“ทำไมใส่รองเท้าแตะบนรถไฟฟ้าล่ะ”
“มาเดินห้างแบบนี้ ใส่รองเท้าแตะไม่ได้นะ”
บ่อยครั้งเมื่อสายตาใครบางคนเลื่อนลงต่ำไปหยุดที่เท้าของคนอื่น และเห็นว่ารองเท้าคู่นั้นเปิดเผยผิวหนังแทบทุกส่วนแบบไม่มีอะไรมาปกปิด คำถามเรื่องความเหมาะสมของการสวมใส่ ‘รองเท้าแตะ’ ก็มักตามมาเสมอ เฉพาะอย่างยิ่งเวลาพวกเขาเหล่านั้นกำลังอยู่ในพื้นที่สาธารณะต่างๆ
กลายเป็นคำถามชวนให้น่าคิด แค่ใส่รองเท้าแตะเราก็กลายเป็นคนที่ไม่มีกาละเทศะได้เลยหรือ? แล้วรองเท้าที่เรามักหยิบมาใส่เพราะอยากได้ความสบายนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความไม่เหมาะสมไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?

จากต้นกำเนิดแสนเรียบง่าย สู่การสร้างนิยามให้กับรองเท้าแตะ
ไม่ว่าจะออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านหรือออกไปเดินเล่นชิลๆ ณ สวนสาธารณะสักแห่ง เราก็คงไม่อยากจะสวมใส่อะไรให้มันดูจริงจัง เสื้อผ้าก็คงเน้นความสะดวกสบาย เคลื่อนไหวได้คล่องตัว ส่วนรองเท้าก็คงไม่อยากถึงขั้นหยิบคัทชูหนังมันวาวคู่โปรดหรือส้นสูงแหลมเปี๊ยบไปใส่กันหรอก เพราะเดินกันไม่ถึง 10 ก้าวก็น่าจะมองหาเก้าอี้แวะพักกันแล้ว
รองเท้าแตะจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกอย่างดี เวลาที่เราอยากจะแต่งตัวสบายๆ ไปทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ไม่ได้มีความจริงจังเท่าไหร่นัก แต่ทุกวันนี้จะสวมใส่ไปทีก็เหมือนต้องพกความกังวลติดไปด้วย กลัวใครจะมอง และเผลอตัดสินว่าเราแต่งตัวไม่มีกาละเทศะต่อสถานที่
คนสมัยก่อนเวลาจะสวมรองเท้าแตะออกบ้าน เขาจะมีความกังวลแบบเรากันไหมหนอ? คำตอบของคำถามนี้ ก็อาจต้องช่วยระบุช่วงเวลาให้แคบลงอีกสักนิด เพราะหากย้อนกลับไปถึงราวๆ 10,000 ปีก่อน คำตอบก็อาจจะเป็นไม่อย่างแน่นอน หากเราดูจากรองเท้าแตะคู่ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกที่มีการขุดค้นพบในถ้ำฟอร์ตร็อก ในรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกานั้น จะพบว่า มันทำมาจากเปลือกของต้นเสจบุช (sagebrush) นำมาสานและใช้เชือกรอยให้ติดกับเท้า จากวัสดุผู้ที่สวมใส่ก็คงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความเหมาะสมเท่าไหร่นัก โดยผู้คนในยุคนั้นน่าจะให้ความสำคัญกับการปกป้องเท้าจากอันตรายระหว่างการเคลื่อนที่มากกว่า
ขยับมาในช่วงยุคสมัยประวัติศาสตร์ ขณะที่หลากหลายอารยธรรมต่างๆ ทั่วโลกเริ่มก่อตัวและเฟื่องฟูขึ้น อารยธรรมอียิปต์เอง ก็ปรากฏการสวมใส่รองเท้าแตะด้วยเช่นกัน โดยมีการขุดค้นพบรองเท้าแตะจากหลุมฝังศพของฟาโรห์องค์ต่างๆ ของอียิปต์ ที่โด่งดังที่สุดก็น่าจะเป็น รองเท้าแตะทองคำจากสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งนำไปสู่การศึกษาของนักประวัติศาสตร์ ร่วมกับหลักฐานและบันทึกชิ้นอื่นๆ จนได้ข้อสันนิษฐานว่า เดิมทีชาวอียิปต์ไม่ได้ใส่สวมใส่รองเท้า เพราะต้องสัญจรไปมาด้วยเท่าเปล่าตลอด แล้วยิ่งในภูมิประเทศที่ร้อนและแห้งแล้ง การใส่รองเท้าก็อาจยิ่งทำให้ไม่สบายตัวมากขึ้น รองเท้าแต่จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องเท้าของผู้สวมใส่ แต่ก็ยังสามารถระบายความร้อนได้ดีไปพร้อมกันด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ได้เริ่มมีการแบ่งชนชั้นของคนด้วยรองเท้าแตะที่สวมใส่ คนมีเงินมาก อยู่ในชนชั้นทางสังคมสูงหน่อย ก็จะใส่รองเท้าแตะที่ทำจากหนังสัตว์ ยิ่งระดับฟาโรห์หรือราชวงศ์ ก็อาจใช้ไม้และทองคำในการทำรองเท้า เพื่อบ่งบอกสถานะของตัวเองด้วยซ้ำ แต่หากใครที่อัตคัดหรืออยู่ชนชั้นล่างๆ ของสังคม ก็อาจใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ฟางหรือกก มาทำรองเท้าแทน
รองเท้าแตะจึงเป็นหนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในอารยธรรมอียิปต์ แม้โดยปกติแล้ว พวกเขาจะชอบใส่กันเฉพาะโอกาสพิเศษ และเดินเท้าเปล่าไปไหนมาไหนก็ตาม แต่นี่ก็สะท้อนให้เห็นว่า รองเท้าแตะเป็นสิ่งของที่ไม่ว่าใคร จะรวยหรือจนแค่ไหนก็สวมใส่กันทั้งนั้น
อารยธรรมอื่นๆ ในแถบทะเลเมอร์ติเตอเรเนียน ซึ่งมีภูมิประเทศร้อนระอุแทบจะตลอดเวลา ก็ปรากฏการสวมใส่รองเท้าแตะคล้ายคลึงกับอารยธรรมอียิปต์เช่นกัน อย่างในอารยธรรมกรีก ก็เริ่มมีการพัฒนารองเท้าแตะในหลากหลายสไตล์มากขึ้น ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีจุดประสงค์การใช้งานแตกต่างกันออกไป แถมมันยังใช้สำหรับแบ่งแยกประเภทผู้สวมใส่ด้วย ตัวอย่างเช่น ‘baxea’ คือรองเท้าชนิดหนึ่งที่ทำมาจากใบหลิว กิ่งไม้ และเส้นใยพืช มักสวมใส่โดยนักแสดงตลกและนักปรัชญา หรือ ‘tyrrēniká’ เป็นรองเท้าที่มีพื้นเป็นไม้ บางเบา นิยมใส่ในหมู่ของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ต่อมาในอารยธรรมโรมัน ก็ได้รับเอาวัฒนธรรมมากมายจากกรีกด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือวัฒนธรรมการสวมใส่รองเท้าแตะ โดยรองเท้าแตะในสมัยโรมันก็มีหลากหลายรูปแบบ โดยหนึ่งในแบบรองเท้าแตะที่หลายคนน่าจะพอคุ้นหน้าตามากที่สุด ก็อาจเป็น ‘caligae’ รองเท้าที่มีหมุดโลหะตอกอยู่ใต้พื้นรองเท้า เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและเสริมความมั่นคง มักนิยมใช้ในกลุ่มทหาร นักรบ และนักเดินทาง ที่ต้องสัญจรระยะไกลอยู่ตลอดเวลา การมีรองเท้าที่มีความทนทานจึงถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ในสมัยโรมัน ยังเริ่มมีการใช้รองเท้าแตะในการจัดประเภทและแบ่งแยกผู้คนในสังคมไม่ต่างอะไรจากอารยธรรมอื่นๆ ก่อนหน้าด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือการเริ่มนำเอาสถานที่และความเหมาะสมมาเป็นตัวกำหนดในการใส่รองเท้าแตะ โดยทั่วไปแล้วพวกชนชั้นสูงของโรมันจะนิยมใส่ ‘calceus’ เป็นรองเท้าหุ้มส้นที่เปิดนิ้วเท้า ซึ่งมักจะใส่ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ ผู้คนจึงนิยมเปลี่ยนมาใส่รองเท้าแตะ เช่น ‘solea’ หรือ ‘crepida’ เมื่ออยู่ในบ้านแทน หากผู้ชายใส่รองเท้าแบบนี้ออกมานอกบ้าน ก็จะถูกมองว่าไม่เหมาะสมในสายตาของคนในสังคม เพราะการสวมรองเท้าที่สบายเกินไปอาจดูเป็นคนอ่อนแอและไม่สมชายชาตรี
เรียกได้ว่า ชาวโรมันให้ความสำคัญกับรองเท้าที่สวมใส่กันอย่างมาก จาก A Dictionary of Greek and Roman Antiquities มีการเล่าเอาไว้ว่า บางทีนักการเมืองหรือชนชั้นสูงของโรมัน ก็ใช้เรื่องรองเท้าแตะนี่แหละ ในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะเรื่องความไม่เหมาะสมและการขาดความน่าเชื่อถือ บุคคลสำคัญหลายคน อย่าง สคิปิโอ (Scipio) แอนโทนี (Antony) หรือแม้แต่จักรพรรดิอย่าง คาลิกูลา (Caligula) ต่างก็เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องรองเท้าแตะมาแล้วทั้งนั้น
เมื่อเริ่มมีค่านิยมเกี่ยวกับความเหมาะสมของการสวมใส่รองเท้าแตะเกิดขึ้น ประกอบกับการมีประเภทรองเท้าให้เลือกใส่มากขึ้น นี่จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รองเท้าแตะเริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่เหมาะสมในสังคม
แต่จะไม่ให้พูดถึงเอเชียบ้านเราเลยก็คงจะไม่ได้ เพราะหลายอารยธรรมในบ้านเราก็มีวัฒนธรรมการใส่รองเท้าแตะด้วยเช่นกัน อย่างในอารยธรรมญี่ปุ่นมี ‘เกี๊ยะ (geta)’ หรือของอินเดียก็จะมี ‘ปาดูกา (paduka)’ ซึ่งทั้ง 2 ล้วนเกิดขึ้นมาจากปัญหาด้านภูมิอากาศ โดยเกี๊ยะก็จะช่วยให้เท้าผู้สวมใส่ไม่เปียกน้ำเวลาเดินในวันที่ฝนตก ส่วนปาดูกาจช่วยยกเท้าของผู้ใช้งานให้สูงขึ้นจากพื้นดินที่ร้อนจัด พร้อมทั้งปกป้องเท้าจากเศษสิ่งสกปรกบนพื้นดินด้วย
ไม่ว่าจะจากอารยธรรมแห่งหนใดบนโลก หลายคนก็น่าจะเห็นถึงความนิยมในการสวมใส่รองเท้าแตะกันพอสมควร โดยหลักแล้ว รองเท้าแตะก็คือผลผลิตของความต้องการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่พร้อมก่ออันตรายให้กับร่างกายเรา ส่วนการใช้มันในการแบ่งประเภทนั้นก็ถือเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นตามมาทีหลังนั่นเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคกลางของอารยธรรมฝั่งตะวันตก รองเท้าแตะเริ่มโดนมองเป็นรองเท้าสำหรับคนทำงานหนักมากขึ้น เพราะผู้คนที่สวมใส่รองเท้าแตะ (หนึ่งในรองเท้าแตะที่นิยมที่สุดในยุคกลางจะมีชื่อเรียกว่า ‘Bundschuhe’) มักเป็น พวกชาวนา คนที่ต้องใช้แรงงาน และคนยากจน รองเท้าจึงมักทำอย่างลวกๆ เน้นใช้งาน มากกว่าเน้นใส่โชว์ วัสดุก็หนีไม่พ้นหนังหยาบๆ ไร้ซึ่งการตกแต่งใดๆ ขณะที่พวกขุนนาง ชนชั้นสูง และพวกคนที่ร่ำรวยขึ้นมาหน่อย จะหันมาใส่รองเท้าที่ทำขึ้นมาอย่างประณีต หนังที่ใช้ก็ต้องย้อมสี มีการประดับประดาด้วยไข่มุกหรือพลอย แถมพวกเขายังมีรองเท้าให้เลือกสรรสำหรับใส่ในแต่ละโอกาสที่แตกต่างกันด้วย
เมื่อสังคมเริ่มให้คุณค่ากับภาพลักษณ์มากกว่าความสะดวกสบาย รองเท้าในฐานะเครื่องแต่งกายที่สะท้อนตัวตนจึงถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับสถานะของผู้สวมใส่มากขึ้น ในขณะที่รองเท้าแตะซึ่งยึดโยงกับความสบายกลับค่อยๆ ถูกลดลงไปอยู่ลำดับล่างของการจัดหมวดหมู่ เพราะการก้าวออกจากบ้านไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่คือการแสดงสถานะไปพร้อมกัน ทำให้ความสบายจึงถูกพับเก็บไว้แค่ในพื้นที่ส่วนตัว หรือจำกัดอยู่กับบางกลุ่มคนที่ไม่จำเป็นต้องอวดอ้างภาพลักษณ์ของตัวเอง
จวบจนถึงยุควิกตอเรียน รองเท้าแตะก็กลับมาได้รับความสนใจในสังคมอีกครั้ง เมื่อเอดเวิร์ด คาร์เพนเธอร์ (Edward Carpenter) นักเคลื่อนไหว กวี และนักปรัชญาชาวอังกฤษ ได้รับรองเท้าแตะจากอินเดียคู่หนึ่งมาจากเพื่อนของเขาในช่วงราวปี 1885 หรือ 1886 เขาเริ่มลองสวมใส่มันในชีวิตประจำวัน และค้นพบทั้งความสบายและความสุขจากการใส่รองเท้าแตะ ก่อนจะหันมาลองทำมันด้วยตัวเอง โดยเรียนรู้จากเพื่อนที่เป็นช่างทำรองเท้า จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ นี้ รองเท้าที่เขาทำขึ้นค่อยๆ ได้รับความนิยมในหมู่คนรอบตัว จนเติบโตเป็นกิจการ และแพร่กระจายเข้าสู่สังคมในวงกว้างในเวลาต่อมา
ด้วยความที่เอดเวิร์ด คาร์เพนเธอร์ เป็นนักคิดผู้สนับสนุนเสรีภาพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การที่เขาเริ่มทำให้ผู้คนนิยมหันมาใส่รองเท้าแตะมากขึ้น จึงทำให้รองเท้าประเภทนี้เริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์ของการมีอิสระ การได้เลือกใช้ชีวิตอย่างเสรี และการแสดงออกถึงความเรียบง่ายไปโดยปริยาย
จนในศตวรรษที่ 20 ในช่วงที่หลายกลุ่มคนบนโลกเริ่มเห็นถึงข้อเสียของสงครามกันมากขึ้น จนเกิดขบวนการเรียกร้องให้ยุติสงครามตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก อย่าง ขบวนการฮิปปี้ในยุค 60s ก็ได้ใช้รองเท้าแตะมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านและสันติภาพ จนทำให้ผู้คนในสังคมหันมาใส่รองเท้าแตะกันมากยิ่งขึ้น หนำซ้ำการเคลื่อนไหวนี้ยังช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นอิสระให้แก่รองเท้าแตะมากขึ้นด้วย
ในปัจจุบัน รองเท้าแตะกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ผู้คนมักหยิบมาสวมใส่กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน เฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ต้องการความสบาย รองเท้าแตะก็มักเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ถูกนำออกมาใส่กัน
จากประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานของรองเท้าแตะ หลายคนก็น่าจะเห็นกันได้อย่างชัดเจนว่า แท้จริงแล้ว รองเท้าแตะ ก็เป็นเพียงแค่เครื่องแต่งกายที่ช่วยปกป้องเท้าเราจากอันตรายต่างๆ ที่มาพร้อมการสัญจรด้วยเท้าเท่านั้น ส่วนความหมาย นิยาม ตลอดจนการใช้รองเท้าแตะเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ นั้น ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์เราต่างแต่งเติมเข้าไปหลังจากนั้น
ถึงอย่างนั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่าอาจเป็นการเลือกสวมใส่รองเท้าให้ถูกวัตถุประสงค์ เวลาออกกำลังกายหนักๆ ก็ใส่รองเท้าแบบหนึ่ง เล่นกีฬาชนิดนี้ก็อาจใส่รองเท้าอีกแบบหนึ่ง เพราะรองเท้าคือเครื่องแต่งกายที่ถูกออกแบบมาช่วยซัปพอร์ตเราในการทำกิจกรรมต่างๆ ยิ่งเราใช้มันถูกวัตถุประสงค์ก็จะช่วยทำให้เราดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มที่
ส่วนวันไหนอยากได้ความสบาย ก็แค่หยิบรองเท้าแตะขึ้นมาสวมใส่กัน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะผิดหรือไม่เหมาะสมได้เลย!
อ้างอิงจาก