หากเป็นหนังสือของนักเขียนคนโปรด ของสำนักพิมพ์ที่คุ้นเคย จะเล่มใหม่หรือเล่มเก่า เราก็พอจะจำเค้าลางได้ และหยิบขึ้นมาโดยมีเป้าประสงค์ในใจอยู่ก่อนแล้ว แต่หากไม่ได้เป็นหนังสือเล่มที่คุ้นเคยมาก่อน ปกหนังสือย่อมเป็นด่านแรกที่กั้นกลางระหว่างผู้อ่านและเนื้อหาในเล่มนั้น
หลายครั้งปกจึงทำหน้าที่เชื้อเชิญให้นักอ่านหยิบขึ้นไปสู่อ้อมกอด ได้ลองพลิกซ้ายขวา ตื่นตาตื่นใจ กับความละเมียดละไม และความตั้งใจในการออกแบบ ดังนั้น คงพูดได้ยากหากจะบอกว่าเราหยิบหนังสือเล่มใดขึ้นมามันไม่เกี่ยวกับปกเลยสักนิด
การออกแบบปกจึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าองค์ประกอบอื่นในหนังสือหนึ่งเล่ม The MATTER เลยชวนทุกคนมาแคะแกะเกาวิธีออกแบบปกกับ เข้ม—ณขวัญ ศรีอรุโณทัย นักออกแบบปกหนังสือ อาร์ตไดเร็กเตอร์ผู้จัดจ้านในย่านสิ่งพิมพ์ แม้ตอนนี้จะหลบหลี้หนีไปออกแบบพรมและวอลเปเปอร์แล้วก็ตาม แต่ยังคงมีผลงานปกหนังสือให้เราได้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ

หากต้องเริ่มทำปกหนังสือสักเล่ม สิ่งที่มองหาอย่างแรกคืออะไร?
“สำหรับผมมันจะเป็นตัวบท งานผมจะมีทั้ง fiction และ non-fiction ถ้างาน non-fiction มันชัดเจนว่าจะต้องอ่านคอนเทนต์ ต้องดูเนื้อหาเป็นหลัก มันค่อนข้างตรงไปตรงมา คือเล่าเนื้อหาในนั้น ส่วนถ้าเป็นงาน fiction ก็มีทั้งสองอย่าง ถ้าเป็นไปได้ผมก็ขอมาอ่านก่อน จะได้เข้าใจมู้ด บรรณาธิการบางคนก็อาจจะมีภาพในหัวประมาณหนึ่ง ก็จะบรีฟ ตีความจากเขามาแล้วชั้นหนึ่ง ก็ทำได้ทั้งคู่
มันไม่ใช่เป็นเชิงภาพ ref นะ แค่เล่าว่าเขาอ่านเรื่องนี้แล้วเขานึกถึงฉากไหนที่มันเป็นแก่น สาระสำคัญของเรื่อง เพราะว่าวรรณกรรมเล่มหนึ่งร้อยกว่าหน้า เราอาจหยิบนึกมาสักฉากไม่เหมือนกัน แต่บรรณาธิการเขาจะเลือกมาเลยว่าอยากขายฉากนี้”
แล้วชอบทำงานแบบไหนมากกว่ากัน?
“ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอ่านด้วยตัวเอง เพราะบางอย่างก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาในการเล่า เหมือนการเสพงานศิลปะแล้วมีความรู้สึกไหนกระทบใจเรา
ส่วนมากสำหรับผมชอบดูมวลอารมณ์โดยรวมของมันมากกว่า อาจไม่ได้เล่าชัดมากว่าฉากนั้นคืออะไร เลยอยากขออ่านก่อน เราจะได้เห็นสีในหัวว่าเล่มนี้มันน่าจะเฟรนด์ลี่ มันน่าจะอบอุ่น หรือหม่นหมองหน่อย”
พอเราใช้ปกในการสื่อสารเนื้อหาด้านใน เราจะย่อยเนื้อหานั้นอย่างไรให้อยู่ในภาพเดียว?
“ถ้าเป็น non-fiction จะง่าย เพราะมันมีบทนำ มีคำนำ ทำให้เราเห็น overall แต่ถ้าเป็น fiction ผมก็ไม่ได้อ่านทั้งเล่มหรอก เดี๋ยวมันจะทำงานไม่ทัน ผมก็อ่านบท 1 บท 2 แล้วก็คุยกับบรรณาธิการว่าที่เราเข้าใจ มู้ดประมาณนี้มันโอเคไหม ก็ได้แลกเปลี่ยนกัน อีกอย่างผมจะเป็นพวกเลือกไม่ค่อยถูก ผมเลยทำเป็นตัวเลือก มีสัก 2-3 แบบ สมมติว่าเราอ่านหนึ่งเรื่อง ได้ความรู้สึกหนึ่งอย่าง แต่พอตีความเป็นภาษาภาพมันทำได้หลายอย่างอยู่ดี”
ส่วนตัวชอบออกแบบหนังสือประเภท non-fiction หรือ fiction มากกว่า?
“ถ้าพูดถึงความทำออกมาแล้วเข้ามือก็ต้อง non-fiction เนอะ แต่ fiction สนุกกว่า (หัวเราะ) การตีความหนังสือเล่มหนึ่ง สมมติมันเป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์มันก็ทำการตลาดได้หลายทาง อันนี้จะให้เนิร์ดวิชาการอ่าน อันนี้จะทำให้คนสนใจสังคมอ่าน หรือจะทำให้เป็นมิตรกับคนที่ไม่ได้สนใจมาก่อนอ่าน อันนี้บทบรรณาธิการจึงสำคัญมากว่าเขาอยากจะสื่อสารกับคนกลุ่มไหน ทั้งที่มันเป็นเนื้อหาเดียวกันนี่แหละ”
หลังจากพูดคุยเรื่องการออกแบบปกหนังสือได้ครบถ้วน เข้าใจกระบวนการทำงานของคุณเข้มแล้ว จึงนึกขึ้นได้ว่าคุณเข้มเคยทำงานเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์ให้กับแม็กกาซีน 2 เจ้า ที่เอ่ยชื่อไปคงพอคุ้นหูอยู่บ้าง พาให้สงสัยถึงวิธีการทำงานในแง่มุมนั้น
หากลองนึกถึงการออกแบบปกหนังสือสักเล่ม มันเล่าและจบลงในตัวเอง เล่มต่อไปต่างก็มีเนื้อหา ลีลา หมวดหมู่แตกต่างกัน แต่พอเป็นแม็กกาซีนที่อยู่ใต้หัวเดียวกัน แม้จะเปลี่ยนปกไปตามรายปักษ์ รายเดือน ต่างก็ต้องอยู่ใต้ระเบียบบังคับบางอย่างที่มองแล้วรู้ว่ามาจากหัวไหน จึงชวนคุณเข้มพูดคุยถึงวิธีการออกแบบที่ต่างกันนี้
“คำตอบมันอาจ pratical หน่อยนะ มันกลับมาสู่พื้นฐานการออกแบบเลย เราอาจจะใช้บางองค์ประกอบที่มันซ้ำเดิม คงเดิม ยกตัวอย่างง่ายสุดเลย อย่างชุดฟอนต์ อันนี้ชัดมาก บางอย่างมันอาจจะไม่ได้เห็นแล้วจับได้ทันที ถ้าไม่ใช่ดีไซน์เนอร์ก็อาจจะไม่ได้สังเกต ถ้ามองไปจะรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างคงที่
เราไม่จำเป็นต้องไปป่าวประกาศว่านี่งานชุดเดียวกัน เราอาศัยความสม่ำเสมอ มันจะช่วยให้เกิดความสอดคล้องกันเมื่ออยู่รวมกัน ผมไม่ได้วางอาร์ตไดเร็กชั่นล่วงหน้า 10 ปกอะไรแบบนั้น เพียงแต่ว่าพยายามควบคุมองค์ประกอบบางอย่างที่เป็นฉากหลังมากๆ แต่พออยู่ด้วยกันแล้วจะอยู่ในทิศทางเดียวกัน”

เชื่อว่าคุณเข้มคงได้ทำงานกับหลายๆ สำนักพิมพ์ แล้วเวลาออกแบบปกจะให้น้ำหนักไปทางไหนมากกว่ากัน ระหว่างเอกลักษณ์ของตัวเองกับของสำนักพิมพ์?
“พอดีว่าผมมักจะได้ทำงานกับสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก CI ของเขาไม่ตายตัวมาก มันจะมีบางอย่าง อย่างโลโก้ ตำแหน่งวางสัน องค์ประกอบบางอย่างที่เขากำหนดไว้ พวกนี้ไม่มีปัญหาอะไร เทมเพลตที่ออกแบบมาดีมันจะไม่ครอบงำดีไซน์เราอยู่แล้ว มันไปด้วยกันได้ อีกอย่างหนึ่งพอเป็นสเกลไม่ใหญ่มาก มันมีความเฉพาะตัวของคนทำงานสูง เวลาผมบอกส่งงานให้บรรณาธิการเนี่ย ส่วนมากก็คนเดิม (หัวเราะ) มันเลยไม่ได้มีกรอบมาก เราจะรู้ว่ารสนิยมเขาประมาณนี้ ที่เขาเลือกให้เราออกแบบก็เพราะเขารู้ว่าเรามีรสนิยมประมาณนี้ก็เลยไม่มีปัญหามั้งครับ
โดยส่วนตัวไม่ใช่ดีไซน์เนอร์แบบที่ลายเซ็นชัด และไม่ได้พยายามจะเป็นแบบนั้นด้วย อาจมีท่วงท่าบางอย่างที่มันคล้ายกัน องค์ประกอบ การจัดวาง ชุดฟอนต์ที่มันทำให้คนจำได้ แต่ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้น”
ในมุมมองคุณเข้ม คิดว่าอาร์ตไดเร็กเตอร์แมกกาซีนยังไปต่อได้ไหม?
“ผมว่าอุตสาหกรรมการออกแบบทุกแขนงเลยนะ มันใช้ทีมที่เล็กลงเรื่อยๆ แต่ก่อนอาร์ตไดเร็กเตอร์มันสนุกตรงมีทีมทำงานด้วยไง มันมีกราฟิกดีไซน์เนอร์ 2-3 คนที่มาสะท้อนไอเดียกัน แต่พอทีมเล็กลงเรื่อยๆ มีอาร์ตไดฯ ทำทุกอย่าง มันจะต่างอะไรกับการเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์เฉยๆ (หัวเราะ) เราคุยกับ AI เรามีลูกน้องเป็น AI มันก็ไม่สนุกเท่ากับคนอยู่ดี
ถ้ามีทีมเป็นของตัวเอง เราจะรู้ว่าคนนี้ถนัดทำภาพประกอบ คนนี้ถนัดถ่ายภาพ ถนัดออกแบบข้อความเนอะ แล้วเราจะมาร่วมมือกันปรุงอะไรบางอย่าง มันถึงสนุกขึ้นมาไง ถ้าถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรหรอ ทุกอุตสาหกรรมน่าจะอยากแหละ
ส่วนมากจะเป็นอย่างนี้ครับ มันจะไม่ใช่การทำงานในแผนกออกแบบอย่างเดียว แต่ต้องไปร่วมกับทีมอื่น เช่น อาร์ตไดเร็กเตอร์ที่อยู่กับทีมการตลาด หรือทีมดาต้า จะกลายเป็นแบบนั้นแทน ในแง่ของดีไซน์เนอร์คุณก็ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญนั่นแหละ แค่ต้องไปทำงานกับทีมอื่นแทน”
นี่เลยอาจเป็นเหตุผลที่คุณเข้มเลือกย้ายสายงานไปออกแบบวอลเปเปอร์แทนก็ได้นะ ใครจะรู้ เพื่อให้งานออกแบบปกยังคงชุ่มชื่นหัวใจทุกครั้งที่ได้ลงมือทำ