วันหนึ่งในเดือนเมษาปี 1820 ณ หมู่บ้านทริปิติ บนเกาะมิโลส ประเทศกรีซ นายทหารเรือฝรั่งเศสและชาวนาแถวนั้น ได้ค้นพบประติมากรรมหินอ่อนใต้ซากปรักหักพัง พวกเขาต่างรู้ว่าตนได้เจอของดีเข้าให้ได้แล้วล่ะ แต่ไม่อาจรู้ว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นจะเป็นใบหน้าที่คนทั้งโลกจดจำได้ในเวลาต่อมา
ใบหน้านั้นฉายแววงดงามอยู่บนประติมากรรมหินอ่อน โดดเด่นด้วยสรีระสะโอดสะอง อ่อนช้อยแม้แกะสลักมาจากหิน ก็ไม่อาจลดทอนความพริ้วไหวของรอยยับบนผ้าและผิวหนังได้เลย ประติมากรรมชิ้นนี้ถูกค้นพบในสภาพที่แตกเป็น 2 ชิ้นใหญ่ๆ พร้อมกับเสาหลายต้น และฐานที่มีจารึก ซึ่งสูญหายไปในระหว่างการขนส่ง
ในตอนนั้นทั้งนายทหารและชาวนา ต่างไม่มีใครรู้ว่าสมบัติที่ฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังเหล่านี้มีมูลค่าแค่ไหน หรือมีที่มาอย่างไร แต่การค้นพบครั้งนี้น่าจะนำรางวัลครั้งใหญ่มาได้แน่ จึงตัดสินใจรายงานการค้นพบวัตถุโบราณครั้งนี้แก่เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรีซในขณะนั้น เพื่อนำไปถวายแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ต่อมาทรงบริจาคให้แก่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในปี 1821

เมื่อมาถึงพิพิธภัณฑ์ พวกเขาวางแผนบูรณะประติมากรรมชิ้นนี้ ลองประกอบเข้ากับฐานที่ขุดเจอพร้อมกันก็ดูเข้าที ค้นพบแขนที่ถือแอปเปิ้ลมาด้วย แต่พอลองประกอบกับชิ้นอื่นๆ แล้วก็ยังดูไม่เข้า ราวกับว่าส่วนประกอบดั้งเดิมที่เจอมีเพียงเท่านี้ เลยมีการเสนอให้บูรณะแขนทั้ง 2 ข้างเพิ่มขึ้นมา แต่จะทำแบบนั้นได้ก็ต้องรู้ก่อนว่า ตัวตนต้นแบบของประติมากรรมนี้คือใคร
หากประเมินจากความพริ้วไหวแต่สมจริงของประติมากรรม พอจะคาดเดาได้ว่าเป็น ศิลปะในยุคเฮลเลนิสติก ประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล ที่เน้นความสมจริงในรายละเอียด สื่ออารมณ์ ความรู้สึก แต่ก็ยังไม่รู้อย่างแน่ชัดอยู่ดีว่าประติมากรรมนี้สื่อถึงใคร ปกติแล้วหากเป็นเทพองค์ใดก็ตาม มักจะมีสิ่งของที่ระบุถึงตัวตนได้ อย่างแอรีส เทพแห่งสงครามจะถือโล่ หรือมีอาวุธในมือ แต่หากเป็นผู้หญิงถือหอก ก็ต้องเป็นเทพีอะธีน่า แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าเธอถืออะไร ทางพิพิธภัณฑ์จึงคาดเดาจากมือที่ถือแอปเปิ้ล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอะโฟรไดต์ และยังแกะสลักจากหินอ่อนชนิดเดียวกัน บวกกับพื้นที่ริมชายฝั่งที่น่าจะบูชาเทพีแห่งความงามแห่งท้องทะเลนี่แหละ จึงตั้งชื่อประติมากรรมชิ้นนี้ว่า Venus de Milo ตามพื้นที่ที่พบเจอเธอเป็นครั้งแรก
หลังจากการค้นพบ Venus de Milo จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ตลอดมา ทางพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ก็พับโครงการบูรณะแขนไปแล้ว เพราะเกรงว่าจะทำลายความงาม
ตามธรรมชาติของประติมากรรม (กลัวต่อผิดด้วยก็ส่วนหนึ่ง) มีความพยายามจากนักวิชาการ นักโบราณคดีหลายต่อหลายครั้ง เพื่อหาความจริงว่าเธอเคยถืออะไรในมือกันแน่ มีทั้งข้อเสนอว่าเธอกำลังปั่นด้ายอยู่หรือเปล่า ถือกระจกอยู่หรือไม่ แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น

วีนัส เดอ มิโล ผู้ไร้แขนกลายมาเป็นต้นแบบแห่งความงามได้อย่างไร?
เธอยืนตะหง่านด้วยความสูงราว 2 เมตร ดวงหน้าแช่มช้อย ช่วงบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นเนื้อหนังมังสาด้วยความพริ้วไหวสมจริงของศิลปะยุคเฮลเลนิสติก แม้แต่ผ้าที่ผูกหลวมๆ บนสะโพก ยังสมจริงในทุกรอยพับจนน่าทึ่ง รวมถึงแขนทั้ง 2 ข้างที่หายไป ก็ทำให้ความสมบูรณ์แบบที่เคยเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากประติมากรรมชิ้นอื่นกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไปเลย ความเว้าแหว่งในชิ้นงานยิ่งชวนตะลึงพรึงเพริด ปลุกเร้าความสงสัยว่าถึงมือทั้ง 2 ข้างของเธอเคยเกาะกุมสิ่งใดไว้ ต่างคนต่างเติมส่วนที่ขาดในมโนภาพของตน
นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ก็อาจเข้ามามีส่วนไม่น้อย หรือถ้าไม่จริงก็ถือว่าเป็นข่าวลือลับๆ ก็แล้วกัน
ในสมัยนโปเลียนเรืองอำนาจ เขาได้กวาดเอารางวัลสงครามมากมายมาไว้ที่ฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ Venus de’ Medici ประติมากรรมหินอ่อนรูปเคารพเทพีวีนัสอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง แต่เมื่อนโปเลียนแพ้สงคราม เจ้าของสิ่งใดที่เคยถูกพรากไปตามมาทวงของตนคืน ฝรั่งเศสจึงคืนวีนัสแห่งเมดิชี่แก่อิตาลีไป เสียใจเล็กน้อยแต่เสียหน้ามากกว่า ฝรั่งเศสจึงพยายามสร้างกระแสความเชื่อที่ว่า วีนัสแห่งมิโลของฉัน คือต้นแบบของความงามจากกรีก หากอยากเห็นความงามของจริง ต้องมาดูที่ฝรั่งเศสเท่านั้นจ้ะ
จริงเท็จแค่ไหนใครจะรู้ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเทพีแห่งความงาม รูปเคารพของเทพีวีนัสในแต่ละวัฒนธรรม ในแต่ละช่วงเวลา มีลักษณะที่ต่างกันออกไปตามคติความงามของผู้คนในตอนนั้น มีทั้งหุ่นอวบอัด หุ่นอรชรแช่มช้อย จะงามไม่งามก็อยู่ที่สุนทรียะของผู้ชม แต่วีนัสที่เราได้เติมเต็มความงามที่ขาดหาย แม้ตอบไม่ได้ว่างามที่สุดหรือเปล่า ก็พอจะตอบได้ว่าเป็นวีนัสที่ถูดจดจำที่สุดครั้งหนึ่ง
อ้างอิงจาก