“ทำไมผลมันเป็นอย่างนั้น?”
“แล้ว ทำไมคนนี้ถึงตัดสินใจแบบนี้!”
ดูรายการแนวเรียลลิตี้ทีไร เป็นต้องมีอารมณ์ร่วมกับรายการแบบขั้นสุดทุกที พออินในจอเสร็จปุ๊บ ก็มาอินข้างนอกต่อปั๊บ บางทีก็ถึงขั้นไปเหวี่ยงวีนต่อในโซเชียลมีเดีย สุมไฟจนกลายเป็นประเด็นใหญ่ถกเถียงกันต่อบนโลกออนไลน์ ทั้งที่ความจริงจุดเริ่มต้นมาจากแค่ความอินของเราเท่านั้น
หลายครั้งคนรอบตัวก็งงไปตามๆ กัน แค่รายการเรียลลิตี้จะทำให้คนเราอินกันได้ขนาดนี้เลยหรือ? บางรายการดูจบก็รู้สึกเศร้าไปสามวันเจ็ดวันราวกับดูละครดราม่า หากแต่บางรายการดูจบแล้ว ดันรู้สึกหงุดหงิดฟึดฟัด ใครจะเข้าไปคุยด้วยที ก็ต้องเผลอเอาความโมโหไปเหวี่ยงวีนต่อ จนบางครั้ง เมื่อเพื่อนรู้ว่าเราเพิ่งดูรายการพวกนี้มา ก็เลือกจะไม่คุยกับเราไปเลย
เบื้องหลังรายการที่ขึ้นชื่อว่าถ่ายทอดความเป็นจริง ไม่อิงบทละคร มีอะไรซ่อนอยู่ ทำไมถึงทำให้ผู้ชมอย่างเราถึงรู้สึกอินและมีอารมณ์ร่วมไปกับรายการเรียลลิตี้ได้ขนาดนี้กัน
รายการเรียลลิตี้ทำงานกับตัวเราอย่างไร?
เปิดมาตอนแรกก็ยังไม่เท่าไหร่ พอเปิดตอนถัดไปเท่านั้นแหละ เริ่มมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น เอาช้างมาฉุด เอาวัวมาดึง ก็หยุดไม่อยู่ นั่งดูจนติดงอมแงม แล้วยิ่งตอนไหนที่มีคนในรายการทำไม่ถูกใจเรา ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดติดวีน เหมือนกับคนงดน้ำตาลมาแล้ว 3 วัน
เพราะอะไรกันนะ รายการเรียลลิตี้ถึงทำให้คนดูรู้สึกติดงอมแงมได้ขนาดนี้?

คงไม่เกินจริงนัก ถ้าจะเปรียบว่า รายการเรียลลิตี้สามารถทำให้มนุษย์เราเสพติดได้ ไม่ต่างจากทานน้ำตาล ชิโวนนา ไชลด์ส (Chivonna Childs) นักจิตวิทยาจากคลีฟแลนด์คลินิก กล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้เราคนชอบดูรายการเรียลลิตี้เอาไว้ว่า รายการเรียลลิตี้ทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกหลีกหนีความเป็นจริง ด้วยการสร้างเรื่องสมมติให้เราได้ลองจินตนการ ถ้าหากเราตกอยู่ในสถานการณ์เฉกเช่นในรายการ เราจะตัดสินใจอย่างไร หรือชีวิตเราจะเป็นไปในทิศทางไหนต่อ
หากใครยังนึกไม่ออกว่าเราเอาตัวเองไปผูกกับคนในรายการเรียลลิตี้ได้อย่างไร ลองนึกถึงช่วงเวลาที่เราดูรายการเรียลลิตี้แนวหาคู่ แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เมื่อผู้เข้าแข่งขันบางคนดันเลือกคนที่เราไม่ถูกใจ หรือเลือกคนที่เรามองว่าไม่เหมาะสม ความรู้สึกขัดใจเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เป็นผลมาจากการที่เราเผลอจินตนาการตัวเองเข้าไปเป็นหนึ่งในตัวละครของรายการ จนเริ่มคิดแทนและตัดสินใจแทนเจ้าตัว ดังนั้นเมื่ออีกฝ่ายตัดสินใจคนละแบบกับเรา ความรู้สึกไม่พอใจจึงเกิดขึ้นมานั่นเอง
บางทีรายการเรียลลิตี้ที่ไม่ได้มีการแข่งขันอะไรจริงจัง ก็อาจทำให้เราอินได้โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน เบรนแดน รูนีย์ (Brendan Rooney) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะจิตวิทยามหาวิทยาลัย UCD กล่าวเอาไว้ว่า เหตุผลที่คนเราชอบดูรายการแนวเรียลลิตี้ นั่นเพราะมนุษย์รักในการเล่าเรื่องและเรื่องเล่า สิ่งเหล่านี้เปิดกาสโอกาสให้เราได้แสดงความรู้สึกต่างๆ ออกมา ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า ความโมโห หรือกระทั่งความเห็นอกเห็นใจ ส่งผลให้เราเทียบเคียงหรือลองคิดวิธีรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคม โดยไม่ต้องเผชิญหน้าจริงๆ ตามแนวคิดเรื่องการจินตนาการตนเองตามที่ ชิโวนนา ไชลด์ส ได้นำเสนอเอาไว้
นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจจากมูลนิธิสุขภาพจิตของสหราชอาณาจักร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของนักจิตวิทยาทั้งสองคน โดยเกือบ 1 ใน 4 ของกลุ่มอายุ 18–24 ปี หรือคิดเป็น 24% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า รายการเรียลลิตี้ส่งผลให้พวกเขาเกิดความกังวลเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของตัวเอง จากการนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ความรู้สึกดังกล่าวค่อยๆ พัฒนาไปสู่การมองว่าตัวเองไม่ดีพอ และในบางกรณียังนำไปสู่ความอับอายและความทุกข์ใจเมื่อเผชิญกับรูปร่างของตนเองด้วย
ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ความเครียดจากการอินกับเนื้อหารายการมากเกินไป หรือความหงุดหงิดที่ตกค้างหลังรายการจบลง อารมณ์เหล่านี้ล้วนเป็นผลกระทบจากรายการเรียลลิตี้ที่ส่งตรงถึงสุขภาพจิตของเรา และหากปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้วนเวียนสะสมอยู่ภายในต่อไป ก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทั้งสุขภาพใจและร่างกายในระยะยาวอย่างแน่นอน

เราจะออกจากวังวนความอินนี้ได้อย่างไร
ก่อนอื่นต้องบอกก่อน ว่ามันไม่ผิดเลย หากเราจะรู้สึกอินกับรายการเรียลลิตี้ เพราะจุดประสงค์หลักของรายการประเภทนี้ ก็คือการสร้างสถานการร์หรือเหตุการณ์ให้ผู้ชมมีอารมณืและความรู้สึกร่วมไปกับรายการอยู่แล้ว
แต่การมีอารมณ์ร่วมที่รุนแรงเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีต่อตัวเราเองเท่าไหร่นัก เฮลีย์ วัตสัน (Hayley Watson) นักจิตวิทยาคลินิก และ CEO ของโปรแกรมการศึกษาด้านสุขภาพจิต Open Parachute ได้นำเสนอวิธีการที่จะช่วยจัดการตัวเองขณะที่เรารู้สึกอินกับรายการเรียลลิตี้ที่มากเกินไป ดังนี้
สำรวจอารมณ์ของตัวเองให้เจอ
เราอาจเริ่มเช็กอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองตั้งแต่ก่อนดูรายการ เรื่อยไปจนถึงหลังดูรายการ เพื่อเห็นตัวเองได้ชัดเจนขึ้น ว่าเรากำลังดูรายการนี้เพื่อความสนุก หรือดูเพราะต้องการหลีกหนีความรู้สึกบางอย่าง ทั้ง ความเครียด ความเหงา หรือความรู้สึกแย่อื่นๆ เหตุที่ต้องเช็กอารมณ์ให้ดีก่อนนั้น เพราะรายการเหล่านี้ก็อาจยิ่งทวีความรุนแรงทางอารมณ์เหล่านั้นได้ด้วยเช่นกัน
และก็ต้องไม่ลืม หยุดพักสักนิดหลังรายการจบ แล้วสำรวจอารมณ์ของตัวเองในตอนท้ายว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ เพื่อให้ตัวเองสามารถแสวงหาวิธีจัดการความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์ต่อไปได้
คิดเอาไว้เสมอว่ามันคือความบันเทิง
แม้รายการเรียลลิตี้หลายรายการจะย้ำจุดขายเรื่องความไม่มีสคริปต์และบทบาทที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อเป็นรายการโทรทัศน์หรือรายการออนไลน์ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการจัดฉาก วางแผน และกำหนดทิศทางเอาไว้ล่วงหน้า ทั้งในภาพรวมของรายการและลักษณะการแสดงออกของผู้เข้าร่วมแต่ละคน
ด้วยเหตุนี้ การเตือนตัวเองอยู่เสมอว่ารายการเหล่านี้คือความบันเทิง ก็อาจเป็นสิ่งที่ดีต่อใจเรามากกว่า แถมการมองมันในฐานะสิ่งที่ถูกออกแบบมา ไม่เพียงช่วยให้เราดูรายการได้อย่างสนุกขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้เราอินจนเกินพอดี และดึงอารมณ์ของตัวเองเข้าไปผูกกับเรื่องราวบนจอมากเกินไปด้วย
ตั้งขอบเขตการดูรายการให้ชัดเจน
อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น นั่นคือการตั้งขอบเขตการรับชมเรียลลิตี้ให้ชัดเจน ทั้งการไม่ดูติดต่อกันหลายตอนขณะกำลังอารมณ์ไม่ดี เมื่อเริ่มรู้สึกแย่กับรายการให้หยุดดูทันที รวมถึงไม่เลื่อนฟีตโซเชียลมีเดียไปอ่านดราม่านอกจอต่อ เพราะมันอาจสุมไฟความรู้สึกของเราให้ลุกโชนมากขึ้นกว่าเดิมได้
เมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีอารมณ์ไม่พึงประสงค์จากการชมรายการ ก็อาจลองพักจากหน้าจอ แล้วมองหากิจกรรมอื่นๆ ทำคั่น เพื่อขจัดอารมณ์เหล่านั้นออกไป
ปรับเปลี่ยนความคิด เมื่อต้องดูเรียลลิตี้
หากปัญหาสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกแย่เมื่อดูเรียลลิตี้ คือการนำตัวเองไปผูกโยงหรือเปรียบเทียบกับคนในรายการ อาจต้องลองปรับมุมมองและความคิดของตัวเอง ลองนึกมุมกลับ ว่าพวกเขาอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดวาง คัดเลือก และตัดต่อมาแล้วอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างอารมณ์บางอย่างให้กับผู้ชมโดยเฉพาะ ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอจึงไม่ใช่ภาพแทนของชีวิตจริงของพวกเขาทั้งหมด แต่เป็นเพียงเวอร์ชันที่ถูกเลือกมาให้เราเห็นเท่านั้น
เมื่อเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งคำถามต่อชีวิตเราในแง่ต่างๆ มาเป็นการมองถึงสารที่รายการกำลังพยายามเล่าให้แก่เราฟังแทน ก็จะชวยให้การดูเรียลลิตี้เป็นความบันเทิงอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่กระจกสะท้อนที่คอยบั่นทอนความรู้สึกเราโดยไม่รู้ตัว
ท้ายสุดแล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องเลิกดูรายการพวกนี้ไปเลยเสียทีเดียว หากแต่เราจำเป็นต้องรู้จักตัวเองให้ดีพอ ตลอดจนเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อไม่ให้เราต้องอินจนเกินไป จนย้อนกลับมากระทบตัวเราเอง ซึ่งดีไม่ดี มันอาจกระทบต่อคนรอบตัวเราโดยไม่รู้ตัวได้ด้วยเช่นกัน
เอาล่ะ ขอดูรายการตอนนี้จบก่อน แล้วค่อยพักก็แล้วกัน
อ้างอิงจาก