ตอนนี้ หมู่บ้านบนภูเขาแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนารา ประเทศญี่ปุ่น กำลังคึกคักจากนักท่องเที่ยวที่ถูกดึงดูดด้วยรูปปั้นแมลงสาบสำริดขนาดยักษ์ที่มีแขนกำยำและท่าทางเหมือนนักซูโม่
รูปปั้นดังกล่าวมีชื่อว่า ‘โกกิบุริเท็น’ หรือ ‘เทพเจ้าแมลงสาบ’ เป็นแมลงสาบสำริดสูง 170 เซนติเมตร มีลักษณะคล้ายมนุษย์ที่มี 6 แขนขา โดยมีแขนที่แข็งแรงสี่ข้างยื่นออกไป และขาอีกสองข้างที่มีเท้าปักแน่นอยู่กับพื้น ถูกติดตั้งตั้งแต่เมื่อกว่า 25 ปีที่แล้ว เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่แมลงศัตรูพืช ในวัดรินเซ็นจิ หมู่บ้านคามิกิตายามะ ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดนาราไปกว่า 2 ชั่วโมง
ปัจจุบัน เทพเจ้าแมลงสาบได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วญี่ปุ่นและต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการช่วยชุบชูชีวิตให้กับชุมชนในชนบทที่กำลังเผชิญกับปัญหาการลดลงของประชากร
ฮิโรโอ อะมาโนะ ประติมากรวัย 72 ปี จากเมืองมิซึนามิ จังหวัดกิฟุ ผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ กล่าวว่า เขาต้องการท้าทายมุมมองเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ จึงสร้างแมลงสาบที่ดูทรงพลังขึ้นมา
ส่วนท่าทางของเทพเจ้าแมลงสาบตัวนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากท่าทาง ‘มิเอะ’ ของละครคาบูกิ โดยผสมผสานพิธีกรรมต่างๆ เข้ากับเวทีซูโม่ ดังนั้น รูปปั้นจึงมีลักษณะที่ดูเป็นละครและเป็นสัญลักษณ์มากกว่าการแสดงภาพที่สมจริง
นอกจากนี้ อามาโนะยังฝัง ‘เมืองจำลองขนาดเล็ก’ ไว้ภายในท้องของรูปปั้น ซึ่งเขาบอกว่าเป็นรายละเอียดที่สะท้อนถึงการพลิกมุมมองที่คนมีต่อแมลงสาบว่า เขาอยากพลิกบทบาทให้มนุษย์กลายเป็น ‘ปรสิต’ บนร่างกายของแมลงสาบแทน

cr. Kyodo
แม้แต่ว่าคำว่าแมลงสาบ ‘โกกิบุริ’ ซึ่งปกติจะถูกไม่เขียนด้วยอักษรคันจิ แต่เขาเลือกที่จะเขียนเพื่อให้มีความหมายที่ศักดิ์สิทธิ์และยังคงรักษาความหมายที่ซับซ้อนเอาไว้
รูปปั้นนี้ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทโซโนะ บริษัทบำรุงรักษาอาคารในโอซาก้า ซึ่งทำงานด้านการควบคุมศัตรูพืชมานานกว่า 30 ปี และดำเนินการกำจัดแมลงสาบมากกว่า 2,000 ครั้งต่อปี
เรียวซาบุโร มินามิโซโนะ ผู้ก่อตั้งบริษัทวัย 84 ปี กล่าวว่า แนวคิดนี้เกิดจากความปรารถนาที่จะสร้างสิ่งแปลกใหม่และแตกต่างจากสิ่งเดิมๆ โดยเขามีความผูกพันส่วนตัวกับวัดแห่งนี้มาอย่างยาวนาน และเขาและอดีตเจ้าอาวาสของวัดรินเซ็นจิเป็นเพื่อนร่วมชั้นในวัยเด็ก ความสัมพันธ์นี้เองที่นำไปสู่การติดตั้งรูปปั้นที่วัดในเดือนพฤศจิกายน ปี 2000
ปัจจุบัน รูปปั้นโกกิบุริเท็นกลายเป็นแลนด์มาร์กยอดนิยมของทั้งกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ จีนและโปแลนด์ ถือเป็นความน่าสนใจทางวัฒนธรรมที่ไม่มีใครคาดคิด ซึ่งแม้แต่ชาวบ้านในท้องถิ่นเองก็ยังประหลาดใจกับกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้
มิโฮะ โคจิมะ ภรรยาของอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่รูปปั้นนี้มาติดตั้ง เธอเล่าว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอได้เฝ้ามองนักท่องเที่ยวจากนอกจังหวัดที่มาเยือนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งช่วยเปลี่ยนบริเวณวัดที่เงียบสงบเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์
นอกจากนั้น รูปปั้นนี้ยังช่วยสร้างความผูกพันระหว่างคนในท้องถิ่นและคนภายนอก ผ่านการมอบช่วงเวลาในการสนทนาและการแลกเปลี่ยนซึ่งหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่บ้านที่กำลังเผชิญกับจำนวนประชากรที่ลดลง
กว่า 25 ปีผ่านไป พื้นผิวของรูปปั้นเรียบเนียนและเงางามมากขึ้น เหมือนถูกขัดโดยกาลเวลาและมือของผู้คนที่แวะมาชมอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ โคจิมะสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าใกล้รูปปั้นได้อย่างอิสระ และหวังว่าพวกเขาจะชื่นชมมัน ‘ในฐานะงานศิลปะชิ้นหนึ่ง’