“วันนี้เรามีตากใบ วันก่อนเรามีเหตุการณ์ 6 ตุลา, พฤษภา’35 หรือการถีบลงเขาเผาลงถังแดงช่วงปราบปรามผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ วันหน้าก็คดีเสื้อแดง หรือแม้แต่คดีอื่นๆ ที่อาจมีประชาชนที่ออกมาประท้วงรัฐอีก”
เมื่อพูดถึงโศกนาฏกรรมความรุนแรงจากรัฐ ภาพจำของแต่ละคนอาจต่างกันตามห้วงเวลา ทว่าท่ามกลางจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนับร้อยนับพัน สิ่งที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นเลยคือ ‘ผู้รับผิดชอบ’ ต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว 16 ปี และกำลังจะขาดอายุความในอีกเพียง 4 ปีข้างหน้า อย่าง ‘การสลายการชุมนุมเสื้อแดง เมษา-พฤษภา 2553’
The MATTER ขอพาทุกคนย้อนดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2553 และเส้นทางการทวงถามความยุติธรรม พร้อมพูดคุยกับ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ถึงความสำคัญของการทวงความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงก่อนหมดอายุความ
จาก ‘ผู้ชุมนุมตามสิทธิ’ กลายเป็น ‘ผู้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย’
แม้การเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง จะก่อตัวขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้การชุมนุมดังกล่าวเข้มข้นขึ้นอย่างมาก คือ การยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ซึ่งทำให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชาชนได้หันมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่
นำมาสู่การชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในปี 2552 และกลับมาอีกครั้งในเดือนมีนาคม ปี 2553 โดยมีเป้าหมายกดดันให้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่ามีการแทรกแซงทางการเมืองจนนำมาสู่การยุบพรรคพลังประชาชนในปี 2551
ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียง โดยส่วนหนึ่งของคำประกาศได้ใช้ถ้อยคำที่เปลี่ยนให้ ‘ผู้ชุมนุมตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ’ เป็นบุคคลที่ ‘ก่อให้เกิดความวุ่นวาย’ หรือ ‘ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ’
พร้อมกับการจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยมีผู้อำนวยการ คือ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงขณะนั้น ซึ่งทำงานร่วมกับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนายทหารอื่นๆ
เมื่อเสียงปืนดังขึ้นกลางเมือง
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด มีความพยายามเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันระหว่างรัฐบาลและแกนนำ นปช. สลับกับเหตุปะทะประปรายบนท้องถนนและสถานที่ต่างๆ ทว่าเมื่อการเจรจาดูเหมือนยังไม่คืบหน้าไปไหน รัฐบาลอภิสิทธิ์เลือกใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด มีการส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้า ‘ขอคืนพื้นที่’ และ ‘กระชับพื้นที่’ เพื่อสลายการชุมนุม นำมาสู่โศกนาฏกรรมกลางเมืองในวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553

ภาพ ทหารไทยและรถหุ้มเกราะ บนถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ เมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 (cr. AFP)
ผลรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตโดยรวมจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 (เมษายน-พฤษภาคม) มีออกมา 2 ชุด ดังนี้
- คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 92 ราย และบาดเจ็บกว่า 1,500 ราย
- ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) จากการรวมตัวของประชาชนและนักวิชาการที่ตั้งใจทำงานคู่ขนานกับ คอป. รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 ราย และบาดเจ็บกว่า 2,000 ราย
ในจำนวน 94 ราย ตามรายงานของ ศปช. แบ่งเป็นพลเรือน 76 คน (รวม พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล) ทหาร 8 คน ตำรวจ 2 คน นักข่าว 2 คน และอาสาสมัคร-หน่วยกู้ชีพ 6 คน
ทั้งยังมีรายงานพบร่องรอยของกระสุนปืน ได้แก่ ผู้ถูกยิงบริเวณลำตัว ร้อยละ 51.1, ผู้ถูกยิงบริเวณศีรษะหรือคอ ร้อยละ 28.7, ผู้ถูกยิงทั้งศีรษะหรือคอและส่วนอื่น ร้อยละ 5.3 และผู้ถูกยิงที่ต้นขาซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตเนื่องจากมีเส้นเลือดใหญ่ ร้อยละ 2.1 นอกจากนั้น ยังมีผู้เสียชีวิตด้วยระเบิดจำนวน 8 ราย และเสียชีวิตจากการถูกกดทับ ล้มศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรงหรือขาดอากาศหายใจอีก 4 ราย
ภายหลังมีรายงานว่า กองทัพบกได้เบิกกระสุนซุ่มยิงถึง 3,000 นัด และใช้ไป 2,120 นัด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุมมากถึง 117,923 นัด จากยอดเบิกจ่ายที่สูงถึง 597,500 นัด รวมถึงงบประมาณในการสลายการชุมนุมในเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 เกือบ 3 พันล้านบาท
ศาลอาญายกฟ้อง ‘อภิสิทธิ์-สุเทพ’
หลังจากมีเหตุสลายการชุมนุม ญาติผู้เสียชีวิตและภาคประชาสังคมได้มีความพยายามที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสีย โดยมีการร้องให้มีการนำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สุเทพ เทือกสุบรรณ และ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล
24 สิงหาคม 2553 ศอฉ. มีมติให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งชุดสืบสวนสอบสวนกรณีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมระหว่างวันที่ 10 เมษายน–21 พฤษภาคม 2553 เฉพาะแต่ละราย และให้รายงานผลดำเนินการต่อ ศอฉ.
ดีเอสไอได้แบ่งคดีผู้เสียชีวิตออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มที่เชื่อได้ว่าความตายเกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่ม นปช. และกลุ่มที่เกี่ยวพันกัน 8 คดี เช่น การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร 5 ราย เมื่อวันที่ 10 เมษายน
- คดีที่พบพยานหลักฐานเบื้องต้นว่าเป็นความตายที่อาจเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐรวม 8 คดี มีผู้เสียชีวิต 13 ราย แต่พนักงานสอบสวนเห็นควรให้มีการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย เช่น การเสียชีวิต 3 รายในวัดปทุมวนาราม และการเสียชีวิตของ ฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพชาวญี่ปุ่น
- คดีการเสียชีวิตซึ่งสอบสวนแล้วยังไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด จำนวน 8 คดี มีผู้เสียชีวิตรวม 64 ราย เช่น กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา หรือ ฟาบิโอ โปเลงกิ ช่างภาพชาวอิตาลี
ในช่วงปี 2555-2558 ศาลทยอยออกคำสั่งในการไต่สวนการตายของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมรวม 33 ราย แบ่งเป็นกระสุนมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่หรือทหาร 18 ราย และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ 15 ราย

Photographer: Asadawut Boonlitsak
กระนั้น ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอขณะนั้น ได้แถลงผลมติที่ประชุมของคณะพนักงานสอบสวน (ดีเอสไอ-ตำรวจ-อัยการ) ว่าให้ดำเนินการแจ้งข้อหา “ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 84 และ 288 ต่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับผิดชอบสูงสุดของ ศอฉ. และ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ ผอ.ศอฉ.
คดีนี้มีการสู้กันไปถึง 3 ศาล จนวันที่ 31 สิงหาคม 2560 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ ‘ยกฟ้อง’ สำนวนคดีที่อัยการฟ้องทั้งอภิสิทธิ์และสุเทพในฐานร่วมกันก่อให้ฆ่าผู้อื่นจากเหตุสลายการชุมนุม นปช.
โดยศาลให้เหตุผลว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ใช่การกระทำผิดทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ และหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ผู้เสียหายจะต้องยื่นคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ป.ป.ช. ตีตก และผู้ทวงความยุติธรรมถูกฟ้องกลับ
อย่างไรก็ตาม ก่อนคดีดังกล่าวจะขึ้นถึงศาลฎีกา กลุ่มผู้เสียหายได้ไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ตั้งแต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องแล้ว โดยมีการกล่าวหา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้นร่วมด้วย
ต่อมา 29 ธันวาคม 2558 ป.ป.ช. มีมติให้ข้อกล่าวหากรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวก ใช้กำลังปราบปรามเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ‘เป็นอันตกไป’ โดยชี้ว่าการสลายชุมนุมของรัฐบาลและ ศอฉ. เป็นไปตามหลักสากล และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
พร้อมเน้นย้ำว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดง “มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจึงมีเหตุจำเป็นที่ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง”
ถ้าหากเหยื่อความรุนแรงหรือผู้เสียหายจะเอาผิดกับทหารที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ก็สามารถยื่นฟ้องเป็นรายคนไปได้ โดยให้ส่งเรื่องกลับไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการต่อไป ซึ่งหมายความว่า ‘เหยื่อความรุนแรงและผู้เสียหาย ไม่สามารถดำเนินคดีใดๆ กับเจ้าหน้าที่ระดับผู้บังคับบัญชาและผู้สั่งการได้อีก’
นอกจากกรณีที่กลุ่มผู้เสียหายยื่นฟ้องต่อศาลอาญาและ ป.ป.ช. แล้ว ยังมีกรณีของ พะเยาว์ อัคฮาด แม่ของพยาบาลเกด อาสาสมัครพยาบาลที่เสียชีวิต ณ วัดปทุมวนาราม ได้เดินหน้ายื่นเรื่องต่อหน่วยงานต่างๆ รวมถึงดีเอสไอ และส่งเรื่องให้อัยการศาลทหารดำเนินคดีกับทหาร 8 นาย แต่กลางปี 2562 อัยการกลับมีคำสั่ง ‘ไม่ฟ้อง’ โดยให้เหตุผลว่า “พยานหลักฐานไม่เพียงพอ”

Photographer: Asadawut Boonlitsak
ต่อมา จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และ วรัญชัย โชคชนะ มีหนังสือร้องให้ ป.ป.ช. ทบทวนข้อกล่าวหาที่ตกไป มาพิจารณาใหม่อีกครั้ง แต่ ป.ป.ช. ก็มีมติยกคำร้องอีกครั้ง ด้วยเหตุผลว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่
ขณะนั้น มีการยกประเด็นเปรียบเทียบกับกรณีสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือคนเสื้อเหลือง ในการต่อต้านรัฐบาล สมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยเหตุดังกล่าวมีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 443 คน บางรายแขนขาดหรือขาขาด และมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 1 ราย
โดย ป.ป.ช. พิจารณาว่า การสลายการชุมนุมของรัฐบาลสมชาย ‘ไม่ปรากฏแนวทางการปฏิบัติที่เป็นไปตามขั้นตอนและหลักการสากล’ คือ มีการใช้แก๊สน้ำตาชนิดยิงและขว้างเพื่อผลักดันประชาชนกลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดทั้งวัน โดยอดีตนายกฯ สมชาย ก็ไม่ได้สั่งระงับหรือยับยั้งการปฏิบัติการดังกล่าว
ส่วนเหตุสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ป.ป.ช. มองว่า อภิสิทธิ์กับพวกได้มีการสั่งการโดยมีแนวทางการปฏิบัติ และเน้นย้ำการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทุกระดับตามขั้นตอน กฎและหลักการสากลในการสลายการชุมนุม
นอกจากนั้น ป.ป.ช. ยังได้ยืนยันคำเดิมว่า ‘การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ไม่ได้เป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญ’ คือ มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง โดยมีอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล
ขณะที่ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้ยื่นฟ้องอภิสิทธิ์และสุเทพ ได้ถูกพิพากษาจำคุกในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2566
ร่างกฎหมายที่หยุดชะงัก และ ICC ที่ยังไปไม่ถึง
23 กุมภาพันธ์ 2566 คณะประชาชนทวงคืนความยุติธรรม 2553 (คปช.53) เดินทางไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงฝ่ายค้านของรัฐสภาสมัยนั้น โดยมีหนึ่งในข้อเรียกร้องที่นอกจากการให้เร่งรัดการผลักดันคดีความปี 2553 และการแก้กฎหมายให้ทหารและนักการเมืองทำความผิดต่อประชาชนขึ้นศาลพลเรือน คือ การเรียกร้องให้รัฐบาลลงนามรับรองธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
คปช. เสนอต่อพรรคฝ่ายค้านขณะนั้น ก่อนการเลือกตั้ง 2566 ว่า เมื่อได้เป็นรัฐบาลขอให้ลงนามรับรองธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เฉพาะกรณีเหตุการณ์ 2553 ทั้งนี้ไม่เกี่ยวกับมาตรา 6 ในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์แต่ประการใด เพื่อให้เป็นไปตามที่อัยการ ICC ได้มาแจ้งไว้กับรัฐบาลเพื่อไทยเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2555
โดยประเทศไทยสามารถประกาศฝ่ายเดียวว่าจะยอมรับเขตอำนาจศาล ตามมาตรา 12(3) ของธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งจะทำให้ ICC มีสิทธิพิจารณาแค่กรณีเดียวตามที่รัฐบาลไทยประกาศเจตจำนง ในที่นี้คือ ‘การสลายการชุมนุมปี 2553’ โดยตัดกรณีอื่นๆ ออกไปทั้งหมด เพื่อตัดความกังวลของคนบางส่วนในเรื่องการไต่สวนพระมหากษัตริย์ออกไปทั้งหมด
นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวในงานรำลึก ‘16 ปี เมษาพฤษภา 53’ เมื่อ 10 เมษายน 2569 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม ว่าอีก 4 ปีข้างหน้า คดีเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมเสื้อแดงจะหมดอายุความแล้ว หมายความว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยไม่อาจจะให้ความยุติธรรมกับประชาชนไทยได้ ดังนั้น เขาจึงฝากความหวังไว้กับพรรคประชาชนที่อาจชนะการเลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า ให้นำเรื่องนี้เข้า ICC เพื่อหยุดวัฒธรรมลอยนวลพ้นผิดที่เกิดขึ้น
ในส่วนของ ‘พรรคเพื่อไทย’ ซึ่งอาจเรียกได้ว่ามีความยึดโยงกับคนเสื้อแดงโดยตรง หลังการเลือกตั้ง 2566 พรรคเพื่อไทยได้พยายามผลักดันร่างแก้ไข ‘พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง’ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐได้โดยตรง
ซึ่งหาก พ.ร.ป.ดังกล่าวมีผลประกาศใช้ จะเปิดช่องให้ญาติผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเพื่อทวงความยุติธรรมต่อผู้เสียชีวิตจากทุกเหตุการณ์ทางการเมืองโดยตรงได้
แต่ร่างดังกล่าวก็ถูกชะลอการเสนอร่างกฎหมายออกไปเมื่อกุมภาพันธ์ 2567 เนื่องจาก ป.ป.ช. เห็นว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาก็มีการเสนอและปรับแก้ไขใหม่ใน ซึ่งตอนแรกพรรคเพื่อไทยวางแผลบรรจุเป็นญัตติพิจารณาร่างกฎหมายเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาในสมัยประชุมช่วงกลางปี 2568 แต่จนตอนนี้ยังไม่พบความคืบหน้าใด
ความคืบหน้าคดีสลายการชุมนุมในปี 2569
เมื่อ 11 พฤษภาคม 2569 เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ได้ตั้งกระทู้ถามต่อ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในหัวข้อ ‘กระทู้ถาม เรื่อง สถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อเดือน เม.ย. – พ.ค. 2553 และแนวทางเร่งรัดการดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันไม่ให้คดีหมดอายุความ โดยที่ผู้เสียหายยังไม่ได้รับความเป็นธรรม’

ภาพ การทวงความยุติธรรมให้ผู้สูญเสียในปี 2556 (cr. AFP)
เทวฤทธิ์ชี้ว่า คดีนี้กำลังจะขาดอายุความ 20 ปี ในอีก 4 ปี ข้างหน้า และมีผู้เสียชีวิตถึง 94 ราย ซึ่งในกระบวนการไต่สวนการตายก่อนการรัฐประหารปี 2557 ศาลได้มีคำสั่งออกมาแล้ว 33 ราย โดยพบว่ามีถึง 18 รายที่ศาลระบุชัดเจนว่าวิถีกระสุนมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ โดยผู้ที่ถูกยิงในเหตุการณ์ดังกล่าว มีทั้งอาสาสมัคร สื่อมวลชน เยาวชน และเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่เพียงกลุ่มผู้ชุมนุมเท่านั้น
เทวฤทธิ์ตั้งคำถามกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับคดีความคนเสื้อแดง 2 คำถาม ดังนี้
- สถานะและความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 13 คดีดังกล่าวในปัจจุบันเป็นอย่างไร อยู่ในชั้นและขั้นตอนใดของการพิจารณาคดีทางศาล หรือกระบวนการยุติธรรม คำพิพากษาเป็นเช่นใด คดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ อย่างไร
- นอกจากแนวทางการแก้ไขกฎหมายเรื่องอายุความแล้ว กระทรวงยุติธรรมจะมีนโยบาย แนวทางหรือวิธีการจัดการอื่นใดในการเร่งรัดการดำเนินคดีหรือดำเนินการส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมฯ นี้ ขาดอายุความเฉกเช่นเดียวกับคดีเหตุการณ์สลายการชุมนุมกรณีตากใบ
ด้าน พลตำรวจโท รุทธพล ชี้แจงว่า ความคืบหน้าคดีที่สืบเนื่องจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 มีทั้งหมด 383 คดี แบ่งเป็นกลุ่มทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ คดีก่อการร้าย 156 คดี, คดีข่มขู่บังคับรัฐบาล 25 คดี, คดีทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ 181 คดี และคดีกระทำต่อยุทธภัณฑ์ของทางราชการ 21 คดี
สำหรับคดีในกลุ่มทำร้ายประชาชน (กลุ่มที่ 3) ที่ดีเอสไอมีความเห็นควรสั่งฟ้อง และดำเนินการตามกฎหมาย จำนวน 13 คดี ปัจจุบันแบ่งเป็น 5 สถานะหลัก ได้แก่
- คดีทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย 2 คดี เหตุเกิดขึ้นที่ สน.ลุมพินี ทั้งสองคดีความ ซึ่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาและออกหมายจับตามภาพ ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และประกาศสืบจับผู้ต้องหาภายในอายุความตามกฎหมาย ผลการสอบสวนปรากฏว่า ผู้ต้องหาหลบหนี และยังไม่สามารถตามจับได้ ‘ซึ่งตอนนี้คดีขาดอายุความแล้ว’
- คดีที่กล่าวหาว่า ฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่น 6 คดี เหตุเกิดที่ BTS ศาลาแดง และหน้าตึกอือจือเหลียง พระราม 4 คดีนี้ศาลพิพากษา ‘ยกฟ้อง’ ผู้ต้องหาทั้งหมด 6 คน เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
- คดีเอาผิดอดีตนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ขณะนั้น 3 คดีศาลฎีกา ‘ยกฟ้อง’ เพราะเป็นอำนาจ ป.ป.ช. ปัจจุบันอัยการให้งดการสอบสวน และให้ตามหาผู้กระทำผิด มาดำเนินคดีให้ทันตามอายุความ
- คดีกล่าวหาทหาร 1 คดี กรณี 6 ศพวัดปทุมวนาราม อัยการทหารมีคำสั่ง ‘ไม่ฟ้อง’ ผู้ต้องหา
- คดีพยายามฆ่าและทำให้เกิดระเบิดเป็นอันตรายแก่ผู้อื่น 1 คดี กรณียิง M79 ใส่ สน.ลุมพินี อัยการสูงสุดสั่ง ‘ไม่ฟ้อง’
เทวฤทธิ์ตั้งคำถามต่อความย้อนแย้งในคดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม (กลุ่มที่ 4) ที่การไต่สวนการเสียชีวิตศาลพลเรือนชี้ชัดว่ากระสุนมาจากทหารพร้อมระบุหน่วยที่ชัดเจน แต่เมื่อดีเอสไอฟ้องต่อศาลทหารกลับปรากฎว่าอัยการศาลทหารสั่งไม่ฟ้อง โดยยกเหตุไม่มีพยานหลักฐานพอรับฟังได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่น จึงเสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ดีเอสไอรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อทำสำนวนส่งฟ้องใหม่หรือในคดีอื่นๆ
พลตำรวจโท รุทธพล ไม่ได้ตอบคำถามในส่วนที่ถามเพิ่มเติมนี้
แต่ในส่วนของนโยบายการเร่งรัดคดีนั้น พลตำรวจโท รุทธพล ยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญในเรื่องการเร่งรัดคดีให้ทันอายุความ เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน โดยแนวทางการเร่งรัดคดีจะมีการประสานงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสอบสวนและการรวบรวมพยานหลักฐานไม่ล่าช้าและมีการบูรณาการข้อมูลทุกภาคส่วน
เทวฤทธิ์ตั้งคำถามเพิ่มว่า พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเคยชูนโยบายคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดงได้เข้ามาหารือเพื่อผลักดันเรื่องนี้บ้างหรือไม่
พลตำรวจโท รุทธพล ตอบว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งยังไม่มีกลุ่มใดเข้ามาเรียกร้องเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ ขณะที่ในแง่การเยียวยา กระทรวงยุติธรรมได้จ่ายเงินชดเชยให้ผู้บาดเจ็บไปแล้ว 19 ราย เป็นเงิน 469,202 บาท รวมถึงให้ความช่วยเหลือเรื่องการประกันตัว ส่วนประเด็นเรื่องพยานหลักฐานนั้นยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมกันทำงานและรวบรวมหลักฐานอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วภายใต้กรอบของกฎหมาย
นับถอยหลัง 4 ปี ก่อนหมดอายุความ
The MATTER ได้พูดคุยกับเทวฤทธิ์เพิ่มเติมต่อประเด็นดังกล่าวว่า กังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วคดีนี้จะซ้ำรอยโศกนาฏกรรมตากใบหรือคดีความรุนแรงอื่นๆ ในอดีต และในระยะเวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ มีแผนงานหรือมาตรการอย่างไร เพื่อไม่ให้คดีสลายการชุมนุมเสื้อแดงต้องจบลงด้วยการหมดอายุความไปเฉยๆ
“กังวลแน่นอน และเป็นความกังวลตั้งแต่ปีแรกหลังเหตุการณ์ ต้องย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของคนเสื้อแดง หรือ นปช. เท่านั้น แต่เป็นการวางมาตรฐานว่า เราจะไม่ปล่อยให้ฆาตกรต่อเนื่องในนามของรัฐลอยนวลไปได้”
“วันนี้เรามีตากใบ วันก่อนเรามีเหตุการณ์ 6 ตุลา, พฤษภา’35 หรือการถีบลงเขาเผาลงถังแดงช่วงปราบปรามผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ วันหน้าก็ ‘คดีเสื้อแดง’ หรือแม้แต่คดีอื่นๆ ที่อาจมีประชาชนที่ออกมาประท้วงรัฐอีก” เทวฤทธิ์ ตอบ
เทวฤทธิ์ชวนมองว่า กรณีสลายชุมนุม 2553 ไม่ได้มีเพียงผู้ชุมนุมที่ถูกกระทำ แต่มีผู้สูญเสียตั้งแต่อาสาสมัคร พยาบาลอาสา อาสากู้ภัย สื่อมวลชน ประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่พลทหาร คำถามคือ “ต่อให้คุณไม่ใช่คนเสื้อแดง คุณยอมให้การตายของคนเหล่านั้นผ่านเลยไปได้หรือ”
ส่วนแผนงานต่อไปในฐานะสมาชิกวุฒิสภา เทวฤทธิ์จะเริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ อย่างคดีกลุ่มที่ 3 ที่ รมว.ยุติธรรม ตอบกระทู้ ที่ให้ดีเอสไอดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดเพื่อดำเนินคดีต่อไป 3 คดี ที่ต้องติดตามต่อไปว่า คดีนี้คือเหตุการณ์ไหน อย่างไร และติดตามความคืบหน้าของการสืบหาตัวผู้กระทำความผิดด้วย
ซึ่งจากการดำเนินคดีล่าสุด พนักงานดีเอสไอมีความเห็น ‘งดการสอบสวน’ เนื่องจากยังไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด และส่งสำนวนสอบสวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว โดยพนักงานอัยการมีความเห็นให้ ‘งดการสอบสวน’ และให้ ‘สืบหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีภายในอายุความ’
ส่วนคดีที่ดีเอสไอมีคำสั่งงดการสอบสวนในส่วนที่เป็นคดีเกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 140 คดี เทวฤทธิ์คิดว่าหากมากางดูดีๆ อาจไปเรื่อง ‘ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ’ ซึ่งเขาตั้งคำถามว่าจริงหรือที่พยานหลักฐานไม่เพียงพอ
แม้แต่คดีวัดปทุมวนารามที่อัยการทหารมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาโดยอ้างว่า “ไม่มีพยานหลักฐานพอรับฟ้องได้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 8 กระทำความผิด” ก็ต้องไปดูว่ากระบวนการดำเนินคดีของศาลทหารเหมือนฝั่งศาลพลเรือนหรือไม่ เพราะถ้าเป็นศาลอาญา ตาม ป.วิอาญา ม.147 หาก “ได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้” ก็สามารถร้องขอให้มีการสอบสวนต่อได้
ทำไมการติดตามและทวงถามถึงความยุติธรรมต่อกรณีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงจึงสำคัญ?
“การทวงความยุติธรรมหรือแสวงหาคนที่ต้องรับผิดชอบ นอกจากเป็นการคืนความยุติธรรมและความจริงที่ถูกพรากไปในอดีต ทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมปัจจุบันรักษาความน่าเชื่อถือแล้ว ยังเป็นการป้องกันเหตุที่อาจเกิดในลักษณะเดียวกันในอนาคตได้อีก ต้องบอกว่า ก็เพราะเราปล่อยให้มันเกิดการปล่อยให้มันจบๆ ไป จากเหตุการณ์ในอดีตมันจึงเกิดเหตุตามมาในอนาคต” เทวฤทธิ์ ตอบ
อ้างอิงจาก
การเมืองไทยร่วมสมัย พ.ศ. 2540-2563 : พัฒนาการทางการเมือง ความขัดแย้ง และประชาธิปไตย (เจริญพานิช, 2566)