ในโลกธุรกิจ ความสำเร็จมักถูกวัดมูลค่าผ่านตัวเลขกำไรสุทธิบนหน้ากระดาษ แต่ในยุคสมัยที่โลกกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางทางระบบนิเวศสมการความสำเร็จแบบเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยคำใหม่นั่นคือ ‘Impact Business’ หรือธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างผลกระทบเชิงบวก
ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่มีหัวใจ เพ่งเล็งไปที่การแก้ปัญหาของเพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยฝังแนวคิดเรื่องความยั่งยืนลงไปในโครงสร้างตั้งแต่ Day One และใช้ผลกำไรเป็นเครื่องมือในการหล่อเลี้ยงให้คุณค่าเหล่านั้นเติบโตและอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง
Cartier Women’s Initiative โครงการระดับโลกที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวก ได้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นผ่าน docuseries ให้จับต้องได้ง่ายขึ้น The MATTER ได้ชวน 5 ผู้ประกอบการหญิงแถวหน้าของไทย มาร่วมถอดรหัสความคิดในทุกมิติ ตั้งแต่นิยาม สมการความสมดุล ไปจนถึงพลังส่องแสงนำทางของผู้หญิงในการเปลี่ยนโลกใบนี้ให้งดงามยิ่งกว่าเดิม

นิยามของ Impact Business ในเลนส์ของ 5 หญิงแกร่ง
สำหรับผู้หญิงทั้ง 5 คนนี้ ผลกระทบเชิงบวกและความยั่งยืนไม่ใช่แค่แคมเปญการตลาดหรือกิจกรรม CSR ประจำปีที่ฉาบไว้บนตัวสินค้า แต่เป็นสารตั้งต้นและจิตวิญญาณที่ทำให้ธุรกิจของพวกเธอถือกำเนิดขึ้นมา
คุณเชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ เจ้าของแบรนด์ Sirithai แบรนด์แปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว เล่าถึงจุดเริ่มต้นหลังจากผันตัวจากการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมแบบ Non-Profit มานานจนพบข้อจำกัดด้านความยั่งยืนทางการเงิน
“สำหรับเชอรี่มันคือหัวใจสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์เลยค่ะ สารตั้งต้นคือเราอยากจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อยากทำเพื่อชุมชน และความเท่าเทียมของรายได้ ศักดิ์ศรีของชาวนา สิ่งนี้มันอยู่ในจิตวิญญาณการทำธุรกิจของเรา เราสนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรแบบฟื้นฟูผืนป่า ซื้อในราคาที่เป็นธรรมให้เขาตั้งราคาเอง แล้วเราก็นำข้าวมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ชาข้าวคั่ว หรือสบู่เหลว เพื่อให้บริษัทอยู่ได้และสร้าง Impact ไปพร้อมๆ กัน”

ในทำนองเดียวกัน คุณเอิร์น-อรนภัส บุญอนันตพัฒน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Niran (นิรันดร์)พวงหรีดผ้ารักษ์โลก ก็มองว่าผลกำไรคือเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด
“Impact Business คือธุรกิจที่ไม่ได้มองว่าผลลัพธ์ทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ธุรกิจนั้นกำเนิดขึ้นมา สำหรับนิรันดร์ พวงหรีดผ้าของเราถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นให้มีชีวิตต่อหลังจากเสร็จพิธี โดยสามารถนำไปส่งต่อเป็นผ้าห่อศพให้ครอบครัวที่ขาดแคลน หรือตัดเย็บเป็นชุดนักเรียนให้เด็กในชุมชนห่างไกล ซึ่งธุรกิจของเราจะดำเนินการต่อได้ก็ต่อเมื่อวงจรหมุนเวียนนี้เกิดขึ้นจริงเท่านั้น”
“สำหรับแพร Impact Business เป็นมากกว่าธุรกิจที่สร้างรายได้ โดยคิดถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการเติบโตของธุรกิจค่ะ ในปัจจุบันคำว่าธุรกิจมีบทบาทมากกว่าการขายสินค้าและบริการ เรายังสามารถสร้างความรู้ สร้างโอกาส และสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันของผู้คนได้ด้วย ผ่านเรื่องใกล้ตัว เช่น เรื่องอาหาร พืช ความหลากหลายทางชีวภาพ”

ทางด้านการขับเคลื่อนผ่านระบบอาหาร คุณณัฐ-ภัทรพร สาลีรัฐวิภาค เจ้าของร้าน บ้านเกิด ร้านอาหารเพื่อสุขภาพแบบ Farm-Focused ที่เลือกใช้ผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อยและประมงพื้นบ้าน ยืนยันว่าคุณค่าทางสังคมต้องควบคู่ไปพร้อมการเติบโตทางธุรกิจในรูปแบบ
“ณัฐไม่อยากให้แยก Impact หรือแยกการช่วยเหลือสังคมออกจากธุรกิจ แต่อยากเอามาแปรรูปร่วมกันให้เป็น Commitment ที่ต้องทำทุกวัน เราปรับระบบของร้านตามวิถีของเกษตรกรรายย่อยและประมงพื้นบ้าน ไม่ไปยึดหลักว่าผลผลิตต้องสวยเท่านี้ ไซซ์ขนาดนี้ เพราะวัตถุดิบแต่ละวันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เราทำสิ่งนี้เพื่อหยิบวัตถุดิบตามฤดูกาลมาทำเป็นเมนูอาหารอร่อยๆ ให้คนได้กิน โดยไม่ต้องมาอุดหนุนเพราะเป็นเรื่องการกุศล”
และสำหรับ คุณเต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ ผู้ร่วมก่อตั้ง EEC Thailand ค่ายการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชน เธอมองว่าเครื่องมือที่สร้างความยั่งยืนได้ทรงพลังที่สุดคือการศึกษา
“เต้ยคิดว่าเรื่องของ Education เป็นเรื่องที่ Sustain (ยั่งยืน) มากที่สุดแล้วกับการที่เราจะรักษาธรรมชาติไว้ เต้ยยอมรับว่าเราทำธุรกิจแสวงหากำไรเพราะมีค่าใช้จ่ายและทีมงานจำนวนมากในการลงพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญคือเราเลือกทำธุรกิจที่มีคุณค่า คืนคุณภาพการเรียนรู้และสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ระบบนิเวศ เพื่อให้พวกเขารักและอยากปกป้องมันในวันข้างหน้า”

สมการความสมดุลระหว่าง Profit (กำไร) และ Purpose (คุณค่า)
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Impact Business คือการหล่อเลี้ยงทั้งสองฝั่งให้เติบโตไปพร้อมกันโดยไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง หากไร้ซึ่งกำไร ธุรกิจก็ไม่มีแรงขับเคลื่อนส่งต่อคุณค่า แต่หากไร้ซึ่งคุณค่าและความยั่งยืน ธุรกิจก็จะเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตเงินที่ไร้จิตวิญญาณ
คุณเชอรี่ยอมรับว่าในช่วงแรกเธอใช้ Purpose นำในการทำธุรกิจจนแทบไม่มีสมดุล แต่บทเรียนที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าความแข็งแรงทางการเงินคือรากฐานของความยั่งยืน
“ถ้าเราไม่แข็งแรงทางด้านการเงินด้วย บริษัทมันก็อยู่ไม่ได้ เราก็ช่วยใครต่อไม่ได้ มันก็เป็นที่มาของการที่เรามาจริงจังเรื่องการบริหารจัดการ Finance และการวางแผนธุรกิจที่มีรูปแบบชัดเจนมากยิ่งขึ้น และหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าถ้าเราต้องการที่จะให้ธุรกิจแข็งแรงจริงๆ ต้องทำให้มันขยายขนาดได้ อันนี้เป็นสิ่งที่จะทำได้ทั้งฝั่ง Profit ด้วยและฝั่ง Purpose ของเราค่ะ”
เช่นเดียวกับคุณเอิร์นที่มองเห็นสัจธรรมว่าทั้งสองสิ่งนี้ต้องช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นระบบก็จะพังลงในที่สุด
“ถ้าคุณไล่ล่าแต่ผลกำไรแล้วใช้เรื่องสังคมเป็นแค่ฉากบังหน้าเพื่อทำ PR ในที่สุดลูกค้าและทีมงานของคุณเองก็จะมองทะลุเห็นเนื้อแท้ วิธีที่ Niran รักษาความสมดุลนี้ไว้ คือการทำให้ผลกระทบทางสังคมเป็นเนื้อเดียวกับคุณภาพของสินค้าอย่างแยกไม่ออก ลูกค้าจ่ายเงินซื้อพวงหรีดเพราะมันถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างประณีตงดงามและให้เกียรติผู้ล่วงลับ ยิ่งเราพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นเท่าไร ผลกระทบต่อสังคมก็ยิ่งหยั่งรากลึกขึ้นตามไปด้วย”

“การสร้างสมดุลอย่างยั่งยืนทำได้ต่อเมื่อคุณค่าที่เราอยากส่งต่อถูกวางไว้เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายหลัง เวลาทำงาน แพรพยายามออกแบบทุกอย่างให้มีทั้งคุณค่าและการใช้งานจริง เพื่อให้ความยั่งยืนนั้นเลี้ยงดูตัวเองได้ทางเศรษฐกิจด้วย”
ในขณะที่หลังบ้านของร้านบ้านเกิดของคุณณัฐต้องยอมปรับเปลี่ยนระบบดั้งเดิมของโลกธุรกิจ เพื่อโอบรับวิถีของเกษตรกรตัวเล็กๆ ให้เติบโตไปด้วยกัน
“ในด้านบัญชี เราพยายามปรับระบบไปตามเกษตรกร เกษตรกรรายย่อยจริงๆ บางคนไม่มีบิล มีแค่ข้อความในไลน์ ซึ่งระบบบัญชีเราต้องปรับตามเขา เขียนใบรับรองแล้วเซ็นกำกับ และการจัดซื้อของเราก็ไม่มี Payment Term วันไหนวันนั้น เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยอยู่ได้จริงๆ เราอยากให้เห็นว่าสองสิ่งนี้ไม่ต้องแย่งกัน แต่รันไปพร้อมกันได้”
ส่วนคุณเต้ยมุ่งเน้นไปที่การจัดสรรสัดส่วนรายได้ในองค์กรเพื่อคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์และแกนกลางในการให้ความรู้กับเด็กๆ
“ค่าย CSR หรือค่ายที่เราไปร่วมกับแบรนด์ มันเป็นรายได้ที่เป็นก้อนใหญ่มากๆ ส่วนเรื่องของค่ายที่เราสอนเด็กๆ มันไม่ได้ได้รายได้แบบเท่ากันอยู่แล้ว แต่พวกเราคุยกันแล้วว่าเราไม่สามารถยกเลิกการทำค่ายให้เด็กๆ ได้จริงๆ เพราะว่ามันคือ core ของเรา เราโตมากับสิ่งนี้ เราก็เลยมีการจัดระบบระเบียบใหม่ในองค์กร และพยายามที่จะทำคุณภาพของค่ายให้มันดีที่สุด”

ผลกระทบเชิงบวกและมุมมองความสำเร็จที่ก้าวข้ามตัวเลขรายได้
เมื่อความยั่งยืนและโมเดลธุรกิจทำงานร่วมกันอย่างซื่อตรง ผลลัพธ์ที่สะท้อนออกมาจึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขผลกำไร แต่เป็นมุมมองความสำเร็จและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมและในหัวใจของเหล่าผู้ประกอบการ
คุณเชอรี่มองความสำเร็จจากความเข้าใจที่หยั่งรากลึกของผู้บริโภคและการสร้างทิศทางที่มั่นคงให้กับชุมชนและเกษตรกร
“เราทำมา 5 ปี ความสำเร็จของเรา ณ วันนี้ยังน้อยมากๆ เลยค่ะ เพราะตอนเริ่มต้นเราไม่มีอะไรเลยนอกจากความตั้งใจที่จะช่วยชาวนาและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่พอเรามี Commitment กับมันจริงๆ การที่เราเริ่มเห็นทิศทางว่าจะพาเขาไปทางไหน อันนี้คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ สำหรับเชอรี่มันกำลังเพิ่งเริ่มต้นขึ้น เมื่อเวลาที่คนเข้าใจแล้ว มันทำให้เรามี Loyal Customers อยู่จริงๆ และเราสามารถสร้างความแฮปปี้กับสิ่งที่เราจะสร้าง Impact ได้มากยิ่งขึ้น”

สำหรับคุณเอิร์น ความสำเร็จสูงสุดคือการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมและมาตรฐานใหม่ของสังคมในการมองสิ่งแวดล้อมท่ามกลางความโศกเศร้าของการสูญเสีย
“ความสำเร็จของ Niran คือการได้เห็นมุมมองของสังคมเปลี่ยนไปจนเรื่องความตายกลายเป็นเรื่องปกติ วันไหนที่มีคนเลือกพวงหรีดผ้าของเรา อาจไม่ใช่เพราะเขารู้จักแบรนด์เรา แต่เป็นเพราะเขานึกภาพไม่ออกว่าจะส่งสิ่งที่จะกลายเป็นขยะไปในงานศพทำไม วันนั้นแหละคือความสำเร็จที่แท้จริง เพราะมันหมายความว่าแนวคิดของเราได้ก้าวข้ามคำว่าแบรนด์สินค้า และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคมไปแล้ว ส่วนในระยะสั้น เราวัดผลจาก Impact ที่จับต้องได้จริง เช่น สามารถส่งมอบผ้าห่อศพให้ครอบครัวที่ขาดแคลนได้มากแค่ไหน หรือมีเด็กๆ ได้รับชุดนักเรียนไปกี่คน ตัวเลขพวกนี้ต่างหากที่เป็นตัวบอกว่าเรากำลังเดินมาถูกทางตามที่ตั้งใจไว้จริงๆ”

“วันนี้เป็นเวลากว่า 5 ปีที่แพรได้ทดลองปลูกอาหารกินเอง การปลูกพืชและทำเกษตรอินทรีย์ทำให้เห็นว่าทุกสิ่งเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด ดิน ฟ้า อากาศ น้ำ แมลง จุลินทรีย์ พืช และผู้คน ทุกส่วนส่งผลต่อกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ทำให้คนรอบข้างกลับมาสนใจเรื่องที่มาของอาหาร ฤดูกาล ภูมิปัญญาท้องถิ่น จนรู้สึกว่าการดูแลธรรมชาติจริง ๆ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้คนและคุณภาพชีวิตในระยะยาวค่ะ”
ด้านคุณณัฐ นิยามความสำเร็จในปัจจุบันเป็น Small Win หรือความสำเร็จเล็กๆ ตามรายทาง เพื่อผลักดันให้เกิดระบบนิเวศความยั่งยืนที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในอนาคต
“สำหรับณัฐ ณ วันนี้ยังคิดว่าไม่สำเร็จ เพราะณัฐอยากจะทำได้มากกว่านี้ ณัฐมองว่าตอนนี้เป็น small win มากกว่า success… small win ของเราคือ การที่พี่ๆ เกษตรกรหลายคนยอมทำงานร่วมกับเราตั้งแต่เรายังไม่มีตัวตน และเรายังอยู่ด้วยกัน สามารถพิสูจน์ความจริงใจและสร้างความมั่นคงให้เขาได้ แต่ที่ยังคิดว่าไม่สำเร็จ เพราะในอนาคตเราอยากเพิ่มศักยภาพในการไปช่วยพี่ๆ เขาในด้าน supply chain เช่น การลดขยะพลาสติกในการขนส่ง และการทำ journey ของวัตถุดิบในร้านให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด”
“การสร้าง Impact นี้ มันอาจจะไม่ได้สร้างได้ในวันนี้พรุ่งนี้ค่ะ แต่เต้ยคิดว่ามันใช้เวลา ดังนั้นความสำเร็จคือการได้เห็นเด็กๆ เบ่งบาน มีความรู้ มีเป้าหมายในการปกป้องธรรมชาติ เต้ยเห็นการเติบโตของเด็กตั้งแต่รุ่นแรกๆ ตลอด 11 ปี บางคนเติบโตมาแล้วเขามี Purpose ของเขา เช่น เขาอยากไปเรียนสัตวแพทย์ ในวันนี้เขาโตมากพอที่จะมาเป็นสปีกเกอร์เพื่อพูดให้กับสัตว์ที่พูดไม่ได้ เราทำงานกันเป็นทีม มันก็เลยรู้สึกดีมากๆ ค่ะ”

พลังของผู้หญิงกับการถักทอสังคม นำทางสู่ภาพใหญ่ระดับโลก
เมื่อถามถึงคำว่า ‘Women Lighting the Path’ หรือพลังของผู้หญิงในการส่องแสงนำทาง ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า ความละเอียดอ่อนและความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) คือคุณสมบัติสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง
คุณเอิร์นให้คำนิยามว่าความเข้าอกเข้าใจช่วยให้เราเข้าถึงความรู้สึกของผู้คนจนสามารถออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดทว่านุ่มนวล ขณะที่คุณเชอรี่เรียกสิ่งนี้ว่า ‘Quiet Strength’ หรือความเข้มแข็งอันทรงพลังจากภายในที่เงียบเชียบ โดยไม่จำเป็นต้องก้าวร้าว แต่ใช้ความละเมียดละไมนี้ใส่ใจในรายละเอียดเพื่อลดผลกระทบทางลบและเพิ่มผลกระทบทางบวกให้แก่โลก
แนวคิดและการลงมือทำเหล่านี้สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกับภารกิจระดับโลกของ Cartier Women’s Initiative โครงการบ่มเพาะและสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงระดับสากลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2006 โดยคาร์เทียร์ โครงการนี้เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการหญิงคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาสังคมไปพร้อมกัน
ซึ่งเหล่านักสู้หญิงไทยต่างยอมรับว่า เครือข่ายและโครงการบ่มเพาะในลักษณะนี้คือแรงผลักดันและพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้พวกเธอไม่โดดเดี่ยวบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน
“การทำธุรกิจมันอาจมีความรู้สึกโดดเดี่ยว โดยเฉพาะธุรกิจเพื่อสังคมเหมือนที่เราทำอยู่ มันไม่ได้มีจำนวนเยอะ คิดว่าการมี Initiative มันทำให้มีส่วนร่วมระดับหนึ่งค่ะ ทำให้เราสามารถมาแบ่งปันความรู้ สร้างคอนเนคชัน สร้างความเข้มแข็ง และทำให้เรารู้สึกว่าไม่โดดเดี่ยวหรือเดียวดายในการเดินบนเส้นทางนี้” คุณณัฐกล่าว
ขณะที่คุณเชอรี่เสริมว่า “Cartier Women’s Initiative ในมุมของเชอรี่ เป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแรงมากๆ เป็นคอมมูนิตี้ที่เต็มไปด้วยพลังบวกและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน มันเป็นพลังที่มหัศจรรย์มากเลยเวลาที่คนเหล่านี้มารวมกัน Cartier Women’s Initiative ยิ่งคอนเฟิร์มความเชื่อของเชอรี่ในการเป็นนักลงมือทำว่า ถ้าเราใช้สองมือและหัวใจทำสิ่งต่างๆ วันหนึ่งถ้าโลกจะเห็น โลกก็จะเห็นเอง”

เช่นเดียวกับ Cartier Women’s Initiative ที่คอยผลักดันและส่องแสงนำทางมาโดยตลอด โครงการนี้ไม่ได้มองหาเพียงแค่ธุรกิจที่ทำกำไรได้สูงสุด แต่มองหาธุรกิจที่มี ‘แสงสว่างในตัวเอง’ แสงสว่างที่จะช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจและสร้างพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้แก่ผู้หญิงทั่วโลก เพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านสังคมและรักษาสมดุลของโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไป
เพราะสุดท้ายแล้ว โลกที่น่าอยู่และยั่งยืน อาจไม่ได้สร้างขึ้นด้วยเสียงตะโกนที่ดังที่สุด แต่สร้างขึ้นด้วยหัวใจที่เข้าอกเข้าใจที่สุด และสองมือที่พร้อมจะลงมือทำอย่างไม่ยอมถอดใจ
สำหรับผู้ประกอบการหญิงที่มีความฝันและกำลังสร้าง Impact ที่ยั่งยืนให้กับสังคม สามารถศึกษาข้อมูลและเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลกได้ที่โครงการ Cartier Women’s Initiative : www.cartierwomensinitiative.com เพื่อให้แสงสว่างของคุณได้ร่วมนำทางโลกใบนี้ไปด้วยกัน พร้อมรับชม Docuseries ได้ที่จาก Instagram ของทุกท่าน ดังนี้ : @Cherrykhemupsorn @Toeyjarinporn @Pearypie @Earn.onp @Niranwreath @Natsalirath @Baankerd.bkk