ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาเป็นต้นมา หลายคนนอนดึกโดยที่ไม่ได้ทำอะไร แค่บังเอิญมีเรื่องราวดราม่าของเหล่าผลไม้เอไอ ผ่านขึ้นฟีดมา ไม่ว่าจะเป็นในไอจีหรือติ๊กตอก ตัวเรื่องไม่มีอะไรมากนอกจากความขัดแย้งน้ำเน่าที่ค่อนไปทางสุดโต่ง เหล่าผลไม้ที่มีความสัมพันธ์กัน แยกจากกัน คบชู้ ถูกลงโทษ เรื่องราวที่เต็มไปด้วความโกลาหลและจบลงตามเวลาคลิปสั้นแนวตั้ง
เราเรียกละครสั้นเหล่านี้ว่า ‘ละครผลไม้ AI’ ละครผลไม้แมสขนาดที่ว่า เราเริ่มเรียกสตอเบอร์รี่ว่าสตอเบอร์ริน่า เรียกกล้วยว่าบานานิโต้ เริ่มมีคอนเทนต์ตลกๆ ว่าเหล่าผลไม้ในซูเปอร์มาเก็ต มองไปมีแต่พวกนอกใจ เรียกได้ว่ากระแสแรงขนาดเริ่มมีละครผลไม้เวอร์ชั่นไทย มีอัญชัน มะนาว มะม่วง เป็นผลไม้แบบไทยๆ และเรื่องราวความน้ำเน่าแบบไทยๆ ที่ค่อนข้างนุ่มนวลขึ้นมาหน่อย จากเวอร์ชั่นการคบชู้และการลงโทษตัวละครแบบสุดโต่ง จากละครผลไม้ต่างประเทศ
อาการไวรัลของดราม่าผลไม้ นำไปสู่ความกังวลและข้อวิจารณ์ในหลายแง่ ถ้าเราดูตามเนื้อหา เนื้อเรื่อง หรือชะตากรรมของตัวละครผลไม้ ก็ค่อนข้างประสบชะตากรรมที่แปลกประหลาดและรุนแรง อีกทั้งหลายครั้งก็รวมไปถึงพฤติกรรมแปลกประหลาด เช่น การตัวละครผายลม การขับถ่ายจนห้องท่วมไปด้วยอุจจาระ ไปจนถึงการที่ตัวละครมีลูกออกมาแล้วผ่าเหล่า ถูกลงโทษไปต่างๆ นานา
ในระดับเนื้อหา ถือว่าเป็นเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความรุนแรง คือกลายเป็นว่าเป็นเรื่องราวของผลไม้สุดจะ ‘ดาร์ก’ แต่ทำไมเราถึงไม่รู้สึกอะไร รวมถึง อันที่จริงความดาร์กที่ผสมกับความบ้าบอ ผสมกับความแปลกประหลาดทั้งหมดนั้น เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เราสนุกไปกับการรับชมเรื่องราวไร้แก่นสารเหล่านั้นได้

Benign violation ความรุนแรงที่ไม่มีพิษมีภัย
ความสนุกอย่างหนึ่งของละครผลไม้ ถ้าพูดกันรวมๆ คือมัน ‘ตลก’ ดี ในทฤษฎีเรื่องความตลก คือเราขำกับอะไร ชอบอะไร มีกรอบคิดสำคัญหนึ่งเรียกว่า ‘Benign violation’ หรือความรุนแรงที่ไม่มีพิษมีภัย
คำว่าความรุนแรงนั้นมีหลายเลเยอร์ คือเริ่มตั้งแต่ว่า เรื่องราวนั้นๆ มันทำให้ความคิด ความเชื่อ หรือโลกที่เรารับรู้มันผิดปกติหรือกลับตาลปัตรหรือไม่ สิ่งนั้นๆ มันผิดไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นรึเปล่า ดังนั้น ละครผลไม้ คือเอาแค่การที่ผลไม้มันมีชีวิต มีพฤติกรรมอย่างมนุษย์ ความผิดไปจากปกตินี้ แค่นี้ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกขบชันหรือสนใจสิ่งนั้นๆ
ดังนั้น คำว่าความรุนแรงในที่นี้ คือความขบขันของเรา ซึ่งมักจะกินความไปถึงความรุนแรงจริงๆ ด้วย เช่น เรามักจะขำคลิปอุบัติเหตุบ้าง ขำการกลั่นแกล้งต่างๆ ไม่ว่าจะมุกคลาสสิกอย่างการเอาถาดตีหัว เห็นเด็กร้องไห้เพราะความซน แต่เงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ทำให้ความรุนแรงนั้นๆ ยอมรับและยังเป็นเรื่องตลกได้ คือมันต้องไม่เป็นพิษเป็นภัย เช่น ภาพอุบัติเหตุตลกๆ ย่อมต้องไม่นำไปสู่อันตรายร้ายแรงอะไร แต่หากผู้ที่ประสบเรื่องรุนแรงเกิดเสียชีวิตไป ความขบขันนั้นก็จะต้องยุติลง เพราะเราจะไม่สนุกกับมันอีกแล้ว
กรอบคิดเรื่องความตลกนี้ จึงว่าด้วยความสนใจของเราในฐานะมนุษย์ ที่จะสนใจหรือชอบสิ่งที่ละเมิดอะไรบางอย่าง เช่น ขนบ ธรรมเนียม กรอบความคิด หรือสิ่งที่ควรเป็น ในขณะเดียวกันก็มีเส้นแบ่งบางอย่างที่เราจะรักษาความสนุกในการแตะเส้นเหล่านั้นไว้

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ละครผลไม้ เป็นอีกความสนุกที่เราจะสนุกไปกับสิ่งที่บิดเบี้ยวไปจากโลกแห่งความจริง คือการที่ผลไม้มีพฤติกรรมแบบคน แถมยังเจอกับความรุนแรงต่างๆ ที่ปกติ ถ้าเราพบเจอเราอาจจะไม่มีทางยอมรับได้ ความ ‘ปลอม’ ของเอไอ คือการเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีมนุษย์หรือมีการคิดอยู่เบื้องหลัง ทำให้เรารู้สึกถอดสมองไปกับความโกลาหล ซึ่งความโกลาหลนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่เอไอให้เราได้
นั่นเพราะเอไอสร้างเรื่องที่แม้แต่มนุษย์แบบเราๆ เองก็คิดไม่ได้ นึกไม่ออก และเอไอนี่แหละที่สร้างละครเป็นเรื่องเป็นราวให้เราได้เสพดราม่าได้ ผนวกกับความสั้นของการเสพคอนเทนต์แนวตั้งที่เราเสพแล้วก็ปัดทิ้งไป เรื่องราวการหอบลูกหนีของสตอเบอรี่ ความรุนแรงจากสามีกล้วย เป็นสิ่งที่เรารับรู้อยู่ไม่กี่นาทีแล้วก็ผ่านเลยไป
ทว่าหากพูดเรื่องความรุนแรง แม้ว่าการเสพเรื่องราวความรุนแรงจากเอไอ เป็นสิ่งที่เรารับรู้ในฐานะสื่อไร้สาระที่ถูกผลิตออกมาแล้วผ่านเลยไป แต่มุมมืดของสื่อเอไอผลไม้เองก็มีเช่นกัน อย่างแรกคือ เรื่องราวความรุนแรงหรือการกระทำต่อกันอันแปลกประหลาดในเรื่อง ส่วนหนึ่ง เอไอก็ลอกเลียนหรือต่อยอดมาจากสื่ออื่นๆ ที่ล่องลอยอยู่ในโลกออนไลน์ เช่น เรียลริตี้โชว์
ในอีกด้าน แม้เราจะมีกรอบคิดเรื่องความรุนแรง แต่อย่างไรความรุนแรงก็คือความรุนแรง ปัญหาสำคัญอาจอยู่ที่เด็กๆ ที่รับชมสตอรี่หรือละครแนวตั้งเหล่านั้น อาจซึมซับความรุนแรงต่างๆ เข้าไปจนกลายเป็นเรื่องปกติ
โดยทั่วไปแล้ว การเสพสื่อหรือเรื่องแต่ง เรามักจะรับรู้มันในตรรกะในโลกของความบันเทิงนั้นๆ เช่น ความรุนแรงของเหล่าผลไม้ ต้องจบอยู่ในโลกของพวกมัน หลักการทำนองเดียวใช้กับการเสพสื่ออื่นๆ ไม่ว่าจะหนังฆาตกรรม หนังเชือด หรือหนังสยองขวัญ
ความไร้แก่นสาร คือความหมายของเรา
กรณีความสนุกหรือความชอบของละครผลไม้ อาจชวนให้นึกถึงงานเขียนหรือปรัชญาแนว ‘แอบเสิธ (absurd)’ การที่เราสนุกไปกับเส้นเรื่องและเรื่องราวที่คาดเดาไม่ได้ ไร้ตรรกะ ไร้เหตุผล ก็อาจเป็นความปรารถนาอย่างหนึ่งของมนุษย์เราที่จะรับรู้ว่า โลกใบนี้ของเรา ที่เราคาดหวังว่าจะมีระเบียบ มีคำอธิบาย มีความหมายต่างๆ ท้ายที่สุดเราอาจดำรงอยู่บนความไร้แก่นสาร ไม่มีอะไรที่สืบเนื่อง เกี่ยวพันในการมีความหมายในการใช้ชีวิต
แง่หนึ่ง มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสวงหาคำอธิบาย แสวงหาความหมาย แต่แนวคิดแบบแอบเสิธกำลังเปิดเผยให้เห็นว่าชีวิตเราอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แล้วก็ตายลงไป งานเขียนสำคัญของอัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) อย่าง The Myth of Sisyphus ก็พูดถึงชีวิตในโลกสมัยใหม่ของเราที่ใช้ชีวิตวนเวียนไม่รู้จบ เหมือนกับซิซิฟัสที่เข็นหินขึ้นลงเพราะคำสาปจากซุส
เราอยู่ในโลกที่บังคับให้เราแสวงหาความหมาย ต้องตอบคำถามบางอย่างในการดำรงอยู่อยู่ตลอดเวลา แต่ลึกๆ แล้ว เราต่างรับรู้ว่าโลกใบนี้อาจไม่มีความหมายเลยก็ได้ ชีวิตเราอาจแค่กำลังดำเนินไปข้างหน้า โดยที่จริงๆ เราเองก็อยากตอบคำถามและใช้ชีวิตไปกับความไร้ระเบียบ เหมือนกับประโยคสำคัญของกามูส์คือบอกว่า เรานั้นต้องจินตนาการให้ได้ว่าซิสซิฟัส มีความสุข (One must imagine Sisyphus happy.)
ดังนั้น โลกของผลไม้เอไอ รวมถึงคอนเทนต์บ้าๆ บอๆ ในโลกออนไลน์ รีลแมวทำอะไรไร้สาระ ไปจนถึงยุงเอไอสวดมนต์ จึงอาจล้วนตอบสนองหรือเป็นพื้นที่ที่เราสนุกไปกับความไร้แก่นสาร ในโลกที่พยายามจะเต็มไปด้วยความหมายซึ่งไม่มีอยู่จริง
อ้างอิงจาก