ทุกวันนี้การจะเป็นสาวโสดนั้นง่ายดายเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะด้วยการรักที่จะอยู่ตัวคนเดียว หรือยังไม่เจอใครที่พิเศษมากพอที่กุมหัวใจเราไปได้ ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม เพียงแค่มันหนักแน่นพอ เราก็ตัดสินใจครองตัวเป็นโสดได้ และไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองเราเป็นอย่างไรด้วย เพราะทุกวันนี้คนโสดมีมากมายเต็มไปหมด
หากเมื่อย้อนกลับไป 200 กว่าปีที่แล้ว แม้การเป็นสาวโสดจะเป็นสิ่งที่พอเลือกได้อยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันมีราคาที่ต้องจ่ายไม่ใช่น้อย เพราะเมื่อสาวคนใดเลือกจะอยู่ตัวคนเดียวจวบจนบั้นปลายชีวิตแล้ว ไม่ว่าจะออกไปพบปะสมาคมหรือไปงานเลี้ยงที่ใด ทุกสายตาก็อาจจะมาจับจ้อง พร้อมตกเป็นหัวข้อสนทนาให้เหล่าผู้ดีได้ซุบซิบนินทากัน แย่ไปกว่านั้นก็อาจถูกสังคมหมางเมินไปเลยก็ได้
เหมือนกับ ‘เอลูอีส บริดเจอร์ตัน’ จาก To Sir Phillip, With Love หนึ่งในหนังสือชุดบริดเจอร์ตันของ จูเลีย ควินน์ (Julia Quinn) ผู้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะขอครองตัวเป็นโสดในวัย 28 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เยอะมากพอจะถูกเรียกว่า ‘สาวทึนทึก’ ได้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าเธอขี้ริ้วขี้เหร่จนไม่มีใครเข้าหาหรอก แต่เพราะเธอค่อนข้างเลือกเจ้าบ่าวใน
อนาคตอย่างละเอียดถี่ถ้วน (จนเกินไป) ต่างหาก บรรดาชายหนุ่มที่เข้าหาเธอหรือแม้แต่คนที่แม่ของเธอหามาให้หลายต่อหลายคนถูกปฏิเสธไป จนเอลูอีสเริ่มจะเอือมกับสังคมไฮโซและวังวนเกมรักนี้เต็มทน จึงตัดสินใจขอเป็นโสดไปจนตายดีกว่า แต่ความตั้งใจนี้กลับพังทลายลงเมื่อ เธอได้รู้จักกับพ่อม่ายผู้เป็นสามีญาติห่างๆ ของเธอ การเขียนจดหมายโต้ตอบกัน ทำให้ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ ทำให้สุดท้ายเอลูอีสตัดสินใจหนีไปหาผู้ชายคนนี้ เพื่อมาถามอีกฝ่ายให้แน่ชัดถึงความรู้สึกที่แท้จริง
เมื่อพิจารณาแล้ว ไม่ใช่ว่าเอลูอีส บริดเจอร์ตันอยากเป็นโสดแต่อย่างใดหรอก เพียงแต่ความเอือมระอาต่อผู้ชายทั้งหลาย ตลอดจนการพยายามเฟ้นหาคนที่ดีที่สุดของผู้เป็นแม่ต่างหากที่ทำให้ความรักกลายเป็นยารสขมสำหรับเธอ บัดนี้ เมื่อประตูของหัวใจที่กำลังจะปิดตายได้เปิดออกมาอีกครั้ง ก็อาจต้องมีสิ่งที่ต้องแลกมามากกว่าที่เธอคิด

เพระฉันกลายเป็นสาวทึนทึกไปเสียแล้ว
เมื่อพูดถึงช่วงวัย 28 ปี หลายคนก็คงมองมันเป็นเพียงตัวเลขของการก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ช่วงต้นๆ ได้ออกไปใช้ชีวิตและเลือกทำสิ่งใดตามใจปรารถนา แต่ในศตวรรษที่ 19 ผู้หญิงที่ปล่อยตัวเองให้ไร้ซึ่งคู่ครองมาจนสู่ช่วงวัยนี้ได้ ก็อาจถูกขนานนามว่าเป็น ‘สาวทึนทึก’ ไม่ต่างอะไรจากต้นไม้แห้งเหี่ยว ที่นับถอยหลังรอวันยืนต้นตาย
เอลูอีส บริดเจอร์ตันในวัยนี้ ก็คิดไม่ต่างออกไปเท่าไหร่นัก ย้อนกลับไปในหลายเล่มก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น The Duke and I, The Viscount Who Loved Me, An Offer from a Gentleman, และ Romancing Mister Bridgerton เธอมักแสดงท่าทีขึงขังในการปฏิเสธที่จะมีคู่มาโดยตลอด ทั้งการได้เห็นเหล่าพี่น้องของเธอได้คู่ครองที่ดีจนกลายเป็นมาตรฐานอันสูงลิ่งให้เธอต้องลำบากใจ หรือกระทั่งความรู้สึกที่ตัวเองยังคงอยากมีสิทธิที่จะตัดสินใจหรือทำอะไรทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ล้วนกลายเป็นเหตุผลที่ขับเคลื่อนให้ตัวละครนี้มีความคิดเป็นของตัวเอง และมีความสุขที่จะได้เลือกใช้ชีวิตบนเส้นทางของตน มากกว่าจะปล่อยให้ขนบธรรมเนียมหรือกรอบสังคมของผู้หญิงในยุคนั้นเป็นผู้กำหนดชีวิตแทน
ถ้าถามว่าขนบธรรมเนียมหรือกรอบคิดของผู้คนในสังคมยุครีเจนซี่หรือช่วงต้นศตวรรษที่ 19 นั้นสามารถกำหนดและตีตราผู้หญิงได้มากขนาดไหน ก็คงต้องบอกว่ามากพอจะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องอับอายขายขี้หน้าไปตลอดชีวิต
ในประเทศอังกฤษนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา คำว่า ‘spinster’ หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า สาวเทื้อหรือสาวทึนทึก ถูกใช้ในทางกฎหมายเพื่อหมายถึง ผู้หญิงที่มีอายุเกิน 18 ปีและยังไม่ได้แต่งงาน ซึ่งวัยส่วนใหญ่ที่สังคมมองว่าเลยช่วงวัยอันเหมาะควรจะแต่งงานจะอยู่ราว 27–30 ปี โดยตามธรรมเนียมหรือจารีตทางสังคม สาวทึนทึกทั้งหลายมักต้องอาศัยอยู่ร่วมกับพี่ชายหรือพี่สาวที่แต่งงานแล้ว ต้องช่วยงานบ้านงานเรือน และที่สำคัญพวกเธอจะไม่สามารถใช้ชีวิตตามลำพังหรือเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวได้ แถมพวกเธอยังอาจต้องเสียภาษีมากกว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วด้วย โดยกฎหมายระบุเอาไว้ว่า ผู้หญิงคนใดก็ตามที่มีอายุเกิน 27 ปี และยังไม่ได้แต่งงาน จะต้องเสียภาษี 6% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของตน ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน บ้าน ทรัพย์สมบัติ เงินทอง หรือสินทรัพย์อื่นๆ และหากมีใครแจ้งมูลค่าทรัพย์สินไม่ครบถ้วนหรือปกปิดข้อมูล ก็จะถูกริบทรัพย์ถึง 25% ส่งให้แก่ราชสำนัก

การเป็นสาวโสดในสังคมอังกฤษยุคนี้จึงเป็นเรื่องชวนอดสูอยู่ไม่น้อย ดังที่เอลูอีสคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้น ว่าตัวเธอรู้ดีหากเธอกลายเป็นสาวทึนทึกแล้ว เหล่าคุณหญิงคุณนายในสังคมจะค่อนขอดเธออย่างไรบ้าง สำหรับเธอแล้ว การมีสถานะทางสังคมเช่นนี้ เลวร้ายเสียยิ่งกว่าการมีสติปัญญาที่โง่เขลาอีก
นอกจากเสียงซุบซิบนินทาจากวงสังคมแล้ว เอลูอีสยังต้องเผชิญกับความอึดอัดบางอย่างที่ยากเกินจะถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด เมื่อได้เห็นพี่น้องของตนประสบความสำเร็จและได้ดื่มด่ำกับความรักที่ลงตัว ความสุขของพวกเขากลับกลายเป็นเส้นบางๆ ที่ขีดกั้นระยะห่างระหว่างเธอกับครอบครัว แม้จะยังอยู่ใกล้กัน แต่ความรู้สึกกลับเหมือนห่างไกลออกไปทุกที
เหตุการณ์ที่ทำให้เธอเห็นเส้นแบ่งนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น คือช่วงเวลาที่เอลูอีสเดินทางไปเยี่ยมดาฟนีและฟรานเชสกา พี่สาวน้องสาวของเธอ ซึ่งต่างมีความสุขกับชีวิตในฐานะแม่และภรรยา ภาพชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ของทั้งคู่ยิ่งทำให้เธอตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างกันมากขึ้นไปอีก และเมื่อครั้งที่ฟรานเชสกาต้องตกพุ่มม่ายจากการสูญเสียสามี เหตุการณ์นั้นก็ยิ่งตอกย้ำให้เอลูอีสเห็นว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการครองตัวเป็นโสดของเธอเอง อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่พี่สาวต้องเผชิญ
เส้นแบ่งที่แปรเปลี่ยนกำแพงแก้ว เริ่มทำให้เธอค่อยหันกลับมามองถึงเหตุผลอันเหมาะควรที่ควรจะหาใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง ซึ่งนี่อาจไม่ใช่ความพ่ายแพ้ในฐานะของสตรีผู้มีความคิดความอ่านที่หลักแหลมพอจะเลือกยืนในจุดที่ตนพึงพอใจ หากแต่เป็นเพราะสังคมและผู้คนรอบตัวของเธอต่างหากที่กดดันสาวน้อยวัย 28 ปี ให้ต้องเติบโตเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ในสังคม
ได้เลือกแต่ก็ใช่ว่าจะได้เลือกทั้งหมด
ด้วยความที่เรื่องราวของเอลูอีส บริดเจอร์ตัน ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านนิยายโรแมนติกแสนหวาน ความจริงที่ว่าเธอจะต้องลงเอยกับชายหนุ่มคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่ลิขิตเอาไว้ชัดเจนแล้ว หากแต่เส้นทางก่อนจะไปถึงบทสรุปนั้นต่างหาก ที่มีประเด็นมากมายเกิดขึ้นกับตัวเธอ จนชวนให้ตั้งคำถาม ว่าการที่เธอได้เลือกคู่ครองของด้วยตนเองสมใจปรารถนานี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดจริงหรือไม่?
เธอได้สนทนากับ ‘เซอร์ฟิลิป เครน’ แบบจริงจังครั้งแรกโดยการโต้ตอบกันผ่านจดหมาย ที่เธอเขียนไปแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียภรรยาไปอย่างกระทันหัน ด้วยคารมคมคายของฝ่ายชายและคำพูดคำจาชวนให้หลงเสน่ห์ของเอลูอีส ไฟเสน่หาของทั้งคู่จึงจุดติดขึ้นมาอย่างไม่ยากเย็น จนสุดท้ายเซอร์ฟิลิปจึงชิงขอหญิงสาวที่ไม่เคยพบหน้าคร่าตาเป็นภรรยาผ่านหน้ากระดาษ
มีหรือที่ชายผู้มีคารมคมคายและสามารถโต้ตอบกับหญิงสาวได้อย่างชาญฉลาดจะหลุดรอดไปจากความสนใจของเอลูอีส บริดเจอร์ตันได้ ประกอบกับความรู้สึกกดดันเรื่องคู่ครอง เธอจึงตัดสินใจเดินทางยามวิกาลไปหาผู้ชายคนคนนี้โดยลำพัง เพื่อไปให้รู้แจ้งแก่ตัวเอง ว่าอีกฝ่ายสมควรจะมาเป็นสามีในอนาคตของเธอหรือไม่
แต่การตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวของเธอในครั้งนี้ คือการพาตัวเองมาสู่หุบเหวโดยแท้จริง ลองนึกภาพว่า ในช่วงศตวรรษ 19 ที่ผู้หญิงยังไม่ได้มีอิสรภาพในการใช้ชีวิต หรือกระทั่งหลังจากได้แต่งงาน พวกเธอก็เป็นเพียงทรัพย์สินของสามี ในยุคสมัยที่ผู้หญิงไม่ต่างอะไรจากสิ่งของ การหนีไปหาผู้ชาย จึงไม่ต่างอะไรจากการฆ่าตัวตายทางสังคม เพราะมันไม่ใช่เพียงความเสื่อมเสียของตัวเองเท่านั้น แต่ยังลากไปเสื่อมถึงวงศ์ตระกูลด้วย
หลังจากอาศัยอยู่กับชายหนุ่มได้เพียงไม่นาน เหล่าพี่ชายของเธอ ก็ได้ตามมาจนเจอ พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้เธอต้องแต่งงาน ซึ่งเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว สำหรับการกระทำครั้งนี้ของเธอ

นอกจากผลลัพธ์จากการกระทำของเธอแล้ว เอลูอีสก็ยังต้องเผชิญกับการต่อสู้ทางจิตใจในระหว่างที่อาศัยอยู่กับเซอร์ฟิลิปด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อมาถึง เธอก็ได้รับรู้ความจริงที่ว่าฝ่ายชายคาดหวังเพียงที่จะหาแม่ของลูกฝาแฝดของเขาเท่านั้น ซึ่งความคิดของฟิลิปได้ทลายภาพฝันที่เธอคิดกับอีกฝ่ายลงไปอย่างไม่เหลือชิ้นดี
หลายเหตุการณ์ที่เธอต้องเผชิญ ล้วนชวนให้ผู้อ่านอย่างเราตั้งคำถามไม่น้อย ว่าการได้เป็นหญิงสาวที่มีอิสระเลือกคู่ครองตามใจตนนั้น คืออิสรภาพแท้จริงเพียงใด เพราะเมื่อมองจากสถานการณ์ต่างๆ ภายในเรื่อง ทั้งการต้องถ่อไปถึงต่างจังหวัดเพื่อพบกับชายในจดหมาย หรือการค้นพบความจริงที่ว่าผู้ชายคนนั้นแตกต่างจากหน้ากระดาษอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้จึงดูคล้ายบทเรียนจากผลของการกระทำของเธอเอง มากกว่าจะเป็นภาพฝันของเสรีภาพอย่างที่ใครหลายคนคาดหวัง
ถ้านี่คือบทเรียนของเธอจริง ก็ยิ่งน่าสนใจไม่น้อยที่จะลองมองอีกมุมหนึ่งว่า หากเอลูอีสเลือกเชื่อฟังผู้เป็นแม่ หรือปล่อยให้พี่ชายจัดหาคู่ครองให้ และยอมออกเรือนไปตั้งแต่แรก ชีวิตของเธอจะต้องเผชิญเรื่องราวเช่นนี้หรือไม่ แล้วในเส้นทางนั้น ตัวเธอจะมีความสุขดีหรือเปล่า
แต่หากเป็นในยุคสมัยปัจจุบัน เธอก็อาจไม่จำเป็นต้องถูกกดดันจากสังคมหรือครอบครัว และสามารถเลือกครองตัวเป็นโสดได้ตามที่ใจเธอต้องการ ไม่ต้องคอยพะวงว่าตัวเองจะถูกตัดสินหรือค่อนขอดจากคนรอบข้างอย่างไรบ้าง เพราะปัจจุบันการเป็นโสดคือความธรรมดาสามัญที่ใครก็สามารถเป็นได้ โดยไม่ต้องกลัวจะกลายเป็นแกะดำของสังคม
การครองตัวเป็นโสดอาจไม่ใช่สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดในยุคสมัยนั้น หากแต่เป็นสายตาและความคิดของผู้คนในสังคมต่างหาก ที่คอยตีตราและตัดสิน จนทำให้ความโสดกลายเป็นความผิดแปลกและแตกแยกจากคนหมู่มาก
อ้างอิงจาก