ช่วงนี้เพลงที่ได้รับความนิยมเบอร์ต้นๆ คงหนีไม่พ้น ‘Serena Joy’ ของ โอลิเวีย ร็อดริโก (Olivia Rodrigo) เพราะใน Spotify เพลง Serena Joy ที่ปล่อยออกมาได้สัปดาห์กว่าๆ (เพลงปล่อย 24 สิงหาคม 2026) มียอดผู้เข้าฟังถึง 10 กว่าล้านครั้งแล้ว
นอกจากดนตรีที่ทั้งสนุกและฟังง่ายตามสไตล์โอลิเวียแล้ว เพลงนี้ยังถ่ายทอดความหมายที่แฝงไปด้วยเรื่องราวและความจริงแท้บางประการในสังคมด้วย ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หลายคนชื่นชอบเพลงนี้
The MATTER จึงอยากพาทุกคนไปสำรวจเรื่องราวและความหมายที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเพลง Serena Joy ของโอลิเวียกันว่า เธออยากจะสื่อสารอะไรออกมาให้แฟนเพลงได้รับรู้บ้าง

Serena Joy เพลงที่ว่าด้วยอำนาจและระบบชายเป็นใหญ่
เนื้อเพลงโดยภาพรวมของ Serena Joy บอกเล่าถึงอำนาจที่ดำรงอยู่ได้จากการที่ผู้คนเลือกหลับตาข้างหนึ่งให้กับความอยุติธรรม จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่กดทับผู้อื่นในสังคมโดยไม่รู้ตัว รวมถึงตั้งคำถามถึงการที่เราเชื่อฟังใครสักคน ปล่อยให้พวกเขาเข้ามากำหนดชีวิต ยอมก้มหน้าเชื่อฟังต้องแบกรับความไม่เป็นธรรมจนหลังแอ่น สวนทางกับคนบางกลุ่มที่ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่สนใจคนที่อยู่ใต้การกดขี่นั้นเลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ตัวเพลงยังแฝงไปด้วยการเสียดสีต่อระบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นระบบสำคัญที่ครอบงำผู้คนในสังคมให้เชื่อฟังและดำเนินชีวิตตามครรลองของระบบนี้ โดยแทรกซึมอยู่แทบทุกอณูการใช้ชีวิตจนหลายคนไม่เคยสังเกตหรือตั้งข้อสงสัย ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะดูไม่เป็นธรรมต่อใครบางคนก็ตาม
หากถามว่าระบบชายเป็นใหญ่ปรากฏอยู่ในส่วนไหนของเนื้อเพลงบ้างนั้น ก็ไม่ต้องนั่งหากันให้เสียเวลาเพราะแค่ชื่อเพลงก็บ่งบอกไปในระดับหนึ่งแล้ว เพราะเซเรน่า จอย (Serena Joy) เป็นชื่อตัวละครหลักในนิยาย The Handmaid’s Tale ของ มาร์กาเร็ต แอ็ตวูด (Margaret Atwood) นิยายเสียดสีสังคม ว่าด้วยเรื่องราวในสาธารณรัฐกิเลียด รัฐเผด็จการที่ใช้ศาสนาเป็นศูนย์กลางการปกครอง ภายหลังจากที่อัตราการเกิดลดลงอย่างรุนแรง รัฐจึงกำหนดให้ผู้หญิงที่ยังสามารถมีลูกได้ถูกจับมาเป็น ‘แฮนด์เมด’ (Handmaid) ทำหน้าที่ตั้งครรภ์ให้กับครอบครัวชนชั้นสูงที่ไม่สามารถมีลูกได้
แล้วเซเรน่า จอยเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวของ The Handmaid’s Tale กันล่ะ? เซเรน่า จอย เป็นภรรยาของผู้บัญชาการระดับสูงในรัฐกิเลียด และเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่มีส่วนสนับสนุนแนวคิดอนุรักษนิยมซึ่งยกให้ครอบครัวและบทบาททางเพศแบบดั้งเดิมเป็นรากฐานของสังคม เธอเคยเป็นนักร้องเพลงกอสเปลและนักเคลื่อนไหวที่ออกมาเรียกร้องให้ผู้หญิงกลับไปทำหน้าที่ในบ้าน ขณะที่ผู้ชายเป็นผู้นำครอบครัวและสังคม
แต่เมื่อแนวคิดที่เซเรน่าคิดว่าเหมาะสมถูกนำมาใช้จริง เธอกลับพบว่าตัวเองไม่ได้มีอำนาจอย่างที่คิด เพราะภายใต้ระบอบใหม่นี้ ผู้หญิงแทบทุกคนรวมถึงตัวเธอเองถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ไม่สามารถทำงาน อ่านหนังสือ หรือกำหนดชีวิตของตัวเองได้อย่างอิสระ
สำหรับ The Handmaid’s Tale เซเรน่า จอยจึงเป็นเหมือนตัวละครที่สะท้อนภาพของการใช้อำนาจที่มีในมือกดทับผู้ที่อ่อนแอกว่า ขณะเดียวกัน ระบบที่เธอเชื่อว่าจะนำพามาซึ่งความถูกต้องให้แก่ผู้หญิง กลับกลายเป็นระบบที่กัดกินเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งไม่ต่างกัน
กลับมาที่เพลง Selena Joy หลายๆ ท่อนในเพลงก็สะท้อนภาพของการใช้อำนาจ การกดขี่ และความอยุติธรรม ซึ่งเป็นผลพวงของระบอบชายเป็นใหญ่ ตัวอย่างเช่น
“If they do it to them
They’re gonna do it to you”
พูดถึงการที่คนหลายคนยอมให้การกดขี่เกิดขึ้นกับคนอื่นก่อน แต่อย่างไรเสียอำนาจแบบเดียวกันก็ย้อนกลับมาเข้าหาตัวเองได้อยู่ดี เพราะอำนาจที่ไม่ได้มอบความเท่าเทียมให้กับทุกคนเท่ากัน ทุกคนภายใต้อำนาจนั้นก็ย่อมได้รับผลกระทบเดียวกันทั้งนั้น เพียงแต่จะได้รับรูปแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมของคนแต่ละคน เหมือนกับตัวละครอย่างเซเรน่า จอยที่ก็ได้รับผลกระทบจากระบอบชายเป็นใหญ่เช่นเดียวกับผู้หญิงคนอื่น แม้เธอจะไม่ได้ถูกกระทำทางร่างกายเทียบเท่าตัวละครอื่น แต่เซเรน่าก็ถูกลิดรอนอำนาจทั้งภายในและภายนอก ซำ้เธอยังโดนบีบบังคับให้รับแฮนด์เมดเข้าบ้านเพื่อให้มามีลูกกับสามีตัวเองด้วย

“And if you close your eyes
Then it can’t be your fault”
หรืออย่างในท่อนนี้ที่พูดถึงการเมินเฉยต่อการกดขี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นโดยทั่วไป เมื่อมีใครสักคนตกเป็นเหยื่อของการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ผู้คนจำนวนหนึ่งก็เลือกที่จะปิดตา เพื่อไม่ให้ตัวเองรับรู้ประดุจว่าพวกเขาไม่เห็นก็ย่อมไม่ใช่ความผิด ทั้งที่ความจริงการที่เราเพิกเฉยต่อการกดขี่ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมนี้เรียบร้อยแล้ว
ลองนึกภาพว่า เวลาเราเห็นใครสักคนถูกเลือกปฏิบัติในชีวิตจริง การที่เราเลือกที่จะเมินเฉย ก็หมายความว่าเรายินยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต่อไป
อำนาจเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันจะคอยกรุยทางและชี้บอกให้คนภายใต้การควบคุมดำเนินตามไปโดยไม่ตั้งคำถาม เหมือนกับที่โอลิเวียบอกเอาไว้ในเพลงผ่านท่อน
“Sing along, sing along
What they tell you to do”
เฉกเช่นระบอบชายเป็นใหญ่ที่จะครอบงำผู้คนอยู่ในเงามืด คอยชี้บอกให้เราปฏิบัติตาม บางทีเราไม่รู้หรอกว่าตัวเองถูกควบคุมจากระบอบเหล่านี้อยู่หรือเปล่า รู้ตัวอีกทีเราก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความไม่เท่าเทียมไปแล้ว
Serena Joy ของ โอลิเวียจึงเป็นเหมือนภาพสะท้อนของความเป็นจริงในสังคมเรา ที่ยังมีผู้คนอีกมากมายถูกกดขี่และลิดรอนสิทธิอยู่ นอกจากโอลิเวียจะเขียนเพลงนี้ออกมาเพื่อฉายภาพเหล่านี้แล้ว เธอยังตั้งใจทำเพื่อกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริงจัง ผ่านการมอบรายได้จากการจำหน่ายซิงเกิ้ลนี้ในรูปแบบซีดีเวอร์ชั่นพิเศษที่ผลิตขึ้นมาทั้งหมด 500 แผ่น สมบทบกองทุน Daisy Chain Fields ที่โอลิเวียก่อตั้งขึ้นสำหรับเรี่ยไรเงินบริจาคให้องค์กรที่ช่วยเหลือและสนับสนุนสิทธิสตรีและเด็กผู้หญิง
ท้ายสุดแล้ว สารที่โอลิเวียต้องการสื่อออกมาผ่านเพลง จึงไม่ใช่แค่การอธิบายถึงวิธีการที่ผู้มีอำนาจใช้กดขี่ผู้คนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความจริงของสังคม ภายใต้โครงสร้างอำนาจอันไม่เป็นธรรมที่หลายคนอาจกำลังมองข้ามอยู่
Serana Joy จึงเป็นเพลงที่มีทั้งจังหวะป๊อปสนุกสนาน และแฝงไปด้วยการเสียดสีสังคมที่กระตุ้นให้ผู้คนได้ตระหนักต่อปัญหาการกดขี่และระบอบชายเป็นใหญ่กันมากขึ้น