ยังจำความรู้สึกของการหยิบหนังสือเล่มแรกๆ ขึ้นมาอ่านได้ไหม หรือจำชั้นหนังสือ ที่อย่างเงียบงันอยู่ในบ้าน เป็นฉากหลังสำคัญที่เราเติบโตขึ้น
เราอาจจะจำได้กระทั่งสัมผัสของชั้นหนังสือนั้นๆ หนังสือปกสีซีดๆ กระดาษที่ค่อนไปทางเก่าส่งเสียงกรอบแกรบเมื่อแตะโดน กลิ่นและความรู้สึกที่เราไปวิ่งเล่นหรือกระทั่งหยิบหนังสือจากชั้นเราเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นมาอ่าน
เราน่าจะจำหนังสือของพ่อแม่ ของปู่ย่า หรือหนังสือของครอบครัวได้ดี ใครชอบหนังสืออะไร แต่ละคนอ่านหนังสือแบบไหน ความชอบและการมีอยู่ของหนังสือเก่าๆ ในบ้านมักเป็นจุดเริ่มต้นของการรักการอ่านของเราในทุกวันนี้
ประเด็นเรื่องการอ่าน ซึ่งอาจขยายไปถึงทักษะอื่นๆ เช่นทักษะการอ่าน ทักษะทางภาษา ทักษะการคิดคำนวณ รวมไปถึงทัศนคติและมุมมองต่อโลก เงื่อนไขหนึ่งของการรักการอ่าน และการขุดพรวนทักษะต่างๆ ต่อเนื่อง จึงสัมพันธ์กับการมีอยู่ของ ‘หนังสือ’ ในรูปแบบของวัตถุกายภาพในบ้าน การโตขึ้นในบ้านที่มีหนังสือ มีพ่อแม่พี่น้อง รวมถึงนับย้อนทั้งขึ้นไปในระดับปู่ย่า และขยายไปถึงฝั่งลุงป้าน้าอา

8 รุ่นของการรักการอ่าน
ความคิดที่ว่าอิทธิพลของหนังสือ อิทธิพลของการรักการอ่าน และการอ่านที่ส่งต่อกันภายในครอบครัว ซึ่งหล่อหลอมตัวตนรวมถึงทักษะในการเรียนรู้ มองโลกและรสนิยมในระยะยาว เป็นสิ่งที่เรารับรู้กันด้วยความรู้สึก แต่ระยะหลังมีความพยายามในการทำการศึกษาและแสดงผลในระดับงานวิจัยเพื่อทำความเข้าใจการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมและการส่งต่อทุกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนนี้
ราวต้นปีที่ผ่านมา มีงานศึกษาจาก Emily Baulch ถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่ศึกษาการมีอยู่ของหนังสือและวัฒนธรรมการอ่านภายในครอบครัว คือหากบ้านหรือครอบครัวใดรักการอ่าน มีหรือเก็บหนังสือไว้ นำไปสู่พฤติกรรมหรือตัวตนในปัจจุบันได้ไหมและอย่างไร
ผลการศึกษาจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 160 คนน่าสนใจมาก เพราะพบรูปแบบอิทธิพล คือการส่งต่อวัฒนธรรมการอ่าน ตกทอดกันมา โดยนับย้อนไปได้ไกลถึง 8 รุ่น โดยกิ่งก้างของอิทธิพลสัมพันธ์แผ่เป็นกิ่งก้าน

โดยสรุปคือ การส่งต่อหนังสือ ส่งต่อวัฒนธรรมการอ่าน นั่นส่งต่ออย่างหลากหลายและสลับซับซ้อน ตั้งแต่ระดับปู่ย่าตายาย ตกทอดขยายมาอาจจะทางย่ายายที่เป็นพี่น้องของปู่ย่าสายตรงของเรา หรือลุงป้าน้าอา ก็อาจส่งผลในการส่งทอดวัฒนธรรมเหล่านี้ด้วย ซึ่งสิ่งที่ส่งทอดก็มีทั้งแต่ตัวหนังสือเป็นเล่มๆ ไปจนถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมเช่นระดับทักษะ ทักษะทางสังคม ไปจนถึงรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
เช่น รสนิยมการอ่านหรือตัวตนของเรา อาจมาจากการที่พ่อแม่ของเราชอบอ่านหนังสือแบบหนึ่ง ชอบอ่านหนังสืออ่านเล่น หนังสือแปล ในขณะเดียวกันอาจมีคุณย่าคุณยายที่ชอบอ่านวรรณคดี ชอบอ่านประวัติศาสตร์ พร้อมกันนั้น รุ่นปู่หรือตาของเรา หรือบริบทครอบครัว อาจเป็นครอบครัวที่ทำงานในด้านหนึ่ง นิยมการถกเถียงในบริบทแบบใดแบบหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน บางครอบครัวอาจโตขึ้นกับบริบทที่เป็นสถาปนิก เป็นนักออกแบบ เป็นนักบัญชี หรืออื่นใด เรื่องราวปลีกย่อย การคิด อ่าน เขียน ทั้งในเรื่องการงานหรือการอ่านเล่น ค่อยๆ หล่อหลอมเป็นตัวเป็นตนของเราขึ้นมา
หนังสือในฐานะวัตถุแห่งความทรงจำ
งานศึกษาชิ้นดังกล่าวยังเน้นไปที่การทำความเข้าใจหรือสำรวจมิติความหมายของหนังสือบนชั้นหนังสือเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้บรรจุเพียงแค่เรื่องราวในหนังสือ แต่ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของครอบครัวซึ่งรายล้อมหนังสือเล่มนั้นๆ ด้วย
เช่นในการสัมภาษณ์ที่ให้เลือกหนังสือซักเล่มจากคลังหนังสือในบ้าน มีผู้เข้าร่วมการวิจัยมีคนหนึ่งที่มีหนังสือ 11 ชั้นหนังสือ หกชั้นเป็นหนังสือส่วนตัว แต่การเลือกหนังสือมาเล่าเธอเลือกหนังสือที่มาชั้นส่วนรวมซึ่งตกทอดมากับบ้าน
หนังสือที่เธอเล่ามาเล่าถึง เป็นหนังสือเก่าคร่ำคร่าที่เกือบจะหลุดออกจากกัน แต่หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือที่ป้าผู้เป็นพี่สาวมอบให้พ่อและพี่น้องเพื่อเป็นของขวัญ จนในที่สุดกลายเป็นของขวัญคริสต์มาส และตกทอดมายังผู้เข้าร่วมคนนั้น ในที่สุด ขั้นตอนการศึกษาวิจัย ผู้เข้าร่วมก็คิดได้ว่าแรกเริ่มเธอเคยเชื่อว่า การหล่อหลอมการเป็นนักอ่านมาฝั่งแม่ของเธอ แต่จริงๆ วัฒนธรรมการอ่านหรือตัวตนของเธอกลับเชื่อมโยงมาทางฝ่ายพ่อด้วยเช่นเดียวกัน

ในกลุ่มตัวอย่างมีการเลือกสรรหนังสือในลักษณะคล้ายกัน จนในที่สุดข้อสรุปหนึ่งของงานศึกษาคือหนังสือกลายเป็นวัตถุแห่งความทรงจำ เช่นหนังสือบางเล่มที่เราหยิบจับ วรรณกรรมหรือนิทานซักเรื่อง เราไม่ได้แค่จดจำแค่การผจญภัยในเรื่องราวในหนังสือ แต่เราจดจำไปจนถึงเสียงของพ่อแม่ที่พาเราอ่านบนที่นอน คิดถึงสีสัน สัมผัส รอยขาด ที่ในหนังสือแต่ละเล่มล้วนมีเรื่องราวภายหลังบรรจุต่อเนื่องลงไป
แน่นอนว่า หนังสือบางเล่ม เป็นความทรงจำของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ดังนั้นหลายครั้งที่หนังสือเล่มหนึ่งๆ ที่เคยเป็นของใครซักคน เป็นเล่มที่คนที่เรารักเคยอ่านให้เราฟัง หยิบซื้อให้เรา การมีหนังสือเหล่านั้นอยู่ในบ้าน ได้หยิบจับหนังสือเล่มนั้นๆ จึงไม่ใช่แค่การหยิบจับดูแลหนังสือ แต่คือการดูแลจัดการว่าบ้านของเรา ยังมีพื้นที่ มีตัวตนของคนที่เรานั้น อยู่ในบ้านของเราด้วย
หนังสือในตู้ หนังสือบนชั้น หนังสือที่เป็นเหมือนมรดก ในที่นี้ หนังสือจึงไม่ได้เป็นเพียงมรดกในทางกายภาพหรือเป็นแค่หนังสือเล่มหนึ่ง หรือชั้นหนังสือหนึ่งชั้นเท่านั้น แต่หนังสือในบ้านเป็นอีกหนึ่งวัตถุทางวัฒนธรรมที่ทั้งหล่อหลอมตัวตนของเรา สร้างรสนิยม ทักษะ วิธีคิด การมองโลก เป็นการส่งต่อทุนทางวัฒนธรรมผ่านสิ่งของกายภาพที่ค่อยข้างเป็นรูปธรรมที่สุดอย่างหนึ่ง
อีกด้าน หนังสือเหล่านั้นในที่สุด ก็ไม่ได้เล่าแค่เรื่องราวในหนังสือ แต่เล่า ‘เรื่องราวของตัวเรา’ เป็นหนึ่งในวัตถุแห่งความทรงจำที่เราจำจัดการกับความทรงจำและเรื่องเล่าของตัวเราเอง
ทั้งหมดนี้ก็อาจจะกลับมาที่ประเด็นว่า หนังสือเล่มไม่ใช่แค่หนังสือเป็นเล่มๆ การอ่านไม่ได้ยุติแค่การหยับจับหนังสือที่เป็นกระดาษ แต่กรณีนี้คือการส่งทอดความหมายและตัวตนอย่างสลับซับซ้อน
อ้างอิงจาก