รากเหง้าของความโกรธ คือความขุ่นเคืองใจและความไม่พอใจด้วยสาเหตุบางอย่าง จะรู้สึกมากหรือน้อย คงต้องย้อนกลับไปดูให้ลึกกว่ารากเหง้านั้นว่า เบื้องหลังของมันคืออะไร
‘ฮีธคลิฟฟ์’ ผู้เป็นบ่อเกิดของความฉิบหายวายวอดทั้งหมดภายในนวนิยาย Wuthering Heights (1847) โดย เอมิลี่ บรอนเต้ (Emily Brontë) กับมหากาพย์การแก้แค้นที่กินเวลายาวนานกว่าหลายทศวรรษบนพื้นที่บริเวณที่ราบสูงเวสต์ยอร์กเชียร์ ซึ่งตัวนวนิยายจะเล่าถึงไฟโทสะที่ฮีธคลิฟฟ์มีให้กับตระกูลเอิร์นชอว์และตระกูลลินตัน ที่ได้พรากทุกสิ่งอย่างในชีวิตของเขาไป จากเปลวไฟดวงเล็กๆ ก็ได้ลุกลามกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของทุกคนอย่างไม่มีวันหวนคืนกลับมา
เมื่อการกระทำของมนุษย์ล้วนมีเหตุผล ทุกความโกรธแค้นจึงล้วนมีที่มา หากได้ฝ่าเข้าไปในกองเพลิงแห่งโทสะนี้ เราก็อาจพบกับความเป็นจริงอันโหดร้าย ที่ได้นำพาความมอดไหม้มาสู่วูเธอริง ไฮตส์ (ชื่อบ้านของตระกูลเอิร์นชอว์)

อีกหนึ่งชนชั้นในสังคม
นับตั้งแต่โลกของเราเริ่มมีอารยธรรมมนุษย์ถือกำเนิดขึ้น หลังจากนั้นเหล่ามนุษย์ก็ไม่เคยเท่าเทียมกันอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว เส้นแบ่งมากมายถูกขีดและกำหนดคุณค่าของคน คนกลุ่มหนึ่งอยู่เบื้องบน ส่วนอีกหลุ่มคนอยู่เบื้องล่าง เกณฑ์การแบ่งมนุษย์เราก็ไม่ได้ยากแต่อย่างใด เพียงแค่พวกเขามีอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป ก็พร้อมโดนกีดกันออกจากสังคมแล้ว
ฮีธคลีฟฟ์ เด็กกำพร้าจากลิเวอร์พูลที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป ถูกเอิร์นชอว์เจ้าของตระกูลเอิร์นชอว์ ณ เวลานั้นรับไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม โดยมีการบรรยายเอาไว้ว่ามีลักษณะเหมือนกับยิปซีผิวคล้ำ ที่มีดวงตาสีเข้าม ผิวสีเข้ม และผมสีเข้ม ซึ่งแม้ตัว เอมิลี่ บรอนเต้ จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าฮีธคลีฟฟ์เป็นยิปซีจริงหรือเปล่านั้น แต่จากการบรรยายรูปร่างหน้าตา ตลอดจนคำที่คนรอบตัวเรียกฮีธคลีฟฟ์ว่า “ไอ้ยิปซี” ก็พอทำให้คนอ่านสามารถอนุมานได้ประมาณหนึ่งว่า เขาอาจเป็นเด็กยิปซีจริงๆ ก็ได้
หากถามว่าการเป็นยิปซีมันส่งผลสำคัญต่อเรื่องราวทั้งหมดของหนังสือขนาดนั้นเลยหรือ? ก็คงต้องขอตอบว่าส่งผลอย่างมหาศาลเลยทีเดียว เพราะ ‘ความเป็นยิปซี’ ในตัวฮีธคลิฟฟ์ คือเส้นแบ่งสำคัญที่ทำให้เขาถูกกีดกันจากความเป็นเอิร์นชอว์อย่างชัดเจน เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอิร์นชอว์ผู้พ่อเสียชีวิต
ราวๆ ปลายศตตวรรษที่ 18-19 อ้างอิงจากช่วงเวลาในหนังสือ ยิปซีถือเป็นกลุ่มคนที่ถูกจำกัดสถานะทางสังคมไว้ต่ำต้อยกว่าคนทั่วไปมากพอสมควร โดยยิปซี หรือ ชาวโรมานี (Romani) คือชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่อย่างเร่ร่อนและไม่เป็นหลักแหล่ง สันนิษฐานว่าอพยพย้ายถิ่นฐานมาจากเอเชียใต้ และด้วยลักษณะรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนคนยุโรป จึงมักถูกเหมารวมในทางลบ โดยเฉพาะการตีตราว่าชนกลุ่มนี้เป็นหัวขโมย โจร หรือกระทั่งขอทาน
การเหมารวมนี้ได้ก่อกลายเป็นความรังเกียจและความหวาดกลัว จนทำให้ชาวยุโรปจำนวนมากมักแสดงท่าทีต่อต้านและไม่ต้อนรับกลุ่มคนเหล่านี้ ครั้งหนึ่งในประเทศอังกฤษเคยมีกฎหมายต่อต้านชาวโรมานีที่มีชื่อว่า Egyptians Act (ที่ใช้คำว่าชาวอียิปต์ เพราะในสมัยนั้นคนเข้าใจว่าชาวยิปซีคือชาวอียิปต์) ในปี 1530 ซึ่งออกมาภายหลังที่ชาวยิปซีอพยพเข้ามาในประเทศ โดยกฎหมายฉบับนี้ห้ามการอพยพเข้าประเทศ และกำหนดให้ชาวโรมานีต้องสมัครใจออกจากอังกฤษภายใน 16 วัน หรือในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีแมรีที่ 1 (Mary I of England) การเป็นชาวโรมานีถูกกำหนดให้เป็นอาชญากรรมที่มีโทษถึงประหารชีวิตเลย
ดังนั้นแล้ว การนำเด็กยิปซีเข้ามาในบ้าน ก็คงไม่ต่างจากการนำความอัปมงคลเข้ามา ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นก็คงรู้สึกรังเกียจเดียจฉัน เพราะกลัวว่าความเฮงซวยนั้นจะสาดใส่เข้าสักวันหนึ่ง ทำให้เอิร์นชอว์ผู้แม่ และฮินด์ลีย์ บุตรชายคนโตของตระกูล ต่างก็เกลียดขี้หน้าของเด็กยิปซีนี้เข้ากระดูกดำเลยทีเดียว
หลังจากเอิร์นชอว์ผู้พ่อเสียชีวิตลงไป ฮีธคลิฟฟ์ก็ไร้ซึ่งใบบุญให้พึ่ง ตัวเขาถูกอัปเปหิไปอยู่รวมกับคนใช้ ถูกกดขี่จากฮินด์ลีย์ ผู้นำตระกูลคนใหม่ แม้จะมีความรักและความเอาใจใส่จากแคทเธอลีน น้องสาวของฮินด์ลีย์ มาปลอบประโลมความชอกช้ำได้บ้าง แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะอันต่ำต้อยของเขาได้ ความรู้สึกที่ถูกดูถูกและเหยียดหยามในศักดิ์ศรีนี้ฝังลึกลงไปในจิตใจของชายหนุ่ม และมันกำลังก่อตัวขึ้นกลายเป็นความโกรธแค้นทีละเล็กทะละน้อย

รักต้องห้ามและชนชั้นระหว่างเขากับเธอ
แม้ทั้งโลกจะหันหลังให้ฮีธคลิฟฟ์ ทว่าแคทเธอรีนกลับเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงอยู่เคียงข้างเขาเสมอมา ความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ทั้งสองเคยมอบให้แก่กันในวัยเยาว์ เริ่มกลายร่างเป็นความผูกพันและความรัก ที่ค่อยๆ ผูกโยงจิตวิญญาณของทั้งคู่ให้ติดตรึงอยู่ร่วมกัน
แต่ถ้าทุกอย่างสมหวังดั่งปรารถนา เราก็อาจไม่ได้เห็นปีศาจร้ายในร่างฮีธคลิฟฟ์ ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาไล่แก้แค้นบรรดาผู้คนรอบตัวเขา ความรักของทั้งคู่ต้องถูกชงักลง เมื่อแคทเธอรีนตัดสินใจแต่งงานกับ เอ็ดการ์ ลินตัน แห่งทรัชครอสส์ แกรนจ์ (ชื่อบ้านของตระกูลลินตัน) เนื่องจากเขามีสถานะทางสังคมที่สูงกว่า และมองว่าหากแต่งงานกับฮีธคลิฟฟ์ทั้งเขาและเธอจะไม่เหลืออะไรเลย นอกจากความยากจนที่จะติดตัวพวกเขาไปจนวันตาย
เพราะต้องยอมรับว่าการที่แคทเธอรีนเลือกทำตามสังคม ไม่ทำตามเสียงหัวใจตนเอง ก็อาจเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในบริบทของยุคสมัยที่ชนชั้นและสถานะทางสังคมถือเป็นสารัตถะในการดำเนินชีวิต ผู้คนจึงมักมีปฏิสัมพันธ์กับคนในแวดวงสังคมเดียวกันเท่านั้น และไม่นิยมคบค้าสมาคมข้ามชนชั้นกัน เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงส่วนใหญ่ ก็มักจะไม่ได้รับมรดกใดๆ จากครอบครัว เมื่อแต่งงานออกไปพวกเธอจึงจะไม่ได้ทรัพย์สินใดๆ ติดตัวเลย
ดังนั้น การตัดสินใจแต่งงานในครั้งนี้ของแคทเธอรีน จึงอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วในบริบทสังคม มิเช่นนั้นเธอก็คงไม่เหลือสิ่งใดเลยหากเธอเลือกฮีธคลิฟฟ์ เพราะในโลกที่ชนชั้นคือหลักประกันของศักดิ์ศรีและความมั่นคง การแต่งงานจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของหัวใจ หากเป็นการตัดสินใจเชิงสถานะที่อาจกำหนดชะตาชีวิตทั้งชีวิต
“มันจะถือเป็นการลดเกียรติฉัน ถ้าฉันต้องแต่งงานกับฮีธคลิฟฟ์ตอนนี้”
ถึงอย่างนั้น สิ่งที่แคทเธอรีนเลือกนี่ก็ได้เปลี่ยนชะตาชีวิตเธอ และอีกหลายคนรอบตัวเธอด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อฮีธคลิฟฟ์รับรู้ถึงเรื่องนี้ เขาก็ได้ตัดสินใจหนีหายไป จนกระทั่งเวลาได้ล่วงเลยมากว่า 3 ปี เขาจึงได้กลับมาอีกครั้ง พร้อมสถานะที่มั่งคั่งและเพรียบพร้อม การตัดสินใจของหญิงสาว ทำให้ฮีธคลิฟฟ์คนเดิมได้ตายลงไปอยู่ที่ก้นบึงของหัวใจ เหลือเพียงปีศาจร้ายที่กลับมาพร้อมชำระแค้นทุกคน ดั่งพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำสู่วูเธอริง ไฮตส์และทรัชครอสส์ แกรนจ์อย่างไร้ความปราณี

ความแค้นและพายุที่โหมกระหน่ำใน Wuthering Heights
จากสถานะที่ถูกที่ให้ต่ำต้อย ผู้คนรอบข้างที่รังเกียจและล้อเลียนตัวของฮีธคลิฟฟ์ รวมถึงการถูกคนรักอย่างแคทเธอรีนทอดทิ้งไปแต่งงาน ด้วยเหตุผลด้านสถานะที่เป็นปมด้อยของเขามาโดยตลอด ก่อกลายเป็นบาดแผลในใจ และค่อยๆ กลั่นตัวกลายเป็นความเคียดแค้นที่พร้อมจะทำลายทุกชีวิตรอบตัว
เมื่อมีเหตุ ก็ต้องมีผล หากมองฮีธคลิฟฟ์ด้วยมุมมองทางปรัชญาที่เรียกว่า ‘Ressentiment’ หรือที่แปลเป็นไทยว่า ความโกรธเคืองหรือความไม่พอใจ ของ ฟรีดริค นีตเช่ (Friedrich Nietzsche) นักคิดและนักปรัชญาชาวเยอรมัน ก็อาจพบว่า สิ่งที่ฮีธคลิฟฟ์รู้สึกและได้ลงมือกระทำลงไป ตลอดจนผลลัพธ์ทุกอย่างภายในเรื่อง ก็ถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลแล้ว
โดย Ressentiment ในความหมายของฟรีดริค นีตเช่ ไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์โกรธธรรมดาที่ปะทุขึ้นแล้วดับลง หากคือความคับแค้นที่ถูกกดทับไว้ภายในใจของผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่อาจตอบโต้หรือระบายออกอย่างตรงไปตรงมาได้ ความรู้สึกนั้นจึงหมักหมม และค่อยๆ แปรสภาพเป็นการตีความโลกเสียใหม่
ในทัศนะของนีตเช่ ผู้ที่เต็มไปด้วยความโกรธเคืองหรือความแค้นจะไม่เพียงเกลียดชังผู้ที่อยู่เหนือกว่า แต่จะต้องสร้างระบบหรือคุณค่าใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อทำให้ตนเองรู้สึก ‘เหนือกว่า’ ทางศีลธรรม เพราะในแง่หนึ่ง พวกเขาไม่อาจชนะได้ด้วยกำลังหรือสถานะ จึงเลือกเอาชนะผ่านการทำลายคุณค่าของอีกฝ่าแทน
ฉะนั้นหากมองฮีธคลิฟฟ์ผ่านมุมมองนี้ จะเห็นได้ว่าเขาไม่เคยมีอำนาจต่อรองใดๆ มาตั้งแต่ต้น แถมยังถูกลดทอนศักดิ์ศรีและถูกเหยียดหยามอีก นั่นจึงผลักให้เขาเลือกหันกลับไปสร้างคุณค่าในตัวเองขึ้นมาใหม่ (ซึ่งในเรื่องจะไม่ได้บอกว่า ตัวเขาหายไปทำอะไรมาถึง 3 ปี) เมื่อกลับมาอีกครั้ง เขาก็ได้มีทรัพย์สินและอำนาจที่มากพอจะพลิกกลับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเขาและบุคคลอื่นๆ
ฮีธคลิฟฟ์สามารถดึงเอาฮินด์ลีย์ พี่ชายที่เคยกลั่นแกล้งตนให้มาอยู่ใต้อำนาจของเขาได้ ผ่านเรื่องของเงินทอง หรือกระทั่งเอ็ดการ์ ลินตัน ที่ถูกเจ้าตัวล้างแค้นด้วยความรู้ด้านกฎหมายที่ตนไปพัฒนามา ผ่านการหลอกล่อ อิซาเบลลา ลินตัน ผู้เป็นน้องสาวของเอ็ดการ์ให้มาแต่งงานด้วย นำไปสู่การได้ครอบครองทรัชครอสส์ แกรนจ์ได้ในภายหลัง
ความคับแค้นที่ถูกสั่งสมมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็เผยผลลัพธ์ออกมาในรูปของความสูญเสียที่ย้อนกลับไปสู่ทุกคนซึ่งเคยดูถูกและเหยียดหยามฮีธคลิฟฟ์ในอดีต เขาพลิกสถานะของตนจากผู้ถูกกดขี่ขึ้นสู่ผู้กุมอำนาจ และใช้มันเป็นเครื่องมือบีบคั้นให้ผู้อื่นได้ลิ้มรสความต่ำต้อยแบบเดียวกับที่เขาเคยเผชิญ
ท้ายสุดแล้ว จะให้ตัดสินว่าฮีธคลิฟฟ์ถูกผิดหรือดีชั่วอย่างไรนั้น ก็คงไม่สามารถพูดได้เต็มปาก เพราะหากมองจากหลักการและเหตุผล การกระทำของเขาก็คือผลพวงจากความเกลียดชังในอดีตที่ถูกส่งต่อจากคนรอบตัวมาสู่ตัวเขาเองนั่นแหละ
และสุดท้ายพายุแห่งความแค้น ก็ได้คลายตัวลง เหลือเพียงลมเย็นๆ ที่คอยพัดโชยปลอบประโลมคนที่ยังเหลืออยู่
อ้างอิงจาก