และภายหลัง มีรายงานการเบิกใช้กระสุนจริง 597,000 นัด ใช้จริงไป 117,923 นัด เป็นกระสุนไสนเปอร์ 2,120 นัด และกระสุนยาง 6,620 นัด
ท้ายที่สุดแล้ว การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553 ทำให้อภิสิทธิ์และสุเทพถูกฟ้องจากการสลายการชุมนุม แต่คดีมีทั้งถูกตีตกและยกคำร้อง ทำให้ฝั่ง นปช. และญาติผู้เสียชีวิตต่างตั้งข้อสังเกตว่า ผู้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการขอคืนพื้นที่หลายคนล้วนเป็นผู้มีอำนาจในช่วงเวลานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ทำให้คดีความต่างๆ ล่าช้าตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องเอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุมครั้งนี้ยังดำเนินต่อไป ซึ่งเหลือเวลาอีก 4 ปี ก่อนครบอายุความคดีอาญา 20 ปี ที่อาจส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถเรียกร้องเอาผิดจากผู้กระทำผิดในนามของรัฐได้อีกต่อไป
อ้างอิงจาก
ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจาการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช.,2555