หลายคนคงได้ยินกรณี ‘ไวรัสอีโบลา (Ebola)’ ที่ระบาดอย่างหนักอีกครั้งในประเทศคองโกและยูกันดา โดยเมื่อวันอาทิตย์ (24 พฤษภาคม) ที่ผ่านมา ทางการคองโกระบุว่า ขณะนี้มีจำนวนผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลากว่า 904 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 119 ราย
ความรุนแรงของสถานการณ์นี้ ได้สร้างคำถามว่าโรคนี้กลับมาระบาดได้อย่างไร จนถึงมีโอกาสที่อีโบลาจะแพร่กระจายไปทั่วโลกมากน้อยแค่ไหน?
จุดเริ่มต้นของการระบาดครั้งใหม่
แม้ไวรัสอีโบลาจะเคยระบาดแล้วในอดีต แต่สำหรับกรณีครั้งใหม่นี้ เชื่อกันว่ากรณีแรกถูกพบเมื่อวันที่ 24 เมษายน หลังพยาบาลคนหนึ่งซึ่งมีอาการป่วยและเสียชีวิต ในเมืองบุนยา (Bunia) จังหวัดอิตูรี (Ituri) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
หลังจากนั้นพื้นที่ดังกล่าวก็กลายเป็นศูนย์กลางของการระบาด ซึ่งคาดกันว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไวรัสแพร่กระจาย มาจากงานศพของผู้ป่วยรายนั้น หลังผู้ร่วมงานศพได้สัมผัสตัวผู้เสียชีวิตโดยไม่ทราบว่าเสี่ยงต่อการติดไวรัส
เพียงไม่นาน โรงพยาบาลหลายแห่งก็ต้องเผชิญกับภาวะผู้ป่วยล้นอย่างรวดเร็ว โดยทริช นิวพอร์ต จากองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) กล่าวว่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมงานได้พยายามติดต่อโรงพยาบาลหลายแห่ง แต่กลับพบว่า “สถานพยาบาลทุกแห่งที่พวกเขาโทรไปต่างบอกว่า ‘เราเต็มไปด้วยผู้ต้องสงสัยติดเชื้อแล้ว เราไม่มีที่ว่าง’”
“นี่แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้มันบ้าคลั่งแค่ไหน” เธอกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย
ไวรัสสายพันธุ์ร้ายแรง
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การระบาดครั้งนี้รุนแรงคือ ‘สายพันธุ์ของไวรัสอีโบลา’ กำลังแพร่กระจาย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเป็นไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูโย (Bundibugyo Ebolavirus) ที่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
ทำความเข้าใจก่อนว่า อีโบลาถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1976 บริเวณประเทศคองโกในปัจจุบัน และคาดกันว่าเชื้อมาจากค้างคาว โดยเรารู้กันว่าเชื้ออีโบลามี 4 สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ รวมถึงสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire) ซึ่งประเทศคองโก เคยเผชิญมาแล้วหลายครั้งในอดีต
อย่างไรก็ตาม สำหรับ ‘สายพันธุ์บุนดิบูโย’ เคยเกิดการระบาดเพียงสองครั้งก่อนหน้านี้ คือในยูกันดาในปี 2007 และคองโกในปี 2012 ซึ่งมีอัตราเสียชีวิตที่สูงมาก โดยคร่าชีวิตผู้ติดเชื้อไปราว 1 ใน 3
กลุ่มติดอาวุธในคองโก
อีกมิติของสถานการณ์คือ ‘ความขัดแย้ง’ ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายบริเวณ รวมถึงจังหวัดอิตูรีซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาดของอีโบลา ที่แม้ตอนนี้รัฐบาลคองโกจะยังปกครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ แต่อาจไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมั่นคง เพราะยังมีกลุ่มติดอาวุธปฏิบัติการอยู่
ก่อนการระบาด องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) ระบุในรายงานว่า วิกฤตความขัดแย้งในจังหวัดอิตูรีเลวร้ายลงเรื่อยๆ โดยทวีความรุนแรงมาตั้งแต่ปลายปี 2025 จนทำให้แพทย์และพยาบาลหลายคน ต้องลาออกและหนีออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้สถานพยาบาลหลายแห่งรับมือไม่ไหว และในบางพื้นที่ก็อยู่ในสภาพที่ “เลวร้ายอย่างยิ่ง”
ยกตัวอย่างเหตุการณ์เร็วๆ นี้ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 คนจากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ Allied Democratic Forces (ADF) ที่ปฏิบัติการในบางส่วนของคองโกและยูกันดา
“เรากำลังเผชิญกับสงครามสองด้าน ด้านหนึ่งคือสงครามอาวุธ และอีกด้านหนึ่งคือการระบาดของโรค” หญิงคนหนึ่งจากอิตูรีซึ่งสูญเสียพี่ชายและลุงในการโจมตีของกลุ่ม ADF เมื่อเดือนที่แล้วกล่าว
สถานการณ์ร้ายแรงแค่ไหน?
“WHO ประเมินว่าในระดับประเทศและระดับภูมิภาค ความเสี่ยงของการระบาดอยู่ในระดับสูง แต่ยังคง ‘ต่ำ’ ในระดับโลก”
เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ประธาน WHO แถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม หลังจากที่ WHO ประกาศให้การระบาดของไวรัสอีโบลาในคองโกเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ
“ในเมื่อยังไม่มีวัคซีนและยาบำบัดรักษา ประเทศต่างๆ สามารถใช้มาตรการต่างๆ เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสและช่วยชีวิตผู้คน ซึ่งคณะกรรมการฉุกเฉินได้สรุปไว้ในข้อแนะนำชั่วคราวแล้ว” เขาระบุ
ทั้งนี้ย้ำว่า “เราคาดว่าตัวเลขผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไวรัสแพร่ระบาดมานาน ก่อนที่ทางการจะพบว่ามีการระบาด”
สำหรับประเทศไทย เมื่อวานนี้ (25 พฤษภาคม) กรมควบคุมโรครายงานว่า “ปัจจุบันยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาในประเทศไทย” ซึ่งแม้ว่าความเสี่ยงในการแพร่ระบาดมายังทวีปเอเชียจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เพื่อความไม่ประมาท กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดสูงสุด
ยกตัวอย่างมาตรการของไทย เช่น ยกระดับการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ โดยผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดรุนแรง ได้แก่ คองโกและยูกันดา จะต้องถูกกักกันหรือคุมไว้สังเกตอาการเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน ทั้งนี้ยังแนะนำให้ประชาชนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศในแอฟริกาที่มีรายงานการระบาด หรือแจ้งประวัติเมื่อกลับไทย
อ้างอิงจาก