อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้แต่ช่วงเวลาแห่งความปรารถนา
เซ็กซ์มักถูกพูดถึงในแง่ของกิจกรรมแห่งความเสียวซ่าน จังหวะประทับใจ ลูกเล่นใหม่ๆ ที่ได้พบเจอ ให้แวะไปขำขันบ้าง จนอาจลืมไปว่าในแง่หนึ่ง ยามร่างกายประกอบกิจกรรมเข้าจังหวะ พื้นที่ส่วนตัวท่วมท้นไปด้วยความเสียวซ่าน แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บตามมาเสมอ ทั้งหญิงและชาย
จู๋หักได้ แม้ไม่มีกระดูก
หนุ่มๆ รู้ดีว่า ยามอีกฝ่ายปีนป่ายขึ้นมาบนร่างกายขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมเกม ขึ้น ลง ผลักออก กอดก่าย แล้วแต่ใจปรารถนา เป็นอีกท่วงท่าในฝันที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่เมื่อได้ยินเสียงดัง กึ้ก! ความเจ็บปวดแล่นผ่านร่างกาย ตรงไปที่เจ้าหนูที่เคยแข็งแกร่งกำยำ ตอนนี้กลับเหี่ยวเฉาเหมือนต้นไม้ไม่เจอแดด
สถานการณ์ที่ว่ามาในตอนต้น เราเรียกว่า ‘Penile Fracture’ หรือที่เรียกลำลองในภาษาไทยว่า ‘จู๋หัก’ เป็นการบาดเจ็บเกิดจากแรงกระแทก หรือการงอขององคชาตขณะแข็งตัว จนทำให้เยื่อหุ้มที่ชื่อ tunica albuginea ฉีกขาด

พอบอกว่าหักมันฟังดูเหมือนกระดูกหักหรือเปล่านะ แต่อย่างที่หลายคนทราบ องคชาตแข็งตัวขยายใหญ่แบบลืมไซซ์เดิมได้ แปลว่ามันไม่มีกระดูก ที่ขยายใหญ่ได้ก็เพราะเลือดมารวมตัวกัน แม้องคชาตไม่มีกระดูก แต่มีเนื้อเยื่อลักษณะเป็นท่อ 2 เส้น ห่อหุ้มด้วยเนื้อเยื่อเส้นใยแข็งแรงที่เรียกว่า tunica albuginea อีกที ระหว่างแข็งตัว มีเลือดไหลเวียนเต็มสูบในท่อเหล่านั้นทำให้ผนังด้านนอกตึงเปรี๊ยะ ถ้าไปกระแทกแรงจนบิดงอ ผนังที่ตึงเต็มข้อนั้นก็ฉีกขาด จนเกิดความเจ็บปวดกระทันหัน หักปุ๊บ เจ็บปั๊บ
นอกจากเจ็บแล้วยังหมดสภาพแข็งตัวทันที เกิดรอยช้ำและบวมจากเลือดที่คั่งใต้ผิวหนัง มีเลือดที่ปลายองคชาต และปวดขณะปัสสาวะ หากไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า ให้จำไว้ว่าจะเป็น 3 อาการร่วมกัน เกิดเสียงหักดังกึ้ก ปวดกระทันหัน และหมดสภาพแข็งตัว
อุบัติเหตุจู๋หักสาเหตุหลักมักเกิดจากเพศสัมพันธ์นี่แหละ โดยคิดเป็น 46% ของเคสทั้งหมด อารมณ์อาจพาไป สอดใส่พลาดไปหน่อยจนองคชาตพุ่งไปโดนอุ้งเชิงกรานหรือฝีเย็บ หรืออาจเพราะบางท่าที่ทำให้เกิดการบิดงอ บางครั้งก็เกิดกับการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอย่างรุนแรงได้เช่นกัน
แล้วท่าไหนเสี่ยงที่สุด? ว่ากันว่าท่า Woman on Top สาวคุมเกม จะทำให้จู๋หักได้ง่ายที่สุด แต่งานวิจัยจากผู้ป่วย 288 ราย รายงานว่าท่า Doggy Style นำอยู่ที่ 43.1% Man on Top 40.3% และ Woman on Top 12.1% แม้จะดูเหมือนท่าพื้นฐานทั่วไป ทำมาตั้งหลายต่อหลายหนก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร อารมณ์ตอนนั้นอาจทำให้ใครสักคน อยู่ในองศาท่าทางที่เสี่ยงให้เกิดการบิดงอได้โดยไม่ตั้งใจ แต่มันเสวนี่เนอะ มันอดไม่ได้ที่จะยกตัวขึ้น เกร็งรับ เกร็งสู้ ไปตามความเสวที่เข้ามาปะทะเป็นธรรมดา

หากเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไร? จริงๆ เคสนี้ค่อนข้างฉุกเฉิน หากเกิดอาการปวดจนทนไม่ได้ มีแผลบวมช้ำ มีเลือดออก ควรพบแพทย์ในทันที ถ้าวินิจฉัยได้ทัน ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะจะผ่าตัดซ่อมแซมเยื่อหุ้มท่อ และตรวจหาการบาดเจ็บอื่นๆ เช่น การฉีกของท่อปัสสาวะ การผ่าตัดควรทำภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ทั้งหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โค้งงอผิดรูป และการก่อตัวของก้อนเนื้อ หลังผ่าตัดจะใส่สายสวนปัสสาวะและแนะนำให้งดมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 6 สัปดาห์
วิธีบ้านๆ อย่างการประคบน้ำแข็ง กินยาแก้อักเสบ พันผ้าหรือหาอะไรดามไว้ ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไหร่ ยิ่งทิ้งไว้นานยิ่งมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน หากได้รับการรักษาทันท่วงทีช่วยให้มีโอกาสแข็งตัวได้ตามปกติในอนาคตมากกว่า
จิ๋มล็อกเหมือนปิดตาย เข้าไม่ได้ ออกก็ไม่ได้
ฝ่ายสาวๆ เองก็มีอุบัติเหตุบนเตียงได้เหมือนกัน ‘Vaginismus’ ภาวะที่กล้ามเนื้อรอบช่องคลอดหดเกร็ง หรือที่เราเรียกแบบเข้าใจง่ายว่า ‘จิ๋มล็อก’ ไม่ใช่ว่าสาวๆ อยากจะล็อกไม่ให้ใครเข้ามา หรือกักขังไว้ไม่ให้ออกไป แต่สิ่งนี้มันเกิดขึ้นเองและควบคุมไม่ได้ เมื่อมีสิ่งใดพยายามเข้าไปในช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าโลก นิ้ว อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือแม้แต่ผ้าอนามัยแบบสอด จะเจ็บปวดอย่างมาก หรือพยายามฝืนดึงออกก็เจ็บไม่ต่างกัน
ลองนึกภาพว่าตาของเราจะหรี่ลงอัตโนมัติ เมื่อมีอะไรเข้ามาใกล้อย่างกระทันหัน จิ๋มล็อกก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่เกิดที่ช่องคลอดแทน โดยแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ระดับ Primary ภาวะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จนไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ได้เลยสักครั้ง และ ระดับ Secondary เคยมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติมาก่อน แต่เพิ่งเคยเกิดภาวะหดเกร็งขึ้น

เอาจริงๆ ผู้เชี่ยวชาญเองก็ไม่อาจรุบะสาเหตุที่แท้จริงได้ มีเพียงข้อสันนิษฐานว่าอาจมาจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งเรื่องจิตใจอย่างความวิตกกังวล ความกลัว ประสบการณ์เจ็บปวดในอดีต บาดแผลทางเพศหรือการถูกละเมิด ความเชื่อที่ฝังรากเกี่ยวกับเพศ เช่น เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่บอกว่าเพศสัมพันธ์คือเรื่องต้องห้ามหรือบาป ไปจนถึงเรื่องกายภาพอย่างการเคยเจ็บปวดจากการคลอดลูก การผ่าตัด หรือการติดเชื้อ แต่บางคนก็ไม่มีเหตุการณ์ชัดเจนอะไรเลย ร่างกายมันไปเอง
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ความต้องการทางเพศของคนที่มีภาวะจิ๋มล็อกอาจปกติสมบูรณ์ทุกอย่าง ร่างกายอาจตอบสนองต่อการกระตุ้นได้ดี แต่พอถึงจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม ต้องมีอะไรเข้าไปในช่องคลอด ร่างกายกลับปฏิเสธโดยอัตโนมัติ เรียกว่าใจโหยหา แต่ร่างกายกับเซย์โน จุดนี้เองที่อาจสร้างความสับสนกับทั้งตัวเองและคู่รักได้
บางคนตีความการหดเกร็งของสาวๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังการปฏิเสธตัวเองหรือเปล่า เกิดความเข้าใจผิด ความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือบางครั้งก็กดดันให้อีกฝ่ายพยายามต่อไปทั้งที่เจ็บปวดซึ่งไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น หนำซ้ำ มีแต่จะทำให้ร่างกายยิ่งเชื่อมความเจ็บปวดกับเรื่องนั้นมากขึ้นไปอีก

แม้จะฟังดูน่าเศร้า ที่อยู่ดีๆ จิ๋มของเราก็ปิดตายประตูแห่งความปรารถนาเสียดื้อๆ แต่ข่าวดีคือ ภาวะนี้สามารถรักษาได้ และอัตราความสำเร็จในการรักษาสูงมาก มีทั้งการรักษาทางกายและทางใจ
เริ่มที่การรักษาทางกายด้วยกายภาพบำบัดของอุ้งเชิงกราน (Pelvic Floor Physical Therapy) นักกายภาพบำบัดจะช่วยให้คนไข้เรียนรู้การผ่อนคลาย และฝึกควบคุมกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน แต่จริงๆ ก็แอบสัมพันธ์กับเรื่องทางใจด้วยเหมือนกัน โดยใช้ Vaginal Dilators อุปกรณ์ที่มีขนาดต่างกัน ใช้ฝึกให้ช่องคลอดค่อยๆ รับแรงกดในขนาดที่เพิ่มขึ้นทีละนิด ฝึกที่บ้านได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ฝึกให้ทนเจ็บได้ดีขึ้น แต่เป็นช่วยฝึกให้ร่างกายเรียนรู้ว่ามันสามารถมีอะไรเข้ามาได้อย่างปลอดภัย
ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาฉีด Botox เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อชั่วคราว หรือใช้ยาชาเฉพาะที่ เพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างกระบวนการรักษา แต่มักใช้ควบคู่กับการบำบัดอื่นด้วย
สุดท้าย การบำบัดทางใจ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) สำหรับคนที่เกิดภาวะหดเกร็ง โดยมีสาเหตุจากเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ
ทั้งสาวๆ และหนุ่มๆ อยากขีดเส้นใต้กันอีกครั้งว่ามันคือ ‘อุบัติเหตุ’ ไม่มีใครตั้งใจให้มันเกิด หนำซ้ำ มันเป็นความฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรักษาอย่างทันท่วงที อย่าซุกเรื่องนี้ไว้ด้วยความเงียบเพราะเขินอาย จนไม่กล้าไปโรงพยาบาล
เข้าใจดีว่าหากโทงเทงไปหาหมอด้วยอาการจู๋หัก หรือบิดตัวงอเพราะเจ็บจากจิ๋มล็อก มันก็ชวนเขินอายอยู่ไม่น้อย แต่ไม่เป็นไรเลย อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้
การรักษาไม่ถูกวิธี หรือเลือกไม่รักษาเลยต่างหาก ที่จะทิ้งผลระยะยาวไว้ให้เจ็บช้ำมากกว่ายอมไปหาหมอตั้งแต่แรก
อ้างอิงจาก