ล่วงเลยมาจวบจนใกล้จะโค้งสุดท้ายของช่วงหาเสียงเลือกตั้งกันแล้ว หลายคนคงเฝ้าคอยและรอดูว่านักการเมืองคนไหนหรือพรรคการเมืองใดที่จะก้าวเข้ามาพลิกโฉมประเทศไทยอีกครั้ง
ด้วยความที่กระแสการเลือกตั้งกำลังมาแรงแซงทุกประเด็นในสังคม ครั้งนี้ The MATTER จึงขอหยิบยกหนึ่งในภาพยนตร์ระดับตำนานที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อย่าง Election (1999) ครูขาอย่าหาว่าหนูแสบ เพื่อพาทุกคนไปย้อนถึงหนังในวันวาน และกระเทาะประเด็นในคูหาการเลือกตั้งที่อาจทำให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งได้ดีขึ้น
*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของ Election (1999)*

สำหรับแฟนหนังคอมเมดี้และหนังวัยรุ่น คงคุ้นชื่อ Election กันเป็นอย่างดี กับภาพยนตร์เสียดสีสังคม ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ ‘อาจารย์จิม แมคอลิสเตอร์’ (รับบทโดย แมทธิว โบรเดอริค (Matthew Broderick)) อาจารย์สอนประวัติศาสตร์และพลเมือง ที่รู้สึกไม่พึงพอใจ ‘เทรซี่ ฟลิค’ (รับบทโดย รีซ วิทเฮอร์สปูน (Reese Witherspoon)) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่ทั้งเรียนเก่ง และเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยมีความสัมพันธ์ลับๆ กับ ‘เดฟ โนโวตนี’ (รับบทโดย มาร์ค ฮาเรลิก (Mark Harelik)) เพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทของจิม จนทำให้เจ้าตัวถูกไล่ออกและโดนภรรยาฟ้องหย้า ในฐานะเพื่อน จิมไม่พอใจที่เทรซี่ไม่ได้รับผลกรรมใดๆ เลย จึงหาทางเอาคืนเธอด้วยการ ชักชวนนักเรียนอีกคนให้มาสมัครเป็นประธานสภานักเรียน เพื่อแข่งกับเทรซี่ ที่ไม่มีคู่แข่ง แถมวันนับคะแนนเจ้าตัวยังโกงการเลือกตั้ง เพื่อให้ตัวแทนนักเรียนของตัวเองชนะการเลือกตั้งด้วย
เรื่องราวความวายป่วงระหว่างการเลือกตั้งประธานนักเรียนและบทสรุปของเรื่องจะลงเอยยังไง คงต้องให้ทุกคนไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ส่วนในครั้งนี้ เราขอหยิบยกประเด็นเรื่อง ‘พลังและอำนาจ’ เฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการเลือกตั้ง มาพูดคุยกัน เพื่อชวนให้เห็นว่า ‘อำนาจ’ สามารถส่งอิทธิพลและกำหนดทิศทางของผู้คนและระบบการเลือกตั้งมากเพียงใด
เมื่ออำนาจคือพลังในการเปลี่ยนแปลง
แล้วทุกคนเคยคิดกันไหม หากตัวเองมีอำนาจที่มากกว่าคนอื่น
จะใช้มันทำอะไร?
เชื่อว่าแต่ละคนย่อมมีคำตอบต่อคำถามนี้แตกต่างกันไปตามมุมมองและประสบการณ์ส่วนบุคคล และอาจมีไม่น้อยที่เลือกใช้อำนาจ เพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่างของตัวเอง โดยไม่ทันตระหนักว่า การมีอำนาจอยู่เบื้องหลังเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งผลลัพธ์ของเหตุการณ์ และชะตากรรมของผู้คนที่เกี่ยวข้องไปได้ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว
จิม แมคอลิสเตอร์ ในฐานะครูและกรรมการการเลือกตั้งประธานสภานักเรียนในครั้งนี้ ถือเป็นตัวแทนของผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือ และสามารถใช้มันทำในสิ่งใดก็ตามที่อำนาจของตนจะก้าวล้ำไปถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นการชี้นำ กระทั่งบิดเบือนกระบวนการเลือกตั้ง โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นไปเพื่อความถูกต้องหรือประโยชน์ส่วนรวม ทั้งที่แท้จริงแล้ว จุดประสงค์หลักตั้งแต่แรก ก็เพียงเพื่อตอบสนองอคติและความต้องการส่วนตัวของตนเองเท่านั้น
สุดท้าย ด้วยการใช้อำนาจในทางที่มิชอบของแมคอลิสเตอร์ จึงทำให้เทรซี่ต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้ง และจมอยู่กับความเศร้าโศกเสียใจ ถึงอย่างนั้นความพ่ายแพ้ครั้งนี้กลับไม่ได้แสดงให้ผู้ชมเห็นถึงเพียงความผิดหวังของตัวเทรซี่เองเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนถึงความล้มเหลวและความเปราะบางของระบบการเลือกตั้ง ที่สามารถถูกบิดเบือนได้อย่างไม่ยาก เมื่ออำนาจไปตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่เคารพกติกาเสียเอง
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงการเลือกตั้งประธานสภานักเรียน เป็นจุดเล็กๆ ที่ไม่น่าจะสะท้อนภาพใหญ่ของระบบการเลือกตั้งได้มากนัก แต่ในความเป็นจริง การเลือกตั้งระดับเล็กเช่นนี้กลับสะท้อนโครงสร้างของระบบได้อย่างชัดเจน เพราะแก่นแท้ของการเลือกตั้งคือการคัดเลือกบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้เข้าไปทำหน้าที่แทนคนหมู่มาก หากกระบวนการดังกล่าวถูกแทรกแซงหรือบิดเบือนด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น ย่อมนำไปสู่ความคลางแคลงใจต่อผู้แทนที่ถูกเลือกขึ้นมา และขยายไปสู่การตั้งคำถามต่อทั้งระบบที่เปิดช่องให้ใครบางคนใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

สำหรับบางคนที่เคยดู Election กันไปแล้ว ก็อาจนึกเกลียดตัวละครอย่างเทรซี่ ฟลิค จากการที่เธอเป็นเด็กสาวที่มีนิสัยใจคอที่ไม่ได้ดีสมกับการจะได้รับเลือกให้เป็นประธานสภานักเรียน ทั้งยังมีความทะเยอทะยานจนมาเกินไปในความคิดของหลายคน แถมเจ้าตัวยังมีความลับ ซึ่งทำให้ตัวละครตัวนี้มีจุดด่างพร้อยไม่เหมาะแก่การจะมาเป็นตัวแทนเพื่อนนักเรียน
มันอาจไม่ใช่เรื่องผิด หากเราจะรู้สึกไม่ชอบตัวละครอย่างเทรซี่ แต่ก็คงไม่เหมาะสมนักหากเราจะเห็นด้วยกับวิธีการที่แมคอลิสเตอร์เลือกใช้กับเธอ เพราะอย่าลืมว่าเทรซี่เป็นเพียงนักเรียนธรรมดาคนหนึ่ง ขณะที่แมคอลิสเตอร์คืออาจารย์ ผู้ถือครองอำนาจเหนืออีกฝ่ายอย่างชัดเจน การกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นในเรื่องจึงไม่ใช่แค่การกลั่นแกล้งกันในระดับปัจเจก หากแต่เป็นการใช้อำนาจของผู้ที่อยู่เหนือกว่า เข้าไปแทรกแซงระบบ เพื่อสนองตอบความต้องการของตนเอง
ในโลกความเป็นจริง การเลือกตั้งในบางประเทศก็ปรากฏให้เห็นถึงการแทรกแซงของผู้มีอำนาจด้วยเช่นเดียวกัน หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นกรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 1986 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระหว่าง เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส (Ferdinand Marcos) ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนาน กับ โคราซอน อากีโน (Corazon Aquino) ผู้ท้าชิงจากฝั่งประชาชน แม้ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการจะประกาศว่ามาร์กอสเป็นฝ่ายชนะ แต่หลักฐานจำนวนมากกลับชี้ให้เห็นถึงการโกงและการบิดเบือนผลการเลือกตั้ง ซึ่งมาจากอิทธิพลและอำนาจของรัฐบาลเฟอร์ดินันเดิม จนในที่สุด ความไม่ชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้งก็กลายเป็นชนวนให้เกิดการลุกขึ้นต่อต้านของประชาชน นำไปสู่การปฏิวัติพลังประชาชน (People Power Revolution) และการสิ้นสุดอำนาจของมาร์กอสลงในที่สุด
หรือหากจะยกตัวอย่างให้ใกล้ตัวเรามากขึ้นกว่าเดิม ก็คงต้องพูดถึงกรณีการเลือกตั้งที่ขึ้นชื่อว่าสกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเรา เมื่อปี พ.ศ. 2500 การเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งที่ 9 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งหลังจากสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดตามวาระ ทว่าฝ่ายรัฐบาลรักษาการซึ่งลงสมัครในนามพรรคเสรีมนังคศิลา ได้ใช้กลวิธีทุจริตการเลือกตั้งหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ตนเองได้รับชัยชนะ ตั้งแต่การให้บุคคลสวมเครื่องหมายพรรคเวียนไปลงคะแนนซ้ำ หรือการยัดบัตรเลือกตั้งหลังปิดหีบ ไปจนถึงการข่มขู่และคุกคามประชาชนที่สนับสนุนพรรคฝ่ายตรงข้าม ทำให้สุดท้ายฝ่ายรัฐบาลได้รับชัยชนะ อย่างไรก็ตาม ข่าวการฉ้อโกงของรัฐบาลก็ได้ถูกเผยแพร่สู่ประชาชน นำไปสู่การเดินประท้วงการเลือกตั้งครั้งนี้ต่อรัฐบาล
จากกรณีตัวอย่างที่ยกมานี้ คงสะท้อนให้เห็นถึงพลังของอำนาจ เหมือนกับใน The Election ซึ่งหากอำนาจไปตกอยู่ในมือของคนที่หวังแต่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ก็อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ให้ผู้คนทั่วไปตั้งคำถามต่อความถูกต้องและความยุติธรรมของระบบ และเมื่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งสั่นคลอน สิ่งที่พังทลายลงไปเป็นอันดับแรก อาจไม่ใช่แค่ผลการเลือกตั้ง หากแต่คือศรัทธาของผู้คนที่มีต่อระบบทั้งหมดนั่นเอง
หากอำนาจอยู่ในมือของคนที่ใช้มันอย่างเหมาะสม มันก็จะสร้างประโยชน์แก่ผู้คนได้ต่อไป แต่หากไปอยู่ในมือของคนที่ยึดอำนาจเป็นเครื่องมือสนองความต้องการของตนเอง อำนาจนั้นก็อาจกลายเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายทั้งระบบโดยที่เราไม่รู้ตัว
อ้างอิงจาก