แม้ปัจจุบันเราสามารถอ่านอะไรสักอย่างผ่านหน้าจอได้สะดวก รวดเร็ว มากกว่าหยิบสื่อสิ่งพิมพ์สักเล่มขึ้นมา แต่การอ่านบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยังถูกตั้งข้อสงสัยถึงผลที่ตามมา ทั้งทักษะการอ่านและสมาธิ จนมีคำเตือนให้ใช้หน้าจอน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่กับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมวัยเรียนรู้อย่างเด็กๆ อีกด้วย
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น ผู้คนใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอมากขึ้นตามไปด้วย หลายประเทศจึงเริ่มเข็นนโยบายเกี่ยวกับการอ่าน ออกมาส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คน ทั้งในภาคการศึกษาและภาคประชาชน
The MATTER ชวนมาสำรวจนโยบายส่งเสริมการอ่านในหลายประเทศหลังก้าวสู่ยุคดิจิทัล

สวีเดน: ตั้งงบซื้อตำราเรียนและหนังสือเล่ม
หากย้อนกลับไปราวปี 2010 สวีเดนเป็นประเทศที่ใช้แท็บเล็ตส่งเสริมการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างเต็มที่ แต่ผลที่ตามมานั้นทำให้ระหว่างปี 2016-2021 คะแนน PIRLS วัดทักษะอ่านของเด็กป.4 ทุก 5 ปี ร่วงจาก 555 เหลือ 544
รัฐบาลสวีเดนไม่อาจนิ่งนอนใจกับผลที่เกิดขึ้น จึงแจกจ่ายงบอุดหนุนให้โรงเรียนสำหรับซื้อหนังสือ ตำราเรียนแบบเป็นเล่มจริงภายใต้แนวคิดตำรา 1 เล่ม ต่อนักเรียน 1 คน ต่อวิชา เริ่มตั้งแต่ปี 2023 อยู่ที่ 685 ล้านโครนา ปี 2024 อยู่ที่ 658 ล้านโครนา ปี 2025 อยู่ที่ 755 ล้านโครนา และปี 2026 อยู่ที่ 555 ล้านโครนา
นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2024 ยังมีเงินอุดหนุนแยกให้ศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนซื้อหนังสือเล่มเพิ่ม ราว 500 ล้านโครนาต่อปี ถึงอย่างนั้น สวีเดนไม่ได้เลิกใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในห้องเรียน เพียงแค่ลดสถานะจากเครื่องมือหลักเป็นส่วนเสริมในการเรียนรู้เท่านั้น
สิงคโปร์: แคมเปญ ReadSG แจกเหรียญให้คนอ่านหนังสือ
หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์เปิดตัว ReadSG แคมเปญส่งเสริมการอ่านระดับชาติ ระยะเวลา 5 ปี ที่มาแทน National Reading Movement ปี 2016 โดย ทาร์มัน ชานมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์ เป็นผู้เปิดงาน
กติกาของแคมเปญนี้ จะให้ประชาชนบันทึกการอ่านอย่างน้อย 15 นาทีบน CrowdTaskSG แพลตฟอร์มของ GovTech เพื่อรับ 20 เหรียญเสมือน ซึ่ง 1,000 เหรียญแลกเป็น 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตกวันละราว 2 เซนต์ ต้องอ่านครบ 50 วันจึงจะได้ 1 ดอลลาร์
นอกจากนี้ยังมีแคมเปญ Read for Good ที่นำเวลาอ่านไปรวมเป็นเงินบริจาค ตั้งเป้า 7.5 ล้านนาที ซึ่งสื่อรายงานว่าปลดล็อกเงินบริจาคได้สูงสุด 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่หลายฝ่ายเห็นว่า รางวัลที่ได้น้อยเกินจะจูงใจคนที่ไม่อ่านให้หันมาอ่านมากขึ้นได้ และน้อยเกินไปสำหรับเวลาที่เสียไปด้วยเช่นกัน

สหรัฐอเมริกา: กฎหมาย Science of Reading รายรัฐ
สำหรับอเมริกา นโยบายส่วนใหญ่เป็นระดับกฎหมาย แต่ด้วยเงื่อนไขตามระบบการปกครองของประเทศ การออกกฎหมายจึงขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐ ตามข้อมูลของ Education Week จากสภาแห่งชาติว่าด้วยฝ่ายนิติบัญญัติแห่งรัฐ กล่าวว่ามี 38 รัฐที่ผ่านกฎหมายเกี่ยวกับการสอนอ่านที่อิงหลักฐาน และในปี 2024 ปีเดียวมีร่างกฎหมายด้านการรู้หนังสืออย่างน้อย 35 ฉบับใน 25 รัฐ โดยเน้นไปที่การเรียนรู้เสียงในคำ คำศัพท์ ความเข้าใจ และความคล่อง ครอบคลุมตั้งแต่เด็กที่เป็นโรคดิสเล็กเซีย การช่วยเด็กอ่านยาก ไปจนถึงการอบรมครู
อย่างในปี 2019 รัฐแอละแบมา กำหนดให้เด็ก ป.3 ต้องมีทักษะอ่านเพียงพอจึงเลื่อนชั้นได้ ปี 2023 ในโอไฮโอ ยกเลิกการบังคับเรียนซ้ำชั้น แต่ยังบังคับใช้สื่อการสอนและอบรมครูตามแนวทางเดียวกัน และในแคลิฟอร์เนีย กลุ่มสนับสนุนเด็กที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 กังวลว่าแนวทางเดียวใช้กับทุกคนอาจไม่เหมาะกับเด็กหลายภาษา
อังกฤษ: Reading Framework
กระทรวงศึกษาธิการอังกฤษยอมรับว่า เด็กอ่านหนังสือในเวลาว่างน้อยลง โดยเฉพาะในเด็กประถมและเด็กชายอายุ 11-16 จึงริเริ่มโครงการด้านการอ่านโดยเฉพาะ เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นสถานศึกษา
ในปี 2024 โครงการ Reading Ambition for All ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการอ่าน สำหรับนักเรียนที่ประสบปัญหาในการอ่าน และเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษาและความพิการ (SEND) ในโรงเรียนทั่วไป และปี 2025 มีโครงการส่งเสริมการอ่านอย่างคล่องแคล่ว (Reading Fluency: The Bridge to Comprehension) ในเอกสารที่ส่งให้รัฐสภา
อย่างในปีนี้มีโครงการ Reading Framework แนวทางแบบไม่บังคับสำหรับเด็กอายุ 5-14 ปี ที่หันไปโฟกัสความสุขในการอ่านและวัฒนธรรมการอ่านในโรงเรียน ไม่ได้เน้นแค่ทักษะการอ่านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้นิสัยรักการอ่านหยั่งรากลึกได้อย่างยั่งยืน

สหราชอาณาจักร: 2026 ปีแห่งการอ่าน
โจนาธาน ดักลาส (Jonathan Douglas) CEO จาก National Literacy Trust กล่าวว่าตอนนี้ระดับความสุขในการอ่านและการอ่านทุกวันต่ำที่สุดในรอบหนึ่งชั่วอายุคน จึงร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการของอังกฤษ ประกาศให้ปี 2026 เป็นปีแห่งการอ่านแห่งชาติ โดยร่วมมือกับ National Literacy Trust เป็นครั้งที่ 3 ต่อจากปี 1998 และ 2008 แต่นับเป็นครั้งแรกที่เกิดในยุคดิจิทัล
เป้าหมายคือเปลี่ยนภาพการอ่านจากหน้าที่ เป็นกิจกรรมน่าลอง ผ่านโรงเรียนและห้องสมุด พร้อมเรียกร้องให้พ่อแม่เป็นแบบอย่างการอ่านในทุกวัน
ฝรั่งเศส: อ่านวันละ 15 นาที
ตั้งแต่ปี 2019 กระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศสสนับสนุนให้โรงเรียนมี quart d’heure de lecture หรือช่วงอ่านหนังสือราว 15 นาทีต่อวัน ตั้งแต่ประถมถึงมัธยมปลาย โดยให้ทุกคนเลือกหนังสือเอง และศูนย์หนังสือแห่งชาติ (CNL) ร่วมกับกระทรวงชวนทั้งนักเรียน ประชาชน บริษัท และหน่วยงาน อ่านพร้อมกันในทุกวันอังคารที่ 2 ของเดือนมีนาคม
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: นโยบายการอ่านแห่งชาติ 2016-2026 เปิดตัวที่งานหนังสือนานาชาติอาบูดาบี โดย สุลต่าน อัล จาเบอร์ (Sultan Al Jaber) รัฐมนตรีแห่งรัฐในขณะนั้น กล่าวว่าเป้าหมายคือ ทำให้การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ประจำชาติ
โดยปรับระบบการศึกษา หลักสูตร และการประเมินโรงเรียน ตั้งกองทุนการอ่านแห่งชาติ 100 ล้านดิรฮัมสนับสนุนองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ และตั้งเป้าให้นักเรียน 80% มีนิสัยรักการอ่าน ในงานเปิดตัวยังมีแผนเพิ่มสิ่งพิมพ์ที่ผลิตในประเทศจาก 400 เป็น 4,000 รายการ จัดเดือนแห่งการอ่าน แยกหนังสือเด็กภาษาอาหรับตามอายุและเนื้อหา และมีโปรแกรมอ่านช่วงปิดเทอมที่ให้เด็กเลือกหนังสือเอง

โปแลนด์: โครงการพัฒนาการอ่านแห่งชาติ 2016-2020
เน้นการลงทุนกับห้องสมุด ผ่าน 3 แนวคิดหลัก ได้แก่ สร้างหรือปรับปรุงห้องสมุดในหมู่บ้านและเมืองเล็ก เติมหนังสือใหม่ให้ห้องสมุดสาธารณะ และเติมหนังสือใหม่ให้ห้องสมุดโรงเรียน ภายใต้งบช่วงปี 2016-2019 ราว 92.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตามรายงานติดตามนโยบายของ UNESCO ภายในสิ้นปี 2018 พบว่าได้สร้างหรือปรับปรุงห้องสมุดไปแล้วกว่า 109 แห่ง จัดซื้อสิ่งพิมพ์ใหม่ 10 ล้านเล่มกระจายให้ห้องสมุดสาธารณะกว่า 2,500 แห่ง และหนังสืออีก 6 ล้านเล่มให้ห้องสมุดโรงเรียนและห้องสมุดครูราว 12,000 แห่ง
ฟินแลนด์และเดนมาร์ก: ยุทธศาสตร์ระดับชาติและหนังสือสำหรับเด็กและเบบี๋
หากอยากปลูกฝังการอ่าน อะไรจะดีไปกว่าประคบประหงมตั้งแต่ยังเป็นเมล็ด คณะกรรมาธิการวัฒนธรรมของรัฐสภาของฟินแลนด์ จึงเน้นนโยบายการอ่านตั้งแต่เด็กวัยแรกเกิด โครงการ National Literacy Strategy 2030 ในปี 2021 โดยสำนักงานการศึกษาแห่งชาติ ให้ความสำคัญกับ multiliteracies ครอบคลุมทั้งเวลาในโรงเรียนและเวลาว่างของเด็ก และมีโครงการย่อยสำหรับปฐมวัย รัฐบาลยังสนับสนุนโครงการของขวัญการอ่านให้เด็ก (A reading gift to the child) ด้วยงบ 350,000 ยูโรในปี 2024 ให้คลินิกสุขภาพเด็กทั่วประเทศสั่งหนังสือไปแจกทารกได้ฟรี
ในช่วงปี 2023-2025 เดนมาร์ก มีโครงการระดับชาติที่เน้นไปยังกลุ่มเด็กเช่นกัน โดยส่งเสริมความสุขในการอ่านของเด็กและเยาวชน เน้นไปที่วรรณกรรมเยาวชนเป็นหลัก

ไทย: แผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านฯ
ในปี 2559 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มีมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย ตามที่ ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงหลังการประชุม แผนเชื่อมกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตั้งเป้าให้คนทุกวัยมีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง และภายใน 5 ปีให้คนไทยใช้เวลาอ่านอย่างมีคุณภาพมากขึ้น 3 เท่า
โดยให้การส่งเสริมการอ่านเป็นนโยบายของทุกหน่วยงานทุกระดับ ปัจจุบันนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ. ปีงบประมาณ 2568-2569 ยังมีข้อส่งเสริมการอ่าน รวมถึงพัฒนาความสามารถด้านการอ่านตามแนวทางประเมิน PISA ส่วนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) รายงานว่าผลสำรวจปี 2568 คนไทยรู้หนังสือกว่า 98% และห้องสมุดประชาชนในสังกัด 468 แห่ง (50.6%) ปรับเวลาเปิดให้ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่ได้
การอ่านช่วยส่งเสริมทักษะอื่นที่จำเป็นในชีวิต อย่างการจับใจความ วิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ นิสัยรักการอ่านจึงเป็นอีกคุณลักษณะที่ควรส่งเสริม แต่ถึงอย่างนั้น เมล็ดพันธุ์รักการอ่านนี้ไม่อาจงอกเงยได้ในช่วงข้ามคืน อาจใช้เวลาถึง 1 ช่วงอายุคนหรือมากกว่านั้น เพื่อให้มันฝังรากลึกลงไป โดยไม่ต้องพึ่งพานโยบายจูงใจใดๆ จากภาครัฐ
อ้างอิงจาก