ประสบการณ์จากการไปร้านเหล้ามักให้บทเรียนแปลกๆ กับชีวิตเราอยู่บ้าง เช่น การจำได้ว่าเรายังลืมคนเก่าไม่ได้นี่หว่า พิษเหล้าอาจทำให้บางคนได้ตั้งคำถามสุดลึกล้ำว่าคนเราเกิดมาทำไม หรือกระทั่งการได้ข้อมูลลับสุดยอดจากวงในที่ทำงานที่ใครสักคนพลั้งปากออกมา
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานที่อโคจรแห่งนี้ เอื้ออำนวยให้บทสนทนาระหว่างผู้คนดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และปัญญาของมนุษย์ส่วนหนึ่งก็มาจากการแลกเปลี่ยนบทสนทนากันและกัน (เว้นเสียแต่ว่าจะดื่มจนลืมไปหมดน่ะนะ)
ได้อยู่กับคนที่คุ้นเคย มีเครื่องดื่มอร่อยๆ ชวนให้สมองผ่อนคลาย มีแอร์เย็นๆ บรรยากาศเป็นกันเอง แล้วทำไมเราถึงทำที่นี่เป็นห้องเรียนเสียล่ะ? Lecture Bar จึงถือกำเนิดขึ้น เปลี่ยนพื้นที่สังสรรค์ในผับบาร์ให้กลายเป็นห้องเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เทรนด์นี้แพร่หลายมาก่อนในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา จีน หรืออินเดีย ก่อนที่จะมีคนริเริ่มทำในไทยในช่วงปีที่ผ่านมา
พอเป็นผับบาร์สุดชิล เนื้อหาในการเลกเชอร์จึงเปิดกว้างมาก ไม่ต้องเป็นทางการ ไม่มีการเก็บเกรด และไม่ต้องเข้าใจทุกอย่างก็ได้ แค่ได้ฟังเพื่อเอาความบันเทิงหรือแรงบันดาลใจก็พอ ผู้เรียนจะให้ความหมายต่อความรู้เหล่านั้นอย่างไรก็ได้ เพราะอำนาจในการเรียนรู้เป็นของเขาเอง นี่จึงทำให้ Lecture Bar ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่สนใจเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัวเพียงเพื่อเติมเต็มความอยากรู้ก็เท่านั้น
แม้ในหมู่นักวิชาการบางกลุ่มจะมีข้อถกเถียงว่า การฟังเลกเชอร์ในบาร์ทำให้คุณค่าของวิชาการลดลงหรือไม่ แต่หากความรู้ที่อาจไม่สมบูรณ์แบบนั้น ช่วยให้ผู้คนหันกลับมาสนใจการเรียนรู้อีกครั้งหนึ่ง นั่นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ The MATTER ชวนถกถามเรื่องวิชาการและการเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ไปกับ ดาวฟ้า–ธรรมพร คำเคน หนึ่งใน Guest Lecturer ของบาร์แห่งหนึ่ง และติวเตอร์ด้านภาษา
สอนอะไรและยังไงในร้านเหล้า?
ถึงจะเป็นความรู้ชุดเดียวกัน แต่บริบทที่แตกต่างกัน ก็ทำให้กลวิธีในการสอนนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งหนึ่งที่ ดาวฟ้า หนึ่งใน Guest Lecturer ชวนให้เราสังเกตคือ ใครคือเจ้าของการเรียนรู้ในห้องเรียนนั้น? หากเป็นการสอนที่มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนปกติ อำนาจในการกำหนดการเรียนรู้ (Authority) ส่วนมากอยู่ที่ผู้สอนมากกว่าผู้เรียน การจะให้ความรู้นั้นก็จะทำในแบบแผนที่เราคุ้ยเคยกัน คือครูพูด นักเรียนฟัง อาจจะมีแลกเปลี่ยนกันได้ แต่นักเรียนโดยมากก็ต้องรอให้ครูเป็นผู้กระตุ้นก่อน
แต่ในบาร์ เราไม่ทำกันแบบนั้น เพราะบรรยากาศมีความเป็นกันเองกว่ามาก และผู้ฟังก็มีที่มาหลากหลาย ทั้งอายุ สถานะ เพศสภาพ ไปจนถึงระดับการศึกษาของแต่ละคน ข้อดีคือ เราจะไม่เห็นภาพในแบบห้องเรียนตามขนบ แต่มันนำพาเราไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการเรียนรู้ แม้แต่ผู้สอนเองก็จะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันด้วย ใครมีอะไรก็แชร์แลกเปลี่ยนกัน
ถึงอย่างนั้น ดาวฟ้าก็เลือกที่จะคงมาตรฐานการเลกเชอร์ตามแบบที่ตัวเองตั้งใจ คือทำให้มันเป็นการเลกเชอร์ที่มีความลึกของเนื้อหาพอๆ กับที่สอนในมหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่งตนเชื่อว่า ถึงเป็นผับบาร์ แต่ชุดความรู้ที่เอามาสอนก็ต้องมีคุณภาพ บางคนอาจตามไม่ทัน อาจไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด เพราะมีเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง แต่แค่ขอให้คนที่มาฟังได้ไอเดียใหม่ๆ ได้แรงบันดาลใจ หรือเปิดโลกทัศน์ของเขาได้ นั่นก็เท่ากับช่วยเขาเปิดประตูสู่องค์ความรู้อื่นๆ อีกมากที่เขาสามารถไปศึกษาต่อเองได้ภายหลัง
“ตัวอย่างเช่น พี่ยกเรื่องภาษาอีสานมาสอน พี่ก็พาดูว่าภาษาอีสานมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและระบบเสียงของตัวเองโดยไม่ได้ยึดโยงกับภาษาไทยกรุงเทพทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนมุมมองของคนในเรื่อง Centralization (การรวมศูนย์อำนาจ) ที่เคยทำลายอัตลักษณ์ทางภาษาของท้องถิ่น ส่วนหนึ่งเราต้องยอมรับว่าบางคนมาเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆ หรือเพื่อภาพลักษณ์ของปัญญาชน ซึ่งพี่ไม่ได้ดูถูกนะ แต่มันคือความหลากหลายของจุดประสงค์ในการมาที่ Lecture Bar ซึ่งนั่นก็นับว่าเป็นคุณค่าที่เราควรเคารพ”
วิชาการจริงแท้กับกระแสคนอยากฉลาด
คนไทยไม่น้อยชอบฟังพอดคาสต์ ชอบเสพเนื้อหาความรู้เพื่อพัฒนาตัวเองหรือจะเพื่อความบันเทิงก็ดี นี่เป็นมุมที่ดาวฟ้ามองเห็นต่อภาพรวมสังคมไทย ถึงอย่างนั้น ก็มีหลายคนปรารภว่า คนเหล่านี้เสพความรู้เพื่อทำให้ตัวเองดูดี ให้ดูเป็นปัญญาชนเพื่อที่จะใช้ยกตกข่มผู้อื่น ความเห็นแบบนี้มีอยู่ประปรายบนโลกทวิตภพ ซึ่งดาวฟ้าก็ยกมาพูดบ้างระหว่างที่เราถกถามกันเรื่องนี้
แน่นอนว่า ความรู้มีหลายฟังก์ชัน มันอาจจะเป็นบันไดช่วยพาเราไปสู่โอกาสใหม่ๆ มันอาจเป็นประตูทำให้เราได้เข้าใจโลกมากขึ้น หรือมันอาจเป็นแฟชั่นที่ทำให้คนๆ หนึ่งเข้าสังคมได้อย่างมั่นใจ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ความรู้มันก็สร้างประโยชน์ให้กับคน สุดแท้แต่ว่าเราจะให้ความหมายหรือเอามาปรับใช้อย่างไร ไม่มีผิดถูกอยู่แล้ว
“อย่างน้อย เราก็มองว่ามันเป็นเทรนด์ที่ดี เหมือนเทรนด์รักสุขภาพ แม้บางคนอาจใช้เพื่อทำให้ตัวเองดูเหนือกว่าหรือแสดงความเป็นปัญญาชน แต่มันก็ทำให้คนหันมาให้ค่ากับสายมนุษยศาสตร์มากขึ้น”
สำหรับดาวฟ้ามองว่า การพยายามผูกขาดความหมายของความรู้ให้อยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย กลับกัน เขาชวนให้เรามองเห็นว่ามนุษย์คนหนึ่ง มีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน โดยยก Quotes จาก Francis Bacon ใน Novum Organum ใจความโดยสังเขปว่า
“ผู้เรียนโดยมากมักแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1) ผู้เรียนที่เรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก และ 2) ผู้เรียนที่ศึกษาบนหลักการและทฤษฎี”
“ผู้เรียนในแบบแรกนั้น เปรียบได้กับ ‘มด’ พวกเขามักสะสมองค์ความรู้ที่ได้รับมา แต่ไม่ค่อยนำความรู้เหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ”
“ผู้เรียนในแบบที่สองนั้น เปรียบได้กับ ‘แมงมุม’ พวกเขาใช้ความคิดและเหตุผลของตัวเองในการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคม ซึ่งอาศัยคลังความคิดในหัวของพวกเขา”
“แต่ยังมีผู้เรียนอีกแบบหนึ่ง คือ ‘ผึ้ง’ พวกมันเก็บเกี่ยวน้ำหวานจากดอกไม้ในทุ่ง แต่มันไม่ได้สะสมไว้อย่างเดียว แต่มันยังนำไปต่อยอดและแปรรูปให้กลายเป็นน้ำผึ้ง”
“การแสวงหาความรู้จึงคล้ายกับกระบวนการของผึ้ง เราไม่ควรยึดเอาแต่เหตุผลของตัวเองเพียงอย่างเดียวเหมือนแมงมุม และไม่ควรเก็บข้อมูลจากการสังเกตหรือทดลองโดยไม่คิดไตร่ตรองเหมือนมด แต่เราควรใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ลองวิเคราะห์ ตีความ และทำความเข้าใจ จนมันกลายเป็นความรู้ของเราเอง”
สิ่งที่ดาวฟ้าอยากจะสื่อคือ ความรู้ในทุกวันนี้ไม่ใช่ความจริงสูงสุด แต่เป็นชุดข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือและกระบวนการคิดที่ทันสมัยที่สุด ณ ช่วงเวลานั้นๆ เราต้องยอมรับว่ามนุษย์ยังมีข้อจำกัด เช่น การศึกษาประวัติศาสตร์ก็ต้องอาศัยการสืบค้นจากหลักฐานทางโบราณคดี ในวันหน้าเราอาจมีไทม์แมชชีนที่ทำให้เราเห็นได้ชัดแจ้งว่า ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มันเป็นอย่างไรแน่ เพราะฉะนั้น ความรู้ในวันนี้ แม้พิสูจน์ได้ตามทฤษฎี แต่ก็สามารถโต้แย้งถกเถียงกันได้
กล่าวคือ ความรู้ไม่ได้เป็นความรู้ เพียงเพราะมันถูกพูดโดยคนที่ดูมีความรู้ อย่าเพิ่งเชื่อว่าเพราะนักวิชาการพูด แล้วนั่นจะเป็นความจริงสูงสุด ความรู้ทั้งหลายในโลกล้วนมี Methodology หรือวิธีการได้มาที่แตกต่างกัน และแน่นอนว่ามันตรวจสอบและถกเถียงได้ คำถามคือ เราได้ให้พื้นที่ให้คนได้ถกเถียงและตรวจสอบข้อเท็จจริงกันมากแค่ไหน เรื่องนี้เรายังต้องทำความเข้าใจกันอีกมาก
หวังให้คนได้เรียนรู้มากกว่าในร้านเหล้า
อาจจะด่วนสรุปเกินไป ถ้าเราจะบอกว่า การที่คนรุ่นใหม่สนใจ Lecture Bar เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้ให้องค์ความรู้ที่เติมเต็มความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์ได้มากพอ เพราะมหาวิทยาลัยเองก็มีเป้าประสงค์ในการผลิตบัณฑิตหรือแรงงานสู่สังคม มากกว่าการให้ความรู้กันตามอัธยาศัย ถึงอย่างนั้น คนในวัยทำงานก็ยังเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้ยากอยู่ดี ทั้งที่สังคมกลับคาดหวังให้คนได้พัฒนาตัวเองอยู่ทุกวัน
ดาวฟ้าในฐานะติวเตอร์ นักกิจกรรม และศิลปิน เชื่อว่า คนเราควรมีเวลาที่จะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ ซึ่งมันอาจไม่ใช่ความรู้ลึกซึ้งหรือทักษะสุดชิค มันอาจเป็นงานอดิเรกที่ให้ความหมายในการใช้ชีวิต แต่ทุกวันนี้คนไทยไม่มีเวลาทำในเรื่องเล็กน้อยที่แสนสำคัญเหล่านั้น เพราะปากท้องต้องมาก่อน ฉะนั้น ถ้าเราอยากให้ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นจริงได้ในสังคมไทย รัฐต้องปลดกระดุมตัวแรก คือการทำให้คนไทยมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่การใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งดาวฟ้าเองก็ยอมรับว่ามันเป็นแนวคิดอุดมคติมาก แต่มันก็ต้องทำให้ใกล้เคียงที่สุด
นอกจากนี้ โครงการด้านการเรียนรู้ของรัฐในปัจจุบันมักล้าสมัย ไม่น่าสนใจ จึงเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด ก็คือถ้ารัฐทำเองไม่ถนัด ก็ควรดึงเอกชนหรือกลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีศักยภาพ นักวิชาการรุ่นใหม่ๆ มาร่วมมือกันเพื่อให้ความรู้มีชีวิตและเข้าถึงง่าย และรัฐเองควรปรับปรุงทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว เช่น หอสมุด ไม่ปล่อยให้แห้งตาย แต่ควรให้ชุมชนได้เข้ามามีบทบาทในการดูแลและต่อยอด
นอกจากการเปิดคอร์สเรียนฟรีแล้ว รัฐควรสร้างระบบแรงจูงใจที่มากกว่าแค่ใบประกาศนียบัตร เช่น การสะสมหน่วยกิตที่ใช้ได้จริง หรือการให้ Reward ในรูปแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้คนอยากเรียนรู้ และจุนเจือคนที่เวลาเป็นเงินเป็นทองสำหรับเขา ให้เขาปลีกตัวมาเรียนรู้ได้บ้าง
“เราเชื่อว่าคนไทยพร้อมที่จะเรียนรู้ถ้าเขามีเวลาและมีโอกาสเข้าถึงมัน และมันคงจะดีมาก ถ้ารัฐสามารถสร้างสังคมที่ทำให้คนเข้าใจได้ว่า เขาจะรู้ ‘วิธีการ’ ในการเข้าถึงความรู้หรือทำความเข้าใจต่อเรื่องรอบตัวเขาได้อย่างไร”
การมีอยู่ของ Lecture Bar กำลังท้าทายสังคม มันชวนให้เราตั้งคำถามว่า วิชาการความรู้จำเป็นต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาอย่างเดียวหรือไม่ ผู้คนที่เดินเข้ามาในผับบาร์แห่งนี้ ล้วนมีโอกาสที่จะได้เป็นผู้เรียนอีกครั้ง พวกเขาได้ตั้งคำถามในเรื่องที่ไม่เคยมีใครให้ถาม ได้แลกเปลี่ยนกับคนแปลกหน้า และกลับออกไปพร้อมข้อสงสัยใหม่ บางทีคุณค่าของความรู้อาจไม่ได้อยู่ที่การได้รับคำตอบแล้วจบลง แต่คือกระบวนการที่อยากเติมเต็มความสงสัยใคร่รู้ไปตลอดชีวิต
และถ้าความอยากรู้นั้นเกิดขึ้นได้แม้ในร้านเหล้า คงไม่มีเหตุผลที่เราจะจำกัดการเรียนรู้ไว้เพียงในห้องเรียนอีกต่อไป