ก่อนจะเริ่ม มีองค์ประกอบบางอย่างที่ผมอยากให้ลองนึกภาพตามครับ อย่างแรกคือเรื่องรักอลเวงระหว่างเด็กสาวฐานะปานกลางกับ 4 เด็กหนุ่มในรั้วมหาวิทยาลัยหรู ต่อด้วยเพลงจากบอยแบนด์ไต้หวัน ที่มาพร้อมมิวสิควิดีโอวาดไม้วาดมืด เอฟเฟ็กต์ประกายระยิบระยับ และฝนดาวตกเป็นฉากหลัง
หากทุกข้อที่พูดถึงได้ไปดึงเอาภาพหนุ่ม F4 และซีรีส์เรื่อง รักใสใส หัวใจ 4 ดวง (Meteor Garden (2001)) จากส่วนลึกของสมองขึ้นมาโดยอัตโนมัติแล้วล่ะก็ คุณคงจะอินกับเรื่องราวของอนิเมะที่จะพูดถึงต่อจากนี้ได้ไม่ยาก
Love Through a Prism (2026) ว่าด้วย ‘ลิลี่ อิจิโจอิน’ เด็กสาวชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปยังกรุงลอนดอน ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนประจำสถาบันศิลปะเซนต์โทมัส ด้วยช่วงเวลาเพียงหกเดือนในสถาบันอันทรงเกียรติ ลิลี่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับที่บ้านให้ได้ว่า เธอคือจิตรกรมือหนึ่งของชั้นเรียน เพราะหากทำไม่ได้ เธอต้องถูกส่งกลับบ้าน ระหว่างนั้นเองลิลี่ได้พบกับ ‘คิท เชิร์ช’ เพื่อนร่วมชั้นที่เพียบพร้อมทั้งทักษะและฐานะ ภาพวาดของเขามักได้อันดับหนึ่งในคาบเรียนวิจารณ์ศิลปะอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สลับไปมาระหว่างการแข่งขันในแง่ของผลงาน และชั่วยามที่ก่อความรู้สึกหวั่นไหว โดยมีภูมิทัศน์ของอังกฤษในยุคต้นศตวรรษ 1900s เป็นฉากหลัง

สำหรับเด็กยุค 2000s ที่โตมากับซานไช่และหนุ่มๆ F4 คงเริ่มจับจุดได้แล้วว่า Love Through a Prism มีพล็อตเรื่องที่คลับคล้ายคลับคลา เหมือนจะถอดแบบกันมายังไงยังงั้น เหตุผลก็เป็นเพราะทั้งสองเรื่องคือผลงานที่มีต้นทางมาจากคนคนเดียวกันนั่นคือ โยโกะ คามิโอะ (Yoko Kamio) นักวาดมังงะที่โด่งดังจาก Boys Over Flowers (花より男子, Hana Yori Dango) หรือก็คือ รักใสใส หัวใจ 4 ดวง ที่เรารู้จักกันนั่นแหละ หลังจากนั้นโยโกะก็มีมังงะสั้นออกมาให้หายคิดถึงอยู่เรื่อยๆ เช่น Cat Street เรื่องดราม่าของนักแสดงเด็กที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน Tora to Okami รอมคอมว่าด้วยหญิงสาวที่ชื่นชอบนิยาย boys’ love และต้องไปพัวพันกับสองหนุ่มหล่อ
แต่ถ้าว่ากันตามจริง การรู้จักหรือไม่รู้จักผลงานของโยโกะ ก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสในการดู Love Through a Prism ลดน้อยลงแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ เรื่องเล่าความฝันของเด็กสาว ความหลงใหล และความโรแมนติกของความรักระหว่างชนชั้น ก็ยังคงความอมตะที่ไม่ว่าใครก็เชื่อมโยงได้ เราอาจจะเฝ้าฝันถึงตัวเองที่ได้ไปอยู่ในเรื่องราวเหล่านี้ ในโลกที่ไม่ว่าจะอย่างไรความรักและความฝันจะยังคงเบ่งบาน
อนิเมะได้งานภาพที่สวยงามจากฝีมือของ WIT Studio ซึ่งเคยฝากผลงานระดับท็อปมาแล้ว อาทิ Attack on Titan และ Spy x Family ภาพของสถาปัตยกรรมอังกฤษและวิวทิวทัศน์นับว่าตระการตา สอดแทรกด้วยเทคนิคการใช้สีสันสดใสหรือหม่นเทาให้สอดคล้องกับอารมณ์ของเรื่อง และที่สำคัญที่สุด ภาพวาดและผลงานศิลปะของลิลี่ คิท และเพื่อนร่วมแก๊งคนอื่นๆ ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ถึงอย่างนั้น แม้ด้านผู้กำกับ คาซูโตะ นาคาซาวะ (Kazuto Nakazawa) จะออกมาว่าทั้งหมดเป็นผลงานที่วาดด้วยมือ ก็ไม่วายมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตว่าภาพบางฉากหรือบางส่วนอาจทำขึ้นด้วย AI
ด้วยความที่เป็นอนิเมะซึ่งพูดถึงศิลปะและศิลปิน เสน่ห์ของ Love Through a Prism คือผลงานศิลปะแต่ละชิ้นที่ตัวละครในเรื่องต่างใช้จิตใจและจิตวิญญาณของตัวเองสร้างสรรค์ออกมาก แต่ละผลงานคือคีย์หลักที่สื่อถึงพัฒนาการและห้วงอารมณ์ของศิลปิน คล้ายกับที่คิทบอกว่า
“ภาพวาดน่ะ คือบันทึกช่วงเวลาของชีวิตศิลปิน
มันคือทั้งชีวิตของศิลปิน”
มีหลายตอนที่ตัวเรื่องเก่งกาจในการใช้ภาพวาดสื่อถึงใจความสำคัญและความรู้สึกของตัวละคร เช่น ตั้งแต่ต้นเรื่องที่แม้ภาพวาดของลิลี่จะสวยงามจนได้รับคำชม แต่ก็เป็นความสวยงามตามแบบแผน ไม่มีความเป็นตัวของตัว จนเมื่อเวลาผ่าน เมื่อลิลี่ได้รู้จักและเข้าใจการวาดภาพที่จริงใจกับความรู้สึกตัวเองมากขึ้น ภาพวาดรวมถึงเทคนิคของเธอก็ยิ่งเฉิดฉาย หรืออันโธนี เพื่อนร่วมชั้นชาวอินเดียที่ทิ้งท้ายภาพวาดสุดท้าย หลังจากเข้าใจว่าตำแหน่งแห่งที่ของเขาจะไปอยู่ตรงไหนในโลกศิลปะ
ความน่าประทับใจที่สุดคือการที่ Love Through a Prism ให้ภาพคอมมูนิตี้ศิลปินที่ทั้งมีความหวังผลักดันกันและกัน รวมถึงประคับประคองกันผ่านผลงานเรื่อยไป ทักษะของลิลี่พัฒนาขึ้นได้ก็เพราะมีความอัจฉริยะของคิทคอยผลักดัน คิทเองก็ลองสร้างผลงานที่ต่างออกไปจากการได้ปฏิสัมพันธ์กับลิลี่ หรือเพื่อนในแก๊งอย่าง ‘จ๊อฟฟรีย์’ ที่แม้จะอยากเปิดบาร์ แต่ก็ต้องเป็นบาร์ที่เขาจะเอาผลงานของเพื่อนๆ มาประดับ อีกคนที่น่าสนใจคือ ‘โดโรธี’ สาวจากตระกูลสูงศักดิ์ที่เคยเป็นศัตรูความรักกับลิลี่ แต่แล้วเมื่อได้เห็นภาพที่ลิลี่วาดให้ เธอก็เข้าใจถึงแรงบันดาลใจที่เธอตามหามาตลอดชีวิต
ในมิติที่ถอยมาไกลขึ้น Love Through a Prism สื่อสารกับคนดูถึงความสำคัญของศิลปะ องค์ประกอบที่โลกปัจจุบันซึ่งมักสนใจแต่ผลิตภาพมักตัดออกเป็นอันดับแรก กิจกรรมที่ข้องเกี่ยวกับศิลปะ(ที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์)มีความสำคัญรองจากกิจกรรมที่สร้างรายได้
ฉากที่ถ่ายทอดออกมาได้ตรงจุดที่สุดคือตอนที่ลิลีและชิน เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่ไปเรียนด้วยกัน ดูจะไม่ไยดีกับชีวิต ทั้งคู่ไม่แตะการทำศิลปะอีกเลย จนกระทั่งบังเอิญไปเห็นผลงานของคิท ทั้งคู่จึงกลับมามีแรงใจอีกครั้ง กระทั่งคิทเองที่ประกาศว่าจะไม่วาดภาพอีก ในช่วงเวลาที่มืดมนไร้หนทางที่สุดในชีวิต การวาดภาพและคิดถึงใครสักคนกลับเป็นหนทางที่ทำให้เขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
ในเรื่องรักๆ ที่ทั้งสดใส อบอุ่น และอาจจะปนขมไปบ้าง Love Through a Prism ย้ำให้เห็นถึงความสวยงามของศิลปะที่ส่งผลโดยตรงต่อจิตใจมนุษย์ ความพิเศษบางอย่างที่ทำให้ศิลปะสามารถดึงเราให้มีพลังขึ้นมา การเป็นที่พึ่งสุดท้ายในวันที่ทุกอย่างพังลง หากเพียงได้สัมผัสผลงานที่มีผลต่อจิตใจ เราก็ยังพอจะเดินต่อไปได้