เราพบทราย เจริญปุระ ในวันที่ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่เธอรับบทนำกำลังจะเข้าฉาย เธอนั่งอยู่ตรงข้ามด้วยลุคเรียบง่าย เสื้อยืดสีดำพอดีตัว สกรีนชื่อภาพยนตร์ ‘กิ่งแก้ว’ สวมทับด้วยกระโปรงขาวลายดอกไม้เล็กๆ ในท่าทางสบายๆ อย่างน้อยก็ช่วยให้เราไม่ตื่นเต้นเกินไปที่จะได้พูดคุยกับเจ้าของฉายา ‘นางเอกหนังผีร้อยล้าน’ คนแรกของไทยในวันนี้
ในวาระที่ กิ่งแก้ว ภาพยนตร์สยองขวัญที่กำลังจะเข้าฉาย ว่าด้วยเรื่องของตำนานความเฮี้ยนของนักโทษประหารหญิงคนที่ 2 ของไทย ในคดีลักพาตัวและฆ่าเด็กสุดสะเทือนขวัญ สิ่งที่น่าสนใจนอกจากการหยิบตำนานความหลอนมาเล่าแบบหนังผีแล้ว ยังเป็นการกลับมารับบทวิญญาณอาฆาตอีกครั้ง ที่แทบจะกลายเป็นภาพจำของทรายไปแล้วนับตั้งแต่ที่ได้โลดแล่นอยู่ในวงการ
แม้จะผ่านการทำงานมายาวนานกว่า 30 ปี แต่ทรายย้ำว่าเธอสนุกและชอบที่จะได้รับบทที่แสนหนักหน่วงอยู่เสมอ แถมยังพร้อมจะยกมือสุดแขนขอรับเล่นไม่ว่าบทไหน เพราะงานกองถ่ายคือสิ่งที่เธอรักมากที่สุด
การกลับมารับบทที่แสนท้าทายครั้งนี้มีอะไรที่ต่างจากเดิมบ้าง การแสดงในวัยที่โตขึ้นเป็นเรื่องยากสำหรับทรายหรือเปล่า แล้วความสนุกของกองถ่ายในแบบของทรายคืออะไร คำตอบอยู่ในบรรทัดถัดไปแล้ว

เริ่มมาแสดงเรื่องนี้ได้ยังไง
ตอนแรกนั่งดู Formalin Man (ฟอร์มาลินแมน รักเธอเท่าฟ้า) ของพี่เอก (เอกชัย ศรีวิชัย) เล่นอยู่ในสตรีม แล้วก็หันไปพูดกับชาวคณะที่นั่งดูด้วยกันว่า ฉันอยากอยู่ในจักรวาลเอกชัย ศรีวิชัยจังเลยว่ะ ต้องทำยังไงวะ หรือว่าเราต้องหัดพูดใต้ก่อน พอวันรุ่งขึ้น ผู้จัดการโทรมาว่ามีติดต่อมาให้เล่นหนังของเอกชัย เรื่องกิ่งแก้วเราแบบ เฮ้ย ถามจริง! เยี่ยมดิ
ที่รับเล่นเป็นเพราะพี่เอกชัย หรือเพราะบทหนัง
จริงๆ มีแนวโน้มว่าถ้าเป็นพ่อเอกติดต่อมาก็จะเล่นตั้งแต่แรกอยู่แล้วล่ะ เรารู้สึกว่าผู้กำกับแต่ละคนจะมีลายเซ็นเป็นของตัวเอง อย่างเวลาเราบอกว่าหนังนวพล ทุกคนก็จะนึกออกว่าเป็นแบบไหน เอกชัย ศรีวิชัยก็เป็นอีกชื่อหนึ่งที่เชื่อว่าพอพูดแล้วคนจะนึกออกว่า อ๋อ จะเป็นแนวประมาณไหน ผู้กำกับที่มีลายเซ็นมันน่าสนใจ
ส่วนที่เป็นเรื่องกิ่งแก้ว เราเป็นคนไม่ได้ตามพวกตำนาน รายการเรื่องเล่าอะไรอย่างนี้เท่าไหร่ คนที่อยู่ล้อมรอบมารู้ก่อนเราอีกว่าเรื่องเป็นยังไง แล้วทรายถึงค่อยไปหาอ่านทีหลัง
แล้วพอรู้ว่าต้องเล่นเป็น ‘กิ่งแก้ว’ รู้สึกยังไง
ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างชินกับบทที่มันไม่ค่อยปกติ บทที่มันโหดๆ หน่อย แต่ว่าก็ยังรู้สึกว่าอันนี้เป็นบทที่แปลกใหม่อยู่ดี ในทางหนึ่งคือหน้านั่นมันเป็นหนังผีนั่นแหละ ซึ่งสำหรับเราหนังผีก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ว่าเป็นนักโทษประหารหญิงด้วย มันพ่วงมากับตำนานด้วย นี่มันก็ดูเป็นเรื่องใหญ่โตเหมือนกันนะเนี่ย
พอเป็นบทที่อิงจากเรื่องจริงคุณต้องเตรียมตัวยังไง
ต้องย้ำตรงนี้ก่อนว่า เรื่องนี้เป็นหนังผี ไม่ใช่หนังชีวประวัติ เพราะว่าตำนานของเขามันเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้รับโทษแล้ว แต่แน่นอนว่ามันต้องอ้างอิงเนอะ ส่วนตัวเราไม่ได้คิดว่ามันต้องฟอกขาวให้กับคดี ดังนั้นเราจะไม่ได้มาพูดถึงชีวิตความเป็นมาของเขามากขนาดนั้น เพียงแต่เราจะไปดูว่ามันจะมีหนทางไหนบ้างที่เราน่าจะนำเสนอได้
ส่วนคดีของกิ่งแก้ว เราเชื่อว่ากระบวนการมันมาถึงตรงนั้น ได้รับโทษแล้ว จะมากจะน้อย มันก็คือผิดแหละ แต่ว่าเขาได้รับคำสั่งตรงเลยให้ได้รับโทษสูงสุด คือประหารชีวิต เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญ ทำให้ผู้คนทั่วไปรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการขึ้นศาล 1 รอบ 2 รอบ 3 รอบตามปกติ
แล้วเราก็อ่านต่อไปอีกว่า เขามีประวัติเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา (สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ในปัจจุบัน) ซึ่งในยุคนั้นการรักษาอาการทางจิตยังไม่ได้แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ เช่น ถ้าเราเบิร์นเอาต์เราปรึกษาแบบจิตแพทย์หน่อย นึกออกไหม หรือกระทั่งในยุคนี้มันก็ยังไม่ได้เปิดขนาดนั้น แล้วย้อนกลับไป 40 กว่าปีที่แล้วที่ยังไม่ได้รับการยอมรับยิ่งไปอีก การที่ถึงขนาดว่ามีประวัติว่าเคยรักษา แปลว่าน่าจะมีอาการที่ค่อนข้างชัดเจนเป็นที่รับรู้ได้ประมาณหนึ่ง
ถามว่าเรื่องเหล่านี้ทำให้เขารอดตัวไปจากความผิดที่เขาร่วมก่อทั้งหมดไหม สำหรับเราคือไม่นะ แต่มันจะส่งผลในวิธีคิดของตัวละครที่เราแสดง แล้วก็ย้ำอีกทีว่าไม่ได้หมายความว่าพอเป็นแบบนี้เราจะไปทำอะไรก็ได้ แต่มันทำให้เห็นวิธีเข้าใจตัวละครว่าอาจไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบคนทั่วไปขนาดนั้น ทั้ง 2 ประเด็นนี้คือสิ่งที่ทรายให้น้ำหนักกับการที่จะเป็นตัวละครนี้
ประเด็นนี้น่าสนใจยังไง
ในระบบการตัดสินของศาลยุติธรรมปัจจุบัน ต่อให้คนที่เราเห็นจะชั่วร้าย เลวทราม ก่อคดีอุกฉกรรจ์ยังไงก็ตาม แต่มันเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา ที่คุณจะได้รับการพิจารณาผ่านกระบวนการศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา หรือถ้ามีอาการป่วย คุณก็จะต้องไปเข้าที่สถาบันกัลยาณ์ฯ มันก็จะมีกระบวนการอยู่ไป 10 ปี 5 ปี รับโทษแล้วก็จะได้รับการบำบัดอะไรก็ว่ากันไปใช่ไหมคะ
แต่อันนี้พอมันเป็นเหมือนคำสั่งตรงมาเลยว่าโทษประหาร เราไม่ได้บอกว่าเขาไม่ผิด แต่อย่างน้อยจะดีจะชั่วยังไง สังคมควรจะได้รู้ข้อเท็จจริงในมุมของเขาว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้สังคมเรียนรู้ต่อไป เช่น ภาคสังคมก็อาจจะขานรับด้วยการแก้กฎหมายไหม หรือพ่อแม่ก็ต้องสอดส่องลูกไหม ช่วงนี้น้องคุยกับใคร คุยอะไร มันอาจจะมีผลลัพธ์เหล่านี้ที่สะท้อนออกมาในระหว่างกระบวนการที่เราได้รับทราบความจริง ถึงมันจะเป็น ugly truth ก็ตาม แต่มันจะมีคนที่ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้

ทุกวันนี้เวลาเลือกรับบทแต่ละครั้งเลือกจากอะไรบ้าง
สนุก การแสดงในแบบของเรา ความสนุกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่างานกองเป็นงานที่หนัก แล้วก็เหนื่อย การต้องตื่นเช้าไปกองแล้วต้องอยู่ที่ร้อนๆ แสดงแบบเดิม 10 กว่ารอบอะ มันจะอ่อนล้า ดังนั้นคือถ้าเรารู้สึกไม่ค่อยเอ็นจอยกับมัน เราจะแบบ (ทำท่าเหนื่อย) นิดหน่อย
อย่างอันนี้เราอยากทำงานกับพี่เอก เราอยากเห็น อยากรู้ว่ากองเขาเป็นยังไง มันก็จะบวกๆ เข้าไปอีก พอมันสนุก เราจะเริ่มมีแรงที่จะทำ ทำนั่นไหม ทำนี่ไหม ขายไอเดียแบบนี้ซื้อไหมคะ ลองดู เออ ไม่เวิร์กว่ะ งั้นเอาอีก
เรื่องนี้นอกจากพี่เอกแล้วก็คือมีป่าน (สายป่าน—อภิญญา สกุลเจริญสุข) เป็นอีกคนที่เป็นตัวแปรสำคัญที่เรารู้สึกอยากเล่น คือเราอยากเล่นหนังกับป่าน เราเคยเจอแล้ว แต่ก็อยากเล่นด้วยกันอีก เพราะเรารู้สึกว่าเรากับป่านมีไวบ์ที่ใกล้เคียงกันในการทำงาน
ที่บอกว่าสนุก ความสนุกของทรายคือแบบไหน
บทที่มันสนุกของเราคือ เรามีไอเดียว่าเราจะจัดการกับบทยังไง ในฐานะที่เราเล่นอะไรที่มันค่อนข้างเหนือจริงมาตลอด ดังนั้นเราอาจจะไม่ได้ใช้วิธี method (Method Acting) เพราะเราเริ่มชีวิตการแสดงมาเรื่องแรกก็โดนข่มขืนแล้วเป็นบ้าเลย ส่วนเรื่องต่อมาเราเป็นผีที่ท้องแล้วตาย หนึ่ง เราไม่ได้เป็นผี สอง เราไม่เคยท้อง สาม เราไม่เคยตาย นึกออกไหม เราเจอแต่บทที่เราไม่รู้จะ method กับมันยังไง (หัวเราะ) แต่ถามว่าเราศึกษาไหม เราศึกษา เราไปทำการบ้านไหม เราก็ทำการบ้าน เราเข้าไปดูผู้ป่วยในสถาบันกัลยาณ์ฯ เราก็เข้าไปดู
ดังนั้นความสนุกมันเลยเป็นเรื่องที่เราสามารถจินตนาการได้อย่างเต็มที่ มันอยู่บนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ไหม ก็ใช่ แต่ช่องว่างที่เราจะได้ทำงานกับตัวละคร หรือวิธีการแสดงออกไปต่างหาก มันคือความสนุกแบบของเรา
เราเคยได้ยินว่าหลายคนมักติดภาพจำของทรายว่าไม่เป็นผีก็กะหรี่ รู้สึกยังไง
ดีนะ เออ เรารู้สึกดี ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรค่ะ สำหรับเรานะ การเป็นนักแสดงแล้วมีคนจดจำได้จากผลงานดีกว่าอยู่แล้ว ถ้าเป็นคนนี้เรารู้สึกว่าสบายใจ ไว้ใจได้ที่จะเห็นหน้าเห็นตาเรา ดูแล้วมันไม่ติดไม่ขัด เราแฮปปี้เลย
แล้วอยากลองบทธรรมดาบ้างไหม
ความเป็นนักแสดงเราก็อยากเล่นให้ได้ทุกอันแหละ เราเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นผู้จัดว่า เฮ้ย บทธรรมดาก็เล่นได้นะ เป็นแม่ร้อยมาลัย ทำกับข้าว ส่งลูกไปโรงเรียน กูทำได้ ซึ่งเพื่อนก็บอกว่า เอางี้ สมมุติว่ามีอยู่ 5 คน ทุกคนเล่นแม่ส่งลูกไปโรงเรียนได้หมด แต่ถ้าแม่เป็นบ้า อยู่ๆ เกิดอาการอยากลุกขึ้นมาเผาบ้าน แล้วก็เดินไปด่าคนข้างบ้าน มันมีแค่มึงคนเดียวเลยนะ
เราก็เลยแบบ โอเค ก็เข้าใจได้ ว่ามันก็เป็นซิกเนเจอร์ของเรา ที่คนเห็นแล้วจะรู้สึกว่าอีนี่มันต้องมาเฮี้ยนอะไรสักอย่างอยู่ในกอง (หัวเราะ) แต่ว่าก็อยากยืนยันอยู่เหมือนเดิมว่าบทปกติทั่วไปก็เล่นได้ค่ะ ไม่ต้องมีใครตายในเรื่องก็เล่นได้

เราเคยได้ยินว่านักแสดงหญิงถึงจุดนึงมันจะเหลือไม่กี่บทเพราะอายุมากขึ้น หรืออาจจะไม่ได้รับบทนำแล้ว ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นกับตัวเองบ้างไหม
เราก็เคยคิดเหมือนกันนะตอนเด็กๆ แต่เราไม่ได้รู้สึกแย่นะที่ต้องเล่นเป็นแม่ บอกก่อนว่า ก่อนหน้านั้นเราก็เป็นแม่คนแล้ว เพียงแต่ลูกเราตายแค่นั้นเอง แล้วเราก็ตายด้วย ซึ่งตอนนั้นเราก็ 18 เอง แต่ก็มีคนบอกเหมือนกันว่า พอเล่นเป็นแม่แล้วแกจะเป็นแม่ไปตลอดกาล ซึ่งเรารู้สึกว่า ก็ดีดิ คือชีวิตจริงเราไม่ได้เป็นแม่เนอะ แล้วก็ถ้ามีคนเชื่อว่าเราเป็นแม่ได้ ก็เยี่ยมเลย
แน่นอนว่าอายุเรามากขึ้นทุกวัน มันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเป็น แม่หรือมีลูก แต่เราก็จะไม่ได้ขมขื่นกับอะไรตรงนี้ สำหรับตัวเราเองนะ นี่คือเรื่องที่หนึ่ง สองคือเราก็ยังได้เล่นอะไรประหลาดๆ เรื่อยๆ แม้จะเป็นแม่ก็ตาม
หมายความว่าการไม่ได้รับบทนำไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับทรายเหรอ
ใจเรามองอย่างนี้ สำหรับนักแสดงนะ ต่อให้เป็นบทสมทบ บทมาหนึ่งหน้ากระดาษ ไม่มีไดอาล็อกเลย แต่ว่ามีตัวตนอยู่ในฉาก เราก็ยังสนุก เพราะว่ามันน่ากังวลน้อยกว่าสำหรับเรา อย่างตัวนำมันจะต้อง Handle Message บางอย่างของซีนนี้ ไปให้ถึงฉากต่อไปหรือเหตุการณ์ต่อไปให้ได้ แต่ตัวสมทบมันมีหน้าที่ทำให้อีกคนเด่นขึ้น เราไม่เคยรู้สึกแย่เลย เรารู้สึกว่าดี จะใส่อะไรดีน้า ในพื้นที่ที่เราทำได้นะ ไม่ได้ไปเล่นกลบเขา
รางวัลที่เราได้ส่วนใหญ่ก็ได้จากเวลาเป็นสมทบนะ เพราะเวลาเป็นตัวหลักทีไร มันก็เป็นหนังผีทุกที มันก็จะโดนตัดคะแนนด้านมิติทางอารมณ์ เพราะแน่นอนหนังผีมันก็มาหลอกเนอะ ต้องมาทำให้หนังน่ากลัว แต่กลายเป็นว่าเราเล่นสมทบ เราได้เข้าชิงมากกว่าอีก แต่ก็ไม่ใช่ได้จากบทที่ยืนอยู่เฉยๆ นะ เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้รู้สึกขมขื่นกับการต้องเป็นแม่ หรือบทซ้ำ หรืออันนี้ก็เคยทำแล้ว ก็ทำให้ไม่เหมือนเดิมได้
อะไรที่ทำให้ชอบงานในกองมากขนาดนี้
ชีวิตจริงเราเป็นคนน่าเบื่อ ไปกองมันสนุก ไม่ว่าจะได้เล่นเป็นตัวอะไรก็ตาม ใครๆ ก็สนุกกว่าชีวิตเราทั้งนั้น แล้วเราก็ได้ทำในสิ่งที่ในชีวิตจริงเราทำไม่ได้ อยู่ๆ เราจะไปกรี๊ดใส่ใคร ต้องโดนตบกลับมานะ หรือว่าไปทำอะไรประหลาดๆ เราไม่ได้ทำอย่างนั้นในชีวิตจริง เราแค่มีจินตนาการกับมัน
ดังนั้นงานในกองก็เลยมีคนเครียด เพราะบทมันหนัก เราเองก็โดนบทหนักมาตลอด แต่ก็ดีแล้วเพราะชีวิตจริงเราไม่ได้ต้องมาเจออะไรแบบที่ตัวละครเจอ เราหวังว่าเราจะไม่ต้องเจออะไรแบบนั้นด้วย (เคาะโต๊ะสองที) แต่เราสามารถย่ำยีตัวละครเราได้ถึงขีดสุด ดังนั้นในกองถ่ายมันคือพื้นที่ปลอดภัยของเรา นอกจากห้องนอนแล้วก็มีกองถ่ายนี่แหละที่เรารู้สึกเยี่ยม ชอบ
แล้วอะไรที่จะทำให้ตัวเองเลิกไปกองถ่ายได้บ้าง
ตาย (ตอบทันที) จริงๆ ตอนเริ่มไม่ได้คิดว่าจะอยู่นานขนาดนี้ แต่ว่ามันสนุกนะ เราคิดว่าที่อยู่มาได้เรื่อยๆ เพราะว่านอกจากเราสนุกแล้ว คนอื่นเขายังสนุกกับเราอยู่ มันก็เลยเป็นเรื่องสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย แล้วเราก็ทำงานมาได้เรื่อยๆ ด้วยความตั้งใจเป็นอย่างดีของเรา
หลายคนอาจจะมองว่าพี่ทรายเล่นอันนี้ดูเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ แล้วอยู่ๆ พี่ทรายก็ไปเล่นอะไรก็ไม่รู้ แล้วพี่ทรายก็ไปทำเบื้องหลัง แต่นั่นแหละ มันสนุก เออ ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรเหมือนกันว่ะ แต่เราไม่ได้มีงานอดิเรกเป็นพิเศษ แพสชั่นของเราก็คือการเล่นแล้วยังสนุกกับมันอยู่ ยังมีจินตนาการกับตัวละครอยู่ ยังไปกองด้วยความ ‘วันนี้เจอไรดีน้า’ ได้อยู่
ดังนั้นถึงที่สุดแล้ว เราคิดว่าถ้าจะไม่เล่นก็น่าจะต้องตายกันไปเลยทีเดียว (หัวเราะ) จริงๆ นะ บางทีทำแอ็กติ้งโค้ชติดกันหลายๆ กอง จนเราต้องบอกคนอื่นว่าเอากูไปเล่นหน่อย อยากเล่นๆ สองคิวสามคิวก็ได้นะ จ้างฉันไปเล่นที เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราจะต้องเป็นตัวนำอยู่ตลอด เอากูไปเดินผ่านฉากกูก็สนุกแล้ว

เคยมีช่วงที่กังวลว่าจะเล่นได้ไม่ดีบ้างไหม
กลับเป็นตอนเด็กๆ ที่รู้สึกว่ากลัวเล่นไม่ได้ กังวลตามประสาเด็ก เช่น บางอันมันดูโตมาก บางอันมันดูเครียดมาก คนจะเชื่อไหมวะ แต่พอโตปุ๊ป กูเล่นได้หมดเลย มาเลย ไม่ใช่ปัญหาของเรา ยิ่งถ้าคนเชื่อว่าเล่นได้ โอ๊ย เยี่ยมเลย พี่เชื่อในตัวหนูก่อน หนูจะเชื่อตัวเองนะคะเนี่ย มาเลยๆ พร้อมๆ เรายิ่งรู้สึกว่ามันสบายขึ้นด้วยซ้ำ มันสนุกขึ้น มันกดดันน้อยลง
จุดไหนที่ทำให้ปลดล็อคความกังวลนั้นไปได้
ตอนนั้นเราเล่นนางนาก (1999) หนังประสบความสำเร็จมาก นางเอกร้อยล้าน เปลี่ยนโฉมหน้าวงการหนังไทย ถามว่ามีความพราวด์ไหม มันก็นิดหนึ่งนะ แม้ว่าเราจะไม่ได้ได้ส่วนแบ่งอะไรด้วย แต่มันก็รู้สึกว่า อืม กูก็ทราย เจริญปุระนะเว้ย!
จากนั้นก็คิดเยอะ จะรับเล่นอะไรต่อดี ไปเล่นเฮี้ยน (2003) โอ๊ย ร้อยล้านอีกแล้ว อุ้ย เท่เลยอะ เสร็จปุ๊บ พ่อป่วย ตึ้ง! ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว คราวนี้แม่ก็ไปรับงานมาให้เป็นฟีลหนังแผ่น โหแม่ เฮิร์ตอะ ทำไมทำกับเราอย่างนี้อะแม่ แม่เขาบอกคือ หนึ่ง เป็นหัวหน้าครอบครัว สอง ถึงที่สุดแล้วเป็นนักแสดง ก็คือการประกอบอาชีพเพื่อให้ได้เงิน เธอมีหน้าที่แค่ไปกอง แล้วพยายามทำให้มันดีเท่าที่จะทำได้ จะมานั่งรอเลือกแต่บทดีๆ ไม่ได้ หรือว่าจะปล่อยพ่อไปอย่างงี้
โห เราไปเล่นด้วยความทุกข์ทรมานมาก ยอมรับเลยว่าขมขื่น น่าจะเป็นช่วงเดียวที่เรารู้สึกขมขื่นสุดๆ พยายามทำงานที่มันดีนะ แต่เราขมขื่นกับตัวเอง แล้วช่วงนั้นก็เป็นช่วงละคร ถ่ายไปอ่อนไป บทเป็นยังไง กูก็ไม่รู้ เราเอาความเชื่อเดิมๆ เราไปจับไม่ได้เลย จากที่ว่า กูจะไม่อิน กูจะแบบไม่รู้นิสัยของตัวละคร เราจะเล่นไม่ได้ แต่ก็มันไม่มีให้รู้อะ แล้วจะให้ทำยังไง จะเล่นแย่ๆ เหรอวะ ก็ไม่ได้
พอไปถึงจุดหนึ่งเว้ย แม่งปลดล็อคเลยว่า เชี่ย ตกลงเรารักอะไรวะ เรารักการแสดง หรือว่าจริงๆ เรารักการเป็น someone นางเอกร้อยล้าน โอเค มันได้รับการยอมรับ แล้วมันก็ต่องาน ซึ่งมันหมายความว่าคุณก็ได้ไปกองอีก แล้วคุณจะเอาอะไรอีกวะ ในเมื่อตอนที่เล่นนางนาก เราเองเป็นคนพูดเลยซ้ำว่ามันจะเวิร์ก ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อในตัวเราเลยเว้ย ตอนนั้นคุณยังคิดได้เลยว่าต่อให้ไม่มีคนดู คุณก็ยังอยากเล่น แล้วเรื่องอื่นทำไมคุณไม่คิดแบบนี้ แค่มันดูไม่เก๋เหรอ แต่เขาก็หาเงินมาจ่ายค่าตัวคุณได้นะ
จากนั้นเลยรู้สึกว่า เฮ้ย เล่นอะไรก็สนุกไปหมดนะเนี่ย จนอยู่มาได้ 30 กว่าปี ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าเราไม่น่าไป รู้สึกไม่ดีกับงานที่แม่เรารับให้ตอนนั้นเลย เราเพิ่งกล้ามาดูมันเต็มๆ ตา เมื่อสัก 2-3 ปีนี้เอง แล้วก็รู้สึกว่า เชี่ย ถ้าตอนนั้นไม่ขมขื่น กูก็น่าจะสนุกกว่านี้ ถามว่ามันผ่านมาตรฐานไหม มันก็มาตรฐาน แต่ว่าถ้าเราสนุกกับมันกว่านี้หน่อย มันต้องสนุกแน่ๆ เลย
ถ้าย้อนกลับไปได้ ตอนนี้อยากกลับไปเล่นบทแบบไหนมากที่สุด
ทุกวันหนึ่งยังอยากเล่นหนังจักรวงศ์ แม่งต้องสนุกแน่เลยวะ กูอยากสิงต้นกล้วย (หัวเราะ) คืออยากเล่นหนังจักรวงศ์ เท่ากับอยากเล่นหนังนวพลเลย เท่ากับอยากเล่นหนังของพ่อเอก
หรือก่อนตายกูต้องได้อยู่ในจักรวาลหนังพี่พจน์ อานนท์ดิวะ